ประวัติ ไมเคิ่ล โอลิเซ่ อาวุธหนักของ บาเยิร์น มิวนิค
สโมสรบาเยิร์น มิวนิค กำลังอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยม หลังผงาดคว้าแชมป์บุนเดสลีกา เยอรมัน ฤดูกาล 2025-26 ไปเป็นที่เรียบร้อย ในขณะที่ยังเหลือการแข่งขันอีก 4 นัด
นอกจากแชมป์ลีกสมัยที่ 35 ของพวกเขาแล้ว เส้นทางบอลถ้วยในประเทศก็สามารถตีตั๋วผ่านเข้าชิงชนะเลิศศึกเดเอฟเบ โพคาล ไปอีก 1 รายการ โดยจะพบกับ สตุ๊ตการ์ท
เท่านั้นยังไม่พอ ทัพ "เสือใต้" ยังโชว์ฟอร์มติดลมบนในเวทียุโรป กับการทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก โดยจะพบกับ เปแอสเช ทีมแชมป์เก่าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และหากผ่านได้พวกเขาก็จะมีโอกาสเดินหน้าสู่การสร้างประวัติศาสตร์คว้า 3 แชมป์มาครองได้อีกครั้ง เที่ยบเท่ากับเมื่อฤดูกาล 2012-23
แน่นอนว่าปัจจัยสำคัญคือเรื่องคุณภาพตัวผู้เล่นที่จัดเต็มทุกตำแหน่ง โดยเฉพาะ 3 ประสานในแนวรุก ประกอบไปด้วย แฮร์รี่ เคน, หลุยส์ ดิอาซ และ ไมเคิล โอลิเซ่ ที่ช่วยกันผลิตสกอร์ให้ทีมแบบถล่มทลาย ซัดรวมกันไปแล้ว 92 ประตูในทุกรายการ
เราจึงขอใช้โอกาสนี้พาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ ไมเคิล โอลิเซ่ 1 ใน 3 ประสานของ บาเยิร์น มิวนิค ชุดนี้ ที่เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์สำคัญให้ทีมมีองค์ประกอบแนวรุกที่ยากจะมีใครหยุดอยู่
ประวัติ ไมเคิล โอลิเซ่
ไมเคิ่ล อัคโพวี โอลิเซ่ เกิดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 2001 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีคุณพ่อเป็นชาวอังกฤษเชื้อสายไนจีเรีย ส่วนคุณแม่เป็นชาวฝรั่งเศสเชื้อสายแอลจีเรีย ส่งผลให้ในตัวเขาหลอมรวมจากการมีเชื้อสายถึง 4 ประเทศ
เขาเริ่มฝึกฟุตบอลกับ เฮยส์ เอฟซี ทีมท้องถิ่นตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จากนั้นก็ผ่านการเข้าร่วมทีมอะคาเดมีของหลากหลายสโมสรในอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น อาร์เซน่อล ในช่วงสั้นๆของปี 2009, เชลซี ในระหว่างปี 2009-2016 ต่อด้วยแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2016-2017 แต่ก็มีอันต้องแยกย้าย ก่อนที่สถานีต่อไปจะไปเข้าร่วมสโมสรเรดดิ้ง ในปี 2018
โอลิเซ่ สร้างชื่อกับสโมสรเรดดิ้ง
ที่สโมสรแห่งนี้ทำให้เขาได้พบกับจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต เมื่อสามารถโชว์ฝีเท้าเป็นที่ประทับใจ จนได้โอกาสก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เต็มตัว และประเดิมสนามนัดแรกในระดับแชมเปี้ยนส์ชิพ วันที่ 12 มีนาคม 2019 เกมที่พ่ายแพ้ต่อ ลีดส์ ยูไนเต็ด 0-3
ย้อนไปในทีมชุดนั้น เขาได้โอกาสร่วมทีมเดียวกับ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ ที่ในเวลาต่อมาจะกลายเป็นผู้รักษาประตูแชมป์โลกรวมถึง จอห์น โอเช ในช่วงท้ายอาชีพค้าแข้ง ทำให้ได้เรียนรู้โดยตรงจากนักฟุตบอลระดับสูง
บอร์ดบริหารของเรดดิ้ง เล็งเห็นในความสามารถของ โอลิเซ่ ก่อนจะมอบสัญญาอาชีพฉบับแรกให้กับเขา ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2019 ระยะเวลา 3 ปี
ฤดูกาล 2019-20 โอลิเซ่ กลายเป็นตัวหลักของทีมทันที และสามารถยิงประตูแรกให้กับเรดดิ้ง ในเกมที่เปิดบ้านเอาชนะบาร์นสลีย์ 2-0 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2020
ผลงานของเขาเริ่มฉายแววโดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆ จนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลของ EFL และสุดท้ายเขาก็ได้มันมาครองแบบไม่ต้องสงสัย
โอลิเซ่ ย้ายร่วมทีมคริสตัล พาเลซ
ด้วยผลงานที่โดดเด่น ทำให้เริ่มเป็นที่สนใจของสโมสรในระดับที่สูงขึ้น ก่อนี่จะเป็น คริสตัล พาเลซ ทีมในศึกพรีเมียร์ลีก คว้าตัวไปร่วมทีม ด้วยการใช้เงื่อนไขค่าฉีกสัญญาของนักเตะที่สุดถูกเพียงแค่ 8 ล้านปอนด์ โดยเซ็นสัญญายาว 5 ปี ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2021
โอกาสแรกในลีกสูงสุดของอังกฤษมาถึงในวันที่ 11 กันยายน 2021 โอลิเซ่ ถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองช่วงท้ายเกม นาทีที่86 แทน จอร์แดน อายิว ในเกมที่ต้นสังกัดเปิดบ้านเอาชนะ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ 3-0
จากนั้นไม่นานเขาก็ได้โอกาสออกสตาร์ทเป็น 11 ตัวจริงครั้งแรกในวันที่ 23 กันยายน ในเกมที่เปิดบ้านเสมอ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 1-1
โอลิเซ่ ยิงประตแรกในสีเสื้อคริสตัล พาเลซ
ส่วนประตูแรกในสีเสื้อ "ปราสาทเรือนแก้ว" เกิดขึ้นในวันที่ 3 ตุลาคม 2021 เขาลงมาเป็นตัวสำรองในเกมที่เสมอกับ เลสเตอร์ 2-2 สร้างสถิติกลายเป็นนักเตะพาเลซ อายุน้อยที่สุดที่สามารถยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้ ต่อจาก คลินตัน มอร์ริสัน ในปี 1998
ถึงตรงนี้ โอลิเซ่ มีความมั่นใจมากขึ้นและกลายเป็นขุมกำลังหลักของทีมไปโดยปริยาย ด้วยผลงานที่โดดเด่นและเล่นอย่างมีคุณภาพทั้งยิงและจ่าย
มีหนึ่งสถิติที่น่าสนใจเกิดขึ้นในวันที่ 9 เมษายน 2023 เมื่อเขากลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดในพรีเมียร์ลีก ที่สามารถทำ 3 แอสซิสต์แบบโอเพ่นเพลย์ได้ในเกมเดียว ในนัดที่เอาชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด 5-1
และในฤดูกาลเดียวกันนั้นเขายังกลายเป็นนักเตะพาเลซคนแรกที่ทำได้ถึง 10 แอสซิสต์ ในซีซั่นเดียวบนลีกสูงสุด โดยเกิดขึ้นในวันที่ 13 พฤษภาคม ด้วยการจ่ายบอลให้ เอเบเรชี่ เอเซ่ ยิงประตูที่สอง ในเกมที่เอาชนะ บอร์นมัธ 2-0
ด้วยผลงานที่ร้อนแรงทำให้เขาตกเป็นที่หมายตาของบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ ก่อนที่สุดท้าย พาเลซ จะบรรลุข้อตกลงในการต่อสัญญาฉบับใหม่กับแข้งรายนี้ออกไปอีก 4 ปี เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2023
3 กุมภาพันธ์ 2024 โอลิเซ่ ได้รับบาดเจ็บหนักที่เอ็นร้อยหวาย ทำให้หายหน้าไปนานเกือบๆ 3 เดือน ก่อนจะกลับมาลงสนามช่วยทีมได้อีกครั้ง และซัด 2 ประตูใส่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมที่เอาชนะ 4-0 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม
บทสรุปฤดูกาลนั้นเขาทำไป 10 ประตู กับอีก 6 แอสซิสต์ จากการลงสนามไปเพียง 19 นัด ภายใต้การคุมทีมของ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ที่เข้ามารับงานต่อจาก รอย ฮอดจ์สัน ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมทำให้เขาถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักเตะดาวรุ่งแห่งปี PFA Young Player of the Year และยังคงได้รับความสนใจจากบรรดายักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป
โอลิเซ่ ย้ายร่วมทีมบาเยิร์น มิวนิค
7 กรกฎาคม 2024 ต้นสังกัดประกาศปล่อยตัวนักเตะไปให้กับ บาเยิร์น มิวนิค ในศึกบุนเดสลีกา เยอรมัน ด้วยค่าตัวสูงถึง 60 ล้านยูโร พร้อมเซ็นสัญญายาว 5 ปี
เริ่มต้นชีวิตใหม่ในเยอรมัน ภายใต้การคุมทัพของ แวงซองต์ กอมปานี ที่ย้ายไปในเวลาไล่เลี่ยกัน เขาได้โอกาสประเดิมสนามนัดแรกของ ฤดูกาล 2024–25 ในศึกเดเอฟเบ โพคาล เกมที่ถล่มเอาชนะ SSV Ulm 4–0 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม โดยเจ้าตัวจัดแอสซิสต์แรกในทันที หลังถูกส่งลงเป็นตัวสำรองได้เพียง 2 นาที
โอลิเซ่ ยิงประตูแรกในบุนเดสลีกา เยอรมัน
14 กันยายน 2024 โอลิเซ่ เบิกสกอร์แรกในศึกบุนเดสลีกา เยอรมัน ในเกมที่บุกถล่ม ฮอลสไตน์ คีล 6–1 ก่อนที่ในอีก 3 วันต่อมา เขาจะยิงประตูแรกที่สนามอัลลิอันซ์ อารีน่า ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เกมที่ถล่มเอาชนะ ดินาโม ซาเกร็บ 9–2 บทสรุปซีซั่นแรกกับทีมยักษ์ใหญ่ของเยอรมัน เขาซัดรวมกันไป 12 ประตู กับอีก 15 แอสซิสต์
เพียงแค่ฤดูกาลแรก เขาก็กลายเป็นนักเตะที่แอสซิสต์สูงสุดของบุนเดสลีกา เยอรมัน ก่อนจะได้รับเลือกให้ติดทีมยอดเยี่ยมของลีกเยอรมันในฤดูกาลนั้น พ่วงรางวัลนักเตะหน้าใหม่ยอดเยี่ยม
โอลิเซ่ ในฤดูกาล 2025-26
โอลิเซ่ กลายเป็นกำลังหลักของทีมเต็มตัว และบาเยิร์น มิวนิค ก็เข้าสู่ยุคของ 3 ประสาน อันประกอบไปด้วย แฮร์รี่ เคน, หลุยส์ ดิอาซ และ ไมเคิล โอลิเซ่ ที่ช่วยกันถล่มตาข่ายเป็นว่าเล่น และกำลังท้าชิงบัลลังก์ถ้วยใหญ่ของยุโรปในเวลานี้ แถมเขายังลงสนามครบ 100 นัด ในสีเสื้อบาเยิร์นฯ ด้วยระยะเวลาอันรวดเร็ว
ส่วนในบทบาททีมชาติ เขาตัดสินใจเลือกเล่นให้กับฝรั่งเศส ตามเชื้อสายของทางคุณแม่ ตั้งแต่ในระดับเยาวชน ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะแม้ว่าเขาจะมีสิทธิ์เล่นให้กับทีมชาติอังกฤษ แต่ก็ต้องยอมรับว่าโอกาสสอดแทรกขึ้นชุดใหญ่นั้นเป็นไปได้ยาก
การเล่นให้กับฝรั่งเศสกลายเป็นส่วนเติมเต็มให้กับทัพ "ตราไก่" มีอาวุธเด็ดในมือ และเขาก็ได้โอกาสก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่แบบไม่ยากเย็น ด้วยโอกาสที่เปิดกว้าง และฝีเท้าที่ตอบโจทย์
น่าสนใจว่าบทสรุปสุดท้ายในฤดูกาลนี้ โอลิเซ่ จะสามารถพาทีมประสบความสำเร็จกับการคว้า 3 แชมป์มาครองได้หรือไม่ และอนาคตต่อจากนี้เขาจะไล่ล่าความสำเร็จมาได้มากขนาดไหน เพราะขนาดนี่เป็นเพียงแค่ฤดูกาลที่ 2 กับทัพ"เสือใต้" เขายังโดดเด่นขนาดนี้ ในช่วงระยะเวลาที่สัญญาเหลืออีก 3 ปี บอกได้เลยว่า บาเยิร์น มิวนิค น่าจะครองความยิ่งใหญ่ได้อีกนาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง