โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก Madogiwazoku 'เผ่าริมหน้าต่าง พนักงานสูงอายุที่ยังทำงาน

SpringNews

อัพเดต 23 มี.ค. เวลา 12.57 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. เวลา 04.41 น.

ในบริษัทญี่ปุ่นหลายแห่ง มีคำเรียกเล่น ๆ สำหรับพนักงานกลุ่มหนึ่งว่า‘มะโดงิวะโซกุ’ (madogiwazoku) หรือแปลตรงตัวได้ประมาณว่า ‘เผ่าหน้าต่าง’ หมายถึงพนักงานที่ถูกย้ายไปนั่งโต๊ะใกล้หน้าต่าง มีงานให้ทำน้อยมาก หรือแทบไม่มีงานสำคัญให้รับผิดชอบเลย

พนักงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายวัยGen X และ Baby Boomer ที่อายุใกล้เกษียณหรือเกินห้าสิบปลาย ๆ ไปจนถึงหกสิบต้น ๆ หลายคนเคยถูกจ้างเข้าบริษัทในยุคที่ญี่ปุ่นยังยึดระบบ การจ้างงานตลอดชีวิต (shūshin koyō) และระบบเงินเดือนแบบ อาวุโส (seniority-based pay) เป็นหลัก

แต่เมื่อโลกธุรกิจเปลี่ยนไป เทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทนที่ และรูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลง คนบางกลุ่มจึงเริ่มไม่สอดคล้องกับงานในยุคใหม่ แทนที่บริษัทจะไล่ออกแบบตรง ๆ เหมือนที่เกิดขึ้นบ่อยในตะวันตก บริษัทญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งเลือกวิธีที่รักษาน้ำใจกว่า นั่นคือ ย้ายพวกเขาไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ต้องรับผิดชอบงานสำคัญ

แทนที่จะเป็นหัวหน้าทีมหรือคนปิดดีลธุรกิจ พวกเขาอาจใช้เวลาทั้งวันกับการตอบอีเมลเป็นครั้งคราว จัดเอกสาร เลื่อนแฟ้ม หรือทำงานเบา ๆ ไปเรื่อย ๆ ยังคงได้รับเงินเดือนที่ค่อนข้างดี แต่ถูกกันออกจากงานหลักขององค์กรอย่างสุภาพ

แม้ปรากฏการณ์นี้จะมีมานานแล้ว แต่ช่วงหลังเริ่มถูกพูดถึงในโลกออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทตะวันตกจำนวนมากกำลังเข้มงวดเรื่อง ประสิทธิภาพการทำงาน การบังคับกลับเข้าออฟฟิศ และการลดจำนวนพนักงานด้วย AI คนรุ่นใหม่บางส่วนจึงมองโมเดลแบบญี่ปุ่นว่าเป็นทางเลือกที่ 'ช้าลงและมนุษย์มากกว่า' ถึงขั้นมีคนเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อสัมผัสวิถีชีวิตการทำงานที่ดูผ่อนคลายกว่าโลกองค์กรแบบแข่งขันสูง

อินฟลูเอนเซอร์ชาวญี่ปุ่นวัย 74 ปี ที่ใช้ชื่อใน TikTok ว่า @papafromjapan อธิบายแนวคิดนี้ว่า ในอเมริกา คุณอาจได้ยินคำว่า “You’re fired” แต่ในญี่ปุ่น เราไม่ค่อยพูดแบบนั้น ถ้าใครทำงานไม่ค่อยได้ เราก็ย้ายเขาไปนั่งใกล้หน้าต่าง ให้ช่วยทำเอกสารเล็ก ๆ น้อย ๆ คนแบบนี้เราเรียกว่า madogiwazoku”

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า คนกลุ่มนี้ไม่ใช่พนักงานสร้างปัญหา ส่วนใหญ่เป็นคนที่ซื่อสัตย์ ทำงานกับบริษัทมานาน เพียงแต่โลกธุรกิจเปลี่ยนเร็วเกินไปสำหรับพวกเขา ดังนั้นบริษัทจึงเลือก ‘กันไว้ข้าง ๆ’ มากกว่าจะผลักออกจากระบบ

แนวทางนี้ยังส่งผลต่อโครงสร้างแรงงานของญี่ปุ่นอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มี ผู้สูงอายุยังคงทำงานมากที่สุดในโลกพัฒนาแล้ว ในปี 2022 มีคนอายุ 65 ปีขึ้นไปทำงานมากกว่า หนึ่งในสี่ของประชากรกลุ่มนี้ ขณะที่สหรัฐฯ มีไม่ถึงหนึ่งในห้า และสหราชอาณาจักรมีเพียงประมาณหนึ่งในสิบเท่านั้น

ผลสำรวจยังพบว่า ประมาณ 80% ของแรงงานญี่ปุ่นอยากทำงานต่อหลังเกษียณ และราว 70% อยากอยู่กับบริษัทเดิมมากกว่าจะเริ่มต้นใหม่ที่อื่น เพื่อสนับสนุนแนวโน้มนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ปรับปรุงกฎหมายด้านการจ้างงานผู้สูงอายุ และออกมาตรการสนับสนุนให้บริษัทเปิดโอกาสให้พนักงานทำงานต่อได้จนถึงอายุ 70 ปี

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ ‘เผ่าหน้าต่าง’ ก็ไม่ได้เป็นที่พอใจของทุกคน ผลสำรวจของบริษัทที่ปรึกษา Shikigaku ที่สำรวจพนักงานอายุ 20–39 ปีในบริษัทญี่ปุ่นขนาดใหญ่ 300 คน พบว่า 49.2% บอกว่าในบริษัทของตนมี ‘ลุงที่ไม่ทำงานอะไรเลย’ อยู่จริง

เมื่อถามว่าพนักงานกลุ่มนี้ใช้เวลาทำอะไรทั้งวัน คำตอบยอดนิยมคือ

  • ออกไปสูบบุหรี่หรือกินขนมบ่อย
  • นั่งคุยเล่น
  • เล่นอินเทอร์เน็ต
  • นั่งเหม่อ

แม้สังคมญี่ปุ่นจะให้ความเคารพผู้สูงอายุสูง แต่คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มรู้สึกไม่พอใจ 9 ใน 10 ของผู้ตอบแบบสอบถาม บอกว่าพนักงานประเภทนี้ส่งผลเสียต่อที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ขวัญกำลังใจลดลง เพิ่มภาระงานให้คนอื่น หรือทำให้ต้นทุนแรงงานสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม โมเดลนี้ก็มีด้านบวกเช่นกัน เพราะการไม่ไล่พนักงานออกทันทีช่วยให้พนักงานรู้สึก ปลอดภัยทางจิตใจ (psychological safety) มากขึ้น ลดความกลัวว่าจะถูกแทนที่ทันทีเมื่อบริษัทเจอปัญหา และยังรักษาประสบการณ์หลายสิบปีของพนักงานรุ่นเก่าไว้สำหรับการถ่ายทอดความรู้ให้คนรุ่นใหม่

ในยุคที่หลายองค์กรทั่วโลกกำลังลดคนเพราะ AI และประสิทธิภาพการทำงาน ‘เผ่าหน้าต่าง’ ของญี่ปุ่นอาจดูเหมือนระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่สำหรับพนักงานจำนวนมาก มันก็เป็นสัญญาณว่า หากวันหนึ่งคุณทำผลงานไม่ดี หรือทักษะตามโลกไม่ทัน อย่างน้อยคุณก็อาจยังไม่ถูกผลักออกจากระบบทันที

ที่มา : fortune

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...