โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภรรยาลูกเรือมยุรีนารี งง รุดเดินทางรับสามีพร้อมลูกน้อย แต่กลับไม่ได้พบ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 16 มี.ค. เวลา 04.31 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 04.31 น.

ภรรยาลูกเรือมยุรีนารี งง รุดเดินทางรับสามีพร้อมลูกน้อย แต่กลับไม่ได้พบ

เมื่อเวลา 8.30 น. วันที่ 16 มีนาคม บรรยากาศที่อาคารผู้โดยสารขาออก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประตูที่ 8 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวเบส (นามสมมติ) อายุ 32 ปี ภรรยา ของ นายนพดล (สงวนนามสกุล) ลูกเรือชาวไทย ได้อุ้มลูกชาย วัย 1 ขวบ 3 เดือน มารอรับสามี แต่กลับต้องรอเก้อ เพราะไม่ทราบว่าสามีไปพักที่โรงแรมไหน ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้ชี้แจงกับครอบครัวที่มารอรับเลย

นางสาวเบส เปิดเผยว่า ได้ออกจากบ้านที่จังหวัดราชบุรีตั้งแต่เวลา 03.00 น. และเดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในเวลา 05.00 น. เพื่อมารอรับสามี โดยได้พาลูกชายวัย 1 ขวบ 3 เดือนมาด้วย เนื่องจากสามีได้บอกไว้ว่าต้องการพบหน้าลูก หากไม่พาลูกมาก็ไม่ต้องเดินทางมาที่สนามบิน เพราะหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายมา คนเป็นพ่อแม่ย่อมอยากเจอลูก อีกทั้งการทำงานก็เพื่อครอบครัวเป็นหลัก

แต่เมื่อเครื่องบินเดินทางมาถึง กลับไม่ได้พบสามีตามที่คาดไว้ และไม่ทราบสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น โดยมองว่าทางเจ้าหน้าที่ควรมีการชี้แจงข้อมูลให้ญาติทราบอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลที่ไม่ให้พบ หรือแผนการนำตัวลูกเรือไปยังสถานที่ใด เพื่อให้ครอบครัวสามารถเดินทางไปพบได้ พร้อมตั้งคำถามว่า “ทำไมเจ้าหน้าที่ถึงไม่ให้เจอสามี สามีตัวเองไม่ใช่อาชญากร”

ภรรยาลูกเรือมยุรีนารี

นางสาวเบส ยังเล่าว่า เมื่อมาถึงสนามบินได้แจ้งเจ้าหน้าที่ว่ามารอรับสามี แต่กลับไม่มีการจัดสถานที่ให้รอหรือให้ข้อมูลใด ๆ ต่อมา มีเจ้าหน้าที่เข้ามาสอบถามว่าเป็นญาติของลูกเรือหรือไม่ โดยไม่ทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัทหรือสนามบิน พร้อมแนะนำให้ไปยืนรอที่รถบัส เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีสื่อมวลชนจำนวนมาก แต่เธอได้ชี้แจงว่าเดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนตัว จึงไม่สะดวกไปยืนรอที่รถบัส อีกทั้งยังมีครอบครัวอื่นที่มารอรับลูกเรือแต่ไม่ได้รับข้อมูลเช่นเดียวกัน

ต่อมา สามีได้ส่งข้อความสั้น ๆ มาว่า “ขึ้นรถบัสแล้ว น่าจะไม่ได้ออกมาหาแล้ว” ก่อนจะขาดการติดต่อไป ทำให้ขณะนี้ไม่ทราบว่าจะต้องไปที่ใดต่อ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการไม่ให้ลูกเรือได้พบครอบครัว ทั้งที่ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น

ในส่วนของการเยียวยา นางสาวเบส ระบุว่ายังไม่ได้รับความชัดเจนจากทางบริษัท โดยก่อนหน้านี้สามีเคยทำงานไม่ครบสัญญา ทำให้ได้รับค่าตอบแทนไม่ครบ ต้องนำรถยนต์ไปเข้าไฟแนนซ์เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว และหวังว่าการไปทำงานครั้งนี้จะครบสัญญาและได้รับเงินเต็มจำนวน แต่กลับมาเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นก่อน จึงต้องการคำชี้แจงที่ชัดเจนจากบริษัท พร้อมย้ำว่า ครอบครัวของตนก็ถือเป็นผู้ประสบภัย ไม่ได้ต้องการเรียกร้องเกินเหตุ แต่ต้องการความชัดเจนในการดำเนินการต่อไป

“อยากให้มองว่าหากเป็นครอบครัวของคุณจะทำอย่างไร เราไม่ได้ต้องการเรียกร้องอะไร เราแค่ต้องการความชัดเจนว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป” นางสาวเบส กล่าว

ภรรยาลูกเรือมยุรีนารี

ทั้งนี้ ยอมรับว่าไม่ทราบว่าการออกมาให้สัมภาษณ์จะส่งผลกระทบต่อสามีหรือไม่ แต่เข้าใจดีว่าอาชีพลูกเรือมีความเสี่ยง อย่างไรก็ตามสามีจำเป็นต้องทำงานเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว และรู้สึกดีใจที่สามีเดินทางกลับมาอย่างปลอดภัย

นางสาวเบส ยังระบุว่า ไม่ทราบสาเหตุที่ไม่สามารถติดต่อสามีได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการพูดคุยกันทุกวัน และทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรก เนื่องจากติดต่อกันตลอด โดยสามีเพิ่งลงเรือเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ เพื่อไปรับสินค้าจากประเทศอินเดียไปส่งยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นสัญญาแรกของงานดังกล่าว และเมื่อไปถึงก็ทราบว่ามีสถานการณ์ไม่ปกติ จึงได้พูดคุยกันว่าสามารถหยุดงานได้หรือไม่ ซึ่งสามีระบุว่าสามารถหยุดและขึ้นฝั่งไปพักโรงแรมได้ แต่จะไม่ได้รับค่าตอบแทน

อย่างไรก็ตาม นางสาวเบส ยืนยันว่าจะยังคงรออยู่ที่สนามบิน จนกว่าจะทราบว่าสามีถูกพาตัวไปที่ใด เนื่องจากต้องการพาลูกชายไปพบพ่อ และหากยังไม่ได้รับความชัดเจน อาจเดินทางไปสอบถามที่บริษัทโดยตรงต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ภรรยาลูกเรือมยุรีนารี งง รุดเดินทางรับสามีพร้อมลูกน้อย แต่กลับไม่ได้พบ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...