FSB เตือนตลาด Private Credit เสี่ยงสะเทือนระบบการเงินโลก หลังผิดนัดหนี้เพิ่ม-รายย่อยแห่ลงทุน
FSB เตือนตลาด Private Credit เสี่ยงสะเทือนระบบการเงินโลก หลังผิดนัดหนี้เพิ่ม-รายย่อยแห่ลงทุน ท่ามกลางความกังวลเรื่องสภาพคล่องและความโปร่งใสของระบบ
วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.06 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า Financial Stability Board หน่วยงานเฝ้าระวังเสถียรภาพการเงินโลก ออกโรงเตือนว่า อุตสาหกรรม “Private Credit” หรือสินเชื่อเอกชนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว กำลังสร้างความเสี่ยงต่อระบบการเงินโลกมากขึ้น หลังความเชื่อมโยงระหว่างกองทุนปล่อยกู้เอกชน ธนาคาร บริษัทประกัน และบริษัทบริหารสินทรัพย์ขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่สัญญาณการผิดนัดชำระหนี้เริ่มเพิ่มขึ้น
ในรายงาน“Vulnerabilities in Private Credit” ที่เผยแพร่วันพุธ FSB ระบุว่า ภาค Private Credit ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปล่อยกู้ให้บริษัทขนาดกลางโดยสถาบันการเงินนอกระบบธนาคาร กำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น ทั้งจากอัตราผิดนัดชำระหนี้ที่เริ่มสูงขึ้น และปัญหาความไม่โปร่งใสของตลาด ซึ่งสร้างความท้าทายต่อทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและนักลงทุน
FSB ยังแสดงความกังวลต่อแนวโน้ม“Retailisation” หรือการเปิดให้นักลงทุนรายย่อยเข้ามาลงทุนใน Private Credit มากขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งกองทุนหลายแห่งเริ่มทำการตลาดกับกลุ่มนักลงทุนรายย่อยฐานะดี โดยมองว่านี่อาจกลายเป็นตัวขยายความเสี่ยงในระบบการเงิน
หน่วยงานดังกล่าวประเมินว่า ตลาด Private Credit ทั่วโลกมีมูลค่าระหว่าง 1.5-2 ล้านล้านดอลลาร์ จากข้อมูลปี 2024 ขณะที่ Alternative Investment Management Association ประเมินสูงกว่านั้นที่ราว 3.5 ล้านล้านดอลลาร์
ตลาดสินเชื่อเอกชนเติบโตอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2007-2009 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นต่อธนาคาร ทำให้บริษัทต่าง ๆ หันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบธนาคารมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การล้มละลายของผู้กู้บางรายในสหรัฐฯ และอังกฤษช่วงที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนและเจ้าหนี้เริ่มขาดทุน และเพิ่มความกังวลว่ามาตรฐานการปล่อยสินเชื่ออาจอ่อนแอลง
ล่าสุด HSBC ธนาคารรายใหญ่ที่สุดของยุโรป เปิดเผยผลขาดทุนที่ไม่คาดคิดมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเชื่อมโยงกับการล้มของบริษัทสินเชื่อจำนองอังกฤษ Market Financial Solutions
John Schindler เลขาธิการ FSB กล่าวว่า ระบบนิเวศของ Private Credit กำลังมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้นระหว่างบริษัทบริหารสินทรัพย์ ธนาคาร บริษัทประกัน และกองทุนไพรเวทอิควิตี้
เขาระบุว่า แม้อัตราผิดนัดชำระหนี้ยังอยู่ในระดับปานกลาง แต่กำลังเพิ่มขึ้น และหากรวมกรณีผิดนัดเลือกจ่ายหนี้ หรือการปรับโครงสร้างหนี้ในภาวะตึงเครียด ภาพรวมจะยิ่งน่ากังวลมากขึ้น
แม้ FSB ระบุว่า การเปิดรับความเสี่ยงของธนาคารต่อ Private Credit โดยรวมยังต่ำ คิดเป็นไม่ถึง 0.5% ของสินทรัพย์รวมของระบบธนาคาร แต่หน่วยงานกำลังจับตาความเสี่ยงในหลายด้าน ทั้งเรื่องความโปร่งใส ช่องว่างข้อมูล และปัญหา “Liquidity Mismatch” หรือความไม่สมดุลด้านสภาพคล่อง
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ กองทุนประเภท“Open-ended” และ “Semi-liquid” ที่เปิดรับเงินจากนักลงทุนรายย่อยมากขึ้น โดยกองทุนเหล่านี้อนุญาตให้นักลงทุนถอนเงินได้เป็นระยะ แต่กลับลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาวที่ขายออกได้ยาก ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสภาพคล่องหากเกิดแรงถอนเงินจำนวนมากพร้อมกัน
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทบริหารสินทรัพย์รายใหญ่ เช่น KKR, Apollo Global Management, BlackRock และ Blue Owl Capital ต่างออกมาตรการจำกัดการถอนเงินของนักลงทุนรายย่อย หลังเผชิญแรงไถ่ถอนเพิ่มขึ้น
FSB ยังเตือนถึงความเสี่ยงจากการกระจุกตัว โดยระบุว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์ขนาดใหญ่เพียง 5 แห่ง ครองสัดส่วนราวหนึ่งในสามของวงเงินปล่อยกู้ทั้งหมดในอุตสาหกรรม Private Credit และ Private Equity
นอกจากนี้ ความเชื่อมโยงระหว่างตลาด Private Credit กับภาคประกันภัยก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดย FSB ประเมินว่า ราว 10% ของพอร์ตการลงทุนของบริษัทประกันชีวิตอาจอยู่ในสินทรัพย์ Private Credit เทียบกับประมาณ 3% ในบริษัทประกันวินาศภัย
อ้างอิง : reuters.com