ซูเปอร์สปอร์ต ทุ่ม 200 ล้าน รุกต่างจังหวัด-อัปเกรดสาขา เจาะลูกค้า Gen Z
ปัจจุบันกีฬาไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแข่งขันหรือการออกกำลังกาย แต่ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และแฟชั่นในชีวิตประจำวันของผู้คนยุคใหม่ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมกีฬาต้องปรับตัว เพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับทั้งสุขภาพและการใช้ชีวิตที่คล่องตัวไปพร้อมกัน
นายอเล็กซองต์ อัมเบล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดค้าปลีกอุปกรณ์กีฬาในปีที่ผ่านมาซึ่งมีมูลค่าราว 3.6 หมื่นล้านบาท ขยายตัวได้เพียง 1% นั้น มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยลบที่เข้ามากระทบความเชื่อมั่นและกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง ทั้งปัญหาความขัดแย้งในประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงกระแสข่าวแก๊งสแกมเมอร์ที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้กำลังซื้อจากกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักโดยเฉพาะตลาดประเทศจีนหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด ยังส่งผลให้ผู้บริโภคต้องโยกย้ายเม็ดเงินไปใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและชะลอการซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนสร้างความท้าทายให้กับอุตสาหกรรมค้าปลีกโดยรวม
สำหรับทิศทางปี 2569 บริษัทใช้งบลงทุน 200 ล้านบาท มุ่งเน้นการทำ Omnichannel อย่างสมบูรณ์แบบ ในส่วนของช่องทางออฟไลน์ เตรียมเปิดสาขาใหม่ 2 แห่ง คือ เซ็นทรัล ขอนแก่น (พฤษภาคม) และเซ็นทรัล นอร์ธวิลล์ (กรกฎาคม) พร้อมลุยโปรเจกต์ Store Transformation รีโนเวตสาขาต่างจังหวัดกว่า 10 แห่งให้เป็นโมเดล Store 3.0 เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้เทียบเท่าสาขาในกรุงเทพฯ ตามรอยความสำเร็จของแฟลกชิพสโตร์สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ที่เพิ่งทุ่มงบปรับปรุงไป 75 ล้านบาท
ขณะที่ช่องทางออนไลน์มีการเติบโตเร็วกว่าหน้าร้าน โดยปีที่ผ่านมาโตถึง 24% (หน้าร้านโต 5%) ปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วน 14-15% ของยอดขายรวม ซึ่งบริษัทได้ลงทุนอัปเกรดระบบ Back-end เพื่อรองรับการเติบโตไว้เรียบร้อยแล้ว รวมไปถึงแผนการดึงแบรนด์สากลอย่าง HEAD และ FILA เข้ามาบริหาร และดันสัดส่วนสินค้าเฮาส์แบรนด์ ที่พัฒนาร่วมกับ Intersport ให้ขยับจาก 5% เป็น 10% ภายใน 5 ปี
แม้ปีที่ผ่านมาตลาดค้าปลีกจะเหนื่อยจากปัจจัยลบ แต่ซูเปอร์สปอร์ตประเมินว่าหากไม่มีปัจจัยแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมัน ตลาดอุปกรณ์กีฬาน่าจะกลับมาโตได้ถึง 4% ซึ่งสูงกว่า GDP ประเทศ
ส่วนประเด็นเรื่องต้นทุนและซัพพลายเชน บริษัทยืนยันว่ายังบริหารจัดการได้ดี เนื่องจากมีการสั่งสต๊อกสินค้าล่วงหน้าตั้งแต่ปีที่แล้ว และซัพพลายจากทางเอเชียและจีนยังคงเพียงพอ โดยเน้นย้ำว่าจะพยายามบริหารจัดการต้นทุนเพื่อไม่ผลักภาระด้านราคาไปให้ผู้บริโภค
ด้าน นายเล็น เลิศสุมิตรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสฝ่ายกลยุทธ์ เปิดเผยถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ กีฬากลายเป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ที่ผสานเข้ากับโซเชียลมีเดีย การโพสต์ภาพขณะออกกำลังกายกลายเป็นแรงบวกที่ช่วยผลักดันตลาด โดยมี 4 กลุ่มกีฬาหลักที่เป็นแกนนำการเติบโต ได้แก่
- กลุ่มวิ่ง ที่เปลี่ยนจากการวิ่งจริงจังมาเป็นการวิ่งเชิงไลฟ์สไตล์และการเข้าสังคม
- กลุ่มแร็กเกต (แบดมินตัน, เทนนิส) ที่รับอานิสงส์จากกระแสโอลิมปิก 2024, กลุ่มฟุตบอล ที่ได้แรงหนุนจากทัวร์นาเมนต์ใหญ่และเทรนด์แฟชั่นเสื้อฟุตบอลที่ใส่ในชีวิตประจำวัน
- กลุ่มเอาต์ดอร์และแคมป์ปิ้ง ที่ตอบโจทย์คนโหยหากิจกรรมกลางแจ้ง
เมื่ออินไซต์ลูกค้าเปลี่ยนจากการโฟกัสแค่ "สถิติและเพอร์ฟอร์แมนซ์" มาเป็นเรื่องของ "ความเป็นปัจเจก (Individual)" ซูเปอร์สปอร์ตจึงปรับกลยุทธ์การสื่อสารใหม่ภายใต้แนวคิด "Move You Move Sports"
โดย นางสาววิยะดา บูรณะภากรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการตลาด ระบุว่า บริษัทได้แบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายออกเป็น 5 เซกเมนต์ เพื่อทำการตลาดให้เฉียบคมขึ้น ได้แก่
- Family Pillar (กลุ่มครอบครัว)
- Urban (กลุ่มคนเมือง)
- The Joy Replayer (กลุ่มเน้นความสนุกสนาน)
- Performance (กลุ่มจริงจังกับสถิติ)
- Social Explorer (กลุ่มสายโซเชียล ชอบลองสิ่งใหม่)
นอกจากนี้ยังเน้นสร้างคอมมูนิตี้อย่างจริงจัง เช่น การเปิดตัว Supersports Running Club ที่มีสมาชิกกว่า 3,500 คน พร้อมสอดแทรกแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้าในอีเวนต์ต่างๆ มากขึ้น
นางสาววิยะดา กล่าวทิ้งท้าย ทิศทางทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ซูเปอร์สปอร์ต ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงแค่ร้านขายเสื้อผ้าหรือรองเท้ากีฬาอีกต่อไป แต่กำลังสร้าง “Ecosystem” หรือระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ ดาต้า และคอมมูนิตี้ เพื่อล็อกเป้าหมายในการเติบโตเหนือกว่าตลาดรวมอย่างยั่งยืน