“สมเด็จพระนเรศวร” ในสายตาพม่า-ไทยไม่เหมือนกัน พระองค์ทรงไม่เคยถูกจับตัวไป?!
สมเด็จพระนเรศวร ในสายตาพม่า-ไทยไม่เหมือนกัน พระองค์ทรงไม่เคยถูกจับตัวไป?!
หากพูดถึง“สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” คนไทยจะคุ้นเคยกับพระปรีชาสามารถของพระองค์ที่ทรงนำทัพกำชัยทำให้อาณาจักรกลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง
ทว่า หากมองในมุมของชาวพม่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น ซึ่งใน เสวนาทางวิชาการด้านภาษาและประวัติศาสตร์ “องค์นเรศ : พงศาวดารกับคำร่ำลือในเมียนมา”วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30-14.30 น. ผ่านเพจ FB RILCA, Mahidol University มี 2 อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ คือ ดร. ตรงใจ หุตางกูร นักวิจัยด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และ อ. สิทธิพร เนตรนิยม ผู้เชี่ยวชาญภาษาและวัฒนธรรมเมียนมาและนักวิจัยประจำศูนย์ภารตะศึกษา มาให้ความรู้ และไขทุกคำตอบเกี่ยวกับพระนเรศ
พร้อมด้วย ดร. ธานินทร ลิมปิศิริ อาจารย์ประจำหลักสูตรภาษาศาสตร์ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย (RILCA) มหาวิทยาลัยมหิดล รับหน้าที่เป็นพิธีกร
เสวนาครั้งนี้ เล่าเรื่องราวของกษัตริย์อยุธยา โดยเฉพาะ“สมเด็จพระนเรศวรมหาราช”ในสายตาของพม่าและไทย รวมถึงหลักฐานต่าง ๆ ที่กล่าวถึงเรื่องราวในสมัยอยุธยาว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่เราได้รับรู้มาในการศึกษาของไทยนั้นตรงกับเพื่อนบ้านของเราหรือไม่
สำหรับบทความนี้จะพาทุกคนมาไขข้อข้องใจ ว่าด้วยประเด็น “สมเด็จพระนเรศวร” ในสายตาของพม่า-ไทย ต่างกันอย่างไร เหมือนกันหรือไม่ เหตุการณ์ที่มักปรากฏอยู่ในสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับพระองค์เมื่อมาตรวจสอบกับนานาหลักฐานประวัติศาสตร์แล้วเป็นเช่นไร
สมเด็จพระนเรศวร ในสายตาพม่า-ไทยไม่เหมือนกัน
เรื่องนี้ อ. สิทธิพร เนตรนิยม กล่าวว่า พระนเรศ คือส่วนประกอบหนึ่งของพงศาวดารพม่า ส่วนใหญ่แล้วเรื่องราวของพระนเรศจะปรากฏผ่านพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ในพงศาวดารพม่ากล่าวถึงสมเด็จพระนเรศวรเพียงนิดเดียว บอกว่าเป็นตัวประกัน และมีพูดถึงเจ้าชายดำและเจ้าชายขาว ด้วยเป็นพงศาวดารของบ้านเขา ก็จะเน้นที่พระมหากษัตริย์ของพม่า อันเป็นวีรุบุรุษของเขาและชนชั้นนำเป็นหลัก เช่น พระเจ้าบุเรงนอง เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้รวบรวมบ้านเมืองพม่าให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้ง
คนพม่าอาจไม่ค่อยรู้จักพระองค์นัก รู้เพียงว่าพระองค์ทรงเป็น “ลูกเลี้ยง” ของพระเจ้าบุเรงนองหรือองค์ประกันเท่านั้น เขาก็เข้าใจเหมือนกับเรา
“ประเทศใครก็ประเทศมัน อย่างของเราพระนเรศคือวีรบุรุษ สำหรับของพม่าก็คือส่วนประกอบหนึ่ง ที่รู้จักพระนเรศมากที่สุดก็คือผ่านพงศาวดารของกรมพระยาดำรงฯ นั่นแหละ และพระนเรศก็มีอยู่นิดหนึ่งอยู่ในพงศาวดารของพม่า มีนิดเดียว เขาเรียกว่าพระนริศ มีพูดถึงเจ้าชายดำและเจ้าชายขาว
ผมคิดว่าเจ้าชายดำและเจ้าชายขาวก็มาจากหนังสือของกรมพระยาดำรงฯ เราไม่เคยเข้าไปในพงศาวดารของพม่าจริง ๆ ที่เขาเขียน แต่ผมว่าก็คงจะนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่ได้มีมาก เพราะเขาจะเน้นที่บุเรงนอง นัดจิงหน่อง” ผู้เชี่ยวชาญภาษาและวัฒนธรรมเมียนมาและนักวิจัยประจำศูนย์ภารตะศึกษา กล่าว
ด้าน ดร. ตรงใจ ก็เจาะลึกถึงหลักฐานที่กล่าวกันไว้อย่างแตกต่างให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น อาจารย์เล่าว่าเอกสารไทยฝั่งเราในช่วงสมเด็จพระนเรศนั้นต่างกัน โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่สมเด็จพระนเรศทรงยกทัพไปช่วยพระเจ้านันทบุเรง ก่อนที่ต่อมาจะเกิดความบาดหมางกัน
“มันเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าเอกสารใครเอกสารมัน อย่างที่อาจารย์สิทธิพรบอก คือถ้าเป็นฝั่งเรา ถ้าไปอ่านในช่วงที่เราเป็นประเทศราชแล้ว ตอนนั้นอยุธยาปกครองโดยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระราชบิดาของพระนเรศ
แล้วเมื่อบุเรงนองสิ้นพระชนม์ มหาอุปราชผู้เป็นราชบุตรได้ขึ้นมาเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ ซึ่งเรารู้จักกันในชื่อ นันทบุเรง ก็ต้องยกทัพไปปราบพระเจ้าอาที่อังวะ นี่คือข้อเท็จจริง ทั้งสองฝ่ายเขียนตรงกัน
แต่สิ่งที่เริ่มไม่ตรงกันก็คือ อย่างของไทย ไทยบอกว่าพม่ามองว่าพระนเรศมีพระบุญญาธิการ อีกหน่อยจะสร้างปัญหา ต้องรีบหลอกมากำจัด ก็เลยตั้งเรื่องให้มาช่วยรบ พอมาถึงจะให้เข้าไปช่วยรบแต่ข้อเท็จจริงคือจะลอบสังหาร พอพระนเรศไปถึงก็รู้สึกว่าตนเองโดนหลอก ทำอย่างไรดี ก็ต้องขาดกัน ยอมกันไม่ได้ เป็นที่มาของการถอยทัพกลับ กวาดต้อนมอญเข้ามา เกิดการยิงปืนข้ามแม่น้ำสะโตง เป็นเหตุให้พม่าและสยามขาดกันอีกครั้งหนึ่ง ณ ตอนนั้น
ส่วนมุมพม่า อ้างอิงจากพงศาวดารพม่าฉบับหอแก้ว จะเล่าอีกแบบหนึ่งว่า พระอนุชาของบุเรงนอง ผู้ครองเมืองอังวะนั้น กบฏแข็งเมืองต่อกษัตริย์พระองค์ใหม่คือ นันทบุเรงผู้เป็นหลาน เพราะว่าตามหลักจารีตของการสืบราชสมบัติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น โดยทั่วไปคือ ‘จากพี่ ไปน้อง’ ไม่ใช่ ‘จากพ่อ ไปลูก’ ดังนั้น พระยาอังวะจึงไม่ยอม เลยเกิดการแข็งเมือง นันทบุเรงก็เลยต้องยกทัพไปปราบ
ทีนี้เนื่องจากอยุธยาเป็นเมืองขึ้นพม่า นันทบุเรงจึงสั่งให้อยุธยายกทัพมาช่วยอย่างเร่งด่วน พระนเรศก็ได้รับมอบหมายให้แต่งทัพขึ้นไปช่วย แต่พม่าถึงกับเขียนเองว่า เดินทางช้าเหลือเกิน กว่าจะมาถึง จนกระทั่งทัพของนันทบุเรงขึ้นไปอังวะเรียบร้อยแล้วก็ยังมาไม่ถึงเลย
ขณะที่นันทบุเรงกำลังจะรบ กำลังจะปราบพระเจ้าอาที่อังวะ ก็กลายเป็นว่าพระนเรศเพิ่งไปถึงหงสาวดี ทางหงสาวดีจึงแจ้งให้พระองค์เร่งรีบยกทัพไปช่วยเร็วนันทะบุเรง แต่พระองค์ก็ไม่ไป ทางหงสาวดีเห็นท่าไม่ดีจึงรีบส่งม้าเร็วไปแจ้งข่าว
ส่วนทางนันทบุเรงนั้น เมื่อรบชนะแล้ว ก็รีบเร่งยกทัพใหญ่กลับลงมายังหงสาวดี พอพระนเรศรู้ว่าทัพใหญ่ลงมา ก็รีบยกทัพกลับคืนสู่อยุธยา ทั้งนี้ยังกวาดต้อนชาวมอญเข้ามาเป็นพวกด้วย จากนั้น อยุธยากับหงสาวดีก็ขาดกัน จากความเป็นประเทศราชทางพฤตินัย และเกิดเหตุการณ์รบทัพจับศึกต่าง ๆ ตามมา เพราะพม่ามองว่าอยุธยาแข็งเมือง”
นี่คือเรื่องราวหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้านการจดบันทึกและมุมมองที่ต่างกัน
ไม่เพียงแค่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ต่างกันในแต่ละประเทศ แต่การเรียกพระนามและพระสมัญญานามในแต่ละพื้นที่ก็ต่างกัน ขึ้นอยู่กับมุมมองของคนในพื้นที่นั้น ๆ อีกด้วย
อ. สิทธิพร เล่าไว้ว่า พระนาม “บุเรงนอง” เกิดจากไทย เพราะไทยเรียนภาษาพม่าผ่านมอญ จึงอ่านว่า บุเรงนอง และไม่เหมือนกับชื่อพม่าจริง ๆ ที่อ่านว่า บะยิ่นเหน่าว์ ขณะเดียวกันพระสมัญญานาม มีเพียงที่ไทยที่เรียกพระองค์ว่า “ผู้ชนะสิบทิศ” เพราะพม่าจะมีพระสมัญญานามของพระองค์ว่า พระเจ้าหงสาวดีที่มีช้างเผือกมาก
แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่เมื่อถ่ายทอดผ่านประเทศและมุมมองที่ต่างกัน ก็ทำให้เกิดความแตกต่าง อันเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ผู้สนใจและศึกษาประวัติศาสตร์ต้องทำความเข้าใจและมองในหลาย ๆ มุม อ่านจากหลาย ๆ ทาง
“สมเด็จพระนเรศวร” ไม่เคยถูกจับไปเป็น “เชลยศึก”
เรื่องนี้ก็ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากในเสวนาครั้งนี้ โดย อ. ตรงใจ ได้เปิดเรื่องขึ้นมาว่า ปกติแล้วคนไทยจะมีภาพจำว่า สมเด็จพระนเรศวรถูกพม่าจับไปเป็นเชลยศึก ต่อมาเกิดเหตุการณ์ชนไก่ การอำลาพระสุพรรณกัลยา แต่ที่จริงแล้วมันอาจจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย เป็นเพียงนิทานหรือเรื่องที่แต่งเติมขึ้นมาเท่านั้น
อ. ตรงใจอธิบายว่า ต้องแบ่งความน่าเชื่อถือของประวัติศาสตร์ก่อน จะมี 2 ชุด ชุดหนึ่งคือ “พระราชพงศาวดาร” ซึ่งเป็นเอกสารหลวง เชื่อได้ว่าเป็นข้อเท็จจริง ส่วนอีกชุดหนึ่งก็คือ “ตำนานร่ำลือ” หรือเรื่องเล่าที่ไม่ได้ปรากฏในพงศาวดาร เอาเรื่องที่เล่ามาสืบ ๆ กัน แต่งเองบ้าง เติมเองบ้าง เป็นมุขปาฐะ ซึ่งเราจะพอมองเห็นความคล้ายกันและต่างกัน หากนำเรื่องเล่าเทียบกับเอกสารหลวง รวมไปถึงการเปรียบเทียบ ห้วงเวลา และความเป็นไปได้ต่างๆ ที่อาจไม่สัมพันธ์กัน
“กลุ่มนิทานที่ว่าก็คือ ที่มาของเรื่องราวพระนเรศวรถูกจับไปอยู่ที่หงสาวดี นี่คือนิทาน เรื่องเล่าทั่วไป พอดีเรื่องนี้ก็ถูกบันทึกไว้โดยชาวต่างชาติ หนึ่งในนั้นก็คือวันวลิต หรือฟาน ฟลีต ที่มีพงศาวดารอยุธยา ฉบับวันวลิต แล้วก็มี “พงศาวดารอโยทยา” หรือที่เรียกกันว่า “คำให้การชาวกรุงเก่า” เรื่องในนั้น เป็นสิ่งที่คนสยามหรือคนอยุธยาเล่าให้ฟัง เช่นเรื่องพระนเรศถูกจับไปตอนอายุ 13 ปี มีการชนไก่กัน ฯลฯ ” นักวิจัยด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กล่าวต่อมา
ทว่า หลักฐานทั้ง 2 ชิ้นก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้างคือ วันวลิตไม่พูดถึงเหตุการณ์แข่งชนไก่ระหว่างพระนเรศกับมหาอุปราช บอกแค่ว่า พระนเรศถูกจับตัวไป แต่ “พงศาวดารอโยทยา” กลับมีฉากการชนไก่ และฉากพระนเรศอำลาพระสุพรรณกัลยา เพื่อหลบหนีกลับไปทำการใหญ่ที่อยุธยา
ตรงนี้ อ.ตรงใจ ให้ข้อสังเกตว่าการแปลต้นฉบับภาษาพม่าคือ“โยดะยา ยาซะวีง” (Yodaya Yazawin) ในสำนวนแรกนั้น เน้นอ่านสนุกจึงมีการเสริมความของผู้แปลอยู่มาก เช่นในกรณีนี้“คำให้การชาวกรุงเก่า” ได้เสริมความขึ้นมาเองว่า การกลับไปนี้คือไปกู้บ้านกู้เมือง
ขณะที่ “พงศาวดารโยทยา” ที่แปลใหม่โดยเคารพสำนวนเดิมตามภาษาพม่านั้น กลับไม่พบเนื้อหาดังกล่าว มีแต่เพียงว่า พระสุพรรณกัลยาให้พรพระนเรศให้ทรงบรรลุตามประสงค์ ดังนั้น “คำให้การชาวกรุงเก่า” จึงมีลักษณะของการแปลตามขนบเดิมสมัยก่อน ที่เน้นให้เนื้อหาอ่านสนุก ซึ่งมันเป็นงานที่ดีในแง่อ่านแล้วสนุก แต่กลับเป็นการปรับเปลี่ยนข้อเท็จจริงตามต้นฉบับ
ดังนั้น อ. ตรงใจ จึงขอสรุประเด็นนี้ไว้สั้น ๆ ว่า
“เรื่องที่เป็นองค์ประกัน เรื่องตีไก่ เป็นเรื่องไม่จริง ในมุมมองของผมที่ผมศึกษามา แต่ถามว่า ถ้าต้องการจะเชื่อ เชื่อได้ไหม ก็เชื่อได้ แต่ในเชิงการวิเคราะห์ทางวิชาการนั้น ให้เราเอาเอกสารมาคลี่ชนกัน ก็จะพบว่ามันมีความไม่จริงอยู่ในเปอร์เซ็นต์ที่สูงมาก…อย่างเรื่องตีไก่นั้น เราไม่พบเลยในพงศาวดารฉบับหลวงทั้งของไทยและพม่า”
ด้าน อ. สิทธิพร ก็เสริมประเด็นนี้ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องพม่า ก็ไม่ทราบประเด็นเรื่องตีไก่เช่นกัน
หรือเรื่องราวของ “สมเด็จพระนเรศ” คือ “สมเด็จพระราเมศวร” ?
นอกจาก 2 ประเด็นที่กล่าวไป อีกหนึ่งประเด็นคือ หรือเรื่องราวของสมเด็จพระนเรศ อาจจะได้แรงบันดาลใจมาจาก “สมเด็จพระราเมศวร” ซึ่ง อ. ตรงใจ ได้นำเสนอไว้ในวงเสวนาว่า
“สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่น่าสงสารมาก ศึกครั้งแรกที่พระองค์ทรงทำกับพม่าคือ การศึกกับพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ พระองค์สูญเสียพระมเหสี ไม่เสียบ้านเมือง แต่ต้องนำช้างไปแลกตัวประกันกลับมา ครั้งที่ 2 พระองค์ทรงทำศึกครั้งแรกกับบุเรงนอง พระองค์ทรงเสียพระราเมศวรไป ซึ่งก็คือพระเจ้าลูกเธอฯ พระองค์ถูกจับไปเป็นตัวประกันจริง
ผมถึงบอกว่า นี่หรือไม่ คือต้นตอที่ผู้เล่าเรื่องเข้าใจผิดว่า คำว่าพระราเมศวร ในข้อเท็จจริงที่ถูกจับไปเป็นองค์ประกันจริง คือพระนเรศวร แล้วถ้าหากพระนเรศถูกจับไปจริงแล้ว พระองค์ก็ทรงต้องพบกับพระราเมศวรด้วยสิ แต่ในเรื่องเล่าร่ำลือเหล่านี้ กลับไม่มีเรื่องใดพูดถึงเลย
ที่สำคัญคือเอกสารคำร่ำลือทั้ง 2 เรื่อง ทั้งทางฝรั่งและพม่าก็ไม่พูดถึงพระราเมศวรองค์นี้ ซึ่งพระองค์คือพระราชบุตรองค์โตของพระมหาจักรพรรดิ ที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ต่อไป นี่คือธรรมเนียมของบุเรงนองเลยที่จะจับลูกคนโตไปเป็นตัวประกัน ไปเลี้ยงไว้
มีร่องรอยนี้อยู่ในพระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) ก็บอกชัดเจนเลยว่า เมื่อบุเรงนองชนะศึกแล้ว ก็ขอตัวพระราเมศวรไปเลี้ยงดุจพระราชโอรส คุ้น ๆ ไหม ที่สำคัญที่สุดคือ เอกสารฝ่ายพงศาวดารทั้ง 3 แหล่ง ก็คือ กลุ่มฉบับความพิศดาร ‘พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐฯ’ และ ‘มหาราชวงษ์พงศาวดารพม่า’ มีเหตุการณ์นี้เหมือนกันหมด คือรับตัวพระราเมศวรไปเป็นองค์ประกัน ขณะที่เรื่องพระนเรศถูกจับตัวไปเป็นองค์ประกันนั้น กลับไม่ปรากฏเลยในเอกสารฝ่ายพระราชพงศาวดารทั้งของไทยและพม่า
ผมยืนยันว่า 80-90% ว่า เรื่องพระนเรศถูกจับไปเป็นองค์ประกันนั้น ไม่ใช่เรื่องจริง แต่เกิดจากความเข้าใจผิด ไปจำเอาเรื่องพระราเมศวรถูกจับเป็นองค์ประกัน ไปใช้เป็นอนุภาคของการเล่าลือว่า มีรัชทายาทถูกจับตัวไป แล้วก็ไปผูกเรื่องเอาว่าเป็นพระนเรศ แล้วจึงแต่งเติมเรื่องให้สนุกไปตามบริบท”
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเสวนาในครั้งนี้ ที่บอกเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ไทยในสายตาพม่า ด้วยมุมมองของโลกทัศน์ที่ต่างกัน สำหรับท่านใดที่ต้องการฟังการเสวนานี้แบบเต็ม ๆ รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-พม่า และมุมมองต่าง ๆ ของพม่าที่มีต่อไทยในหลายยุคสมัย โดยเฉพาะสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สามารถติดตามได้ที่คลิปด้านล่าง
อ่านเพิ่มเติม :
- “สมเด็จพระนเรศวร” พระนามแปลกปลอมของ “สมเด็จพระนเรศ”
- วิวาทะเจดีย์ยุทธหัตถี สถานที่รำลึกวีรกรรม “พระนเรศวร” อยู่ที่ไหนกันแน่ ?!?
- ใครว่า “สมเด็จพระนเรศวรไม่มีพระราชโอรส” ดูเอกสารประวัติศาสตร์ อาจมีถึง 2 พระองค์?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 พฤษภาคม 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “สมเด็จพระนเรศวร” ในสายตาพม่า-ไทยไม่เหมือนกัน พระองค์ทรงไม่เคยถูกจับตัวไป?!
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com