เปิดเบื้องลึก ทำไมทรัมป์เล็งเป้า “เกาะคาร์ก” เดิมพันใหญ่ของตลาดน้ำมันโลก
เกาะคาร์ก กำลังกลายเป็นเป้าหมายยุทธศาสตร์ของสหรัฐ นักวิเคราะห์เตือนว่า หากโครงสร้างพื้นฐานบนเกาะถูกโจมตี อาจกระทบอุปทานพลังงานโลกและดันราคาน้ำมันพุ่ง
วันที่ 16 มีนาคม 2569 เวลา 10.22 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า คำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้โจมตีทรัพย์สินทางทหารของอิหร่านบน เกาะคาร์ก (Kharg Island) ได้ทำให้ศูนย์กลางน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอิหร่านกลายเป็นจุดศูนย์กลางของความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
ทรัมป์ระบุว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันศุกร์มุ่งเป้าไปที่ฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหาร และหลีกเลี่ยงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของเกาะ อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า สหรัฐอาจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะคาร์ก หากอิหร่านยังคงโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก
แวนดานา ฮารี ผู้ก่อตั้ง Vanda Insights กล่าวกับ CNBC ว่า “การโจมตีฐานทัพบนเกาะคาร์กเป็นเหมือนการยิงเตือนถึงเตหะราน หากอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะจะเป็นเป้าหมายต่อไป”
เกาะเล็กที่เป็นเส้นเลือดเศรษฐกิจของอิหร่าน
เกาะคาร์กถือเป็น หนึ่งในเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่อ่อนไหวที่สุดของอิหร่าน เกาะปะการังขนาดยาวเพียงประมาณ 5 ไมล์แห่งนี้ ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านในอ่าวเปอร์เซียราว 15 ไมล์ แต่กลับมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ
เกาะแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 90% ของการส่งออกทั้งหมดของอิหร่าน และมีศักยภาพในการขนถ่ายน้ำมันสูงถึงประมาณ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้เป็นประตูหลักของรายได้จากพลังงานของรัฐบาลเตหะราน
ข้อมูลจาก JPMorgan ระบุว่าหากสถานีส่งออกน้ำมันบนเกาะคาร์กถูกโจมตีโดยตรง จะทำให้การส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องหยุดชะงักแทบจะทันที
ฮารีกล่าวเพิ่มเติมว่า หากโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะถูกทำลาย การฟื้นฟูอาจใช้เวลาหลายปี และจะทำให้อิหร่านสูญเสียแหล่งรายได้สำคัญที่สุดของประเทศ
จุดยุทธศาสตร์ที่อาจเขย่าตลาดน้ำมันโลก
นักวิเคราะห์พลังงาน มองว่า การที่สหรัฐให้ความสำคัญกับเกาะคาร์ก สะท้อนถึงทั้งความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของเกาะต่ออิหร่าน และ อิทธิพลต่อราคาน้ำมันโลก จอช ยัง ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Bison Interests กล่าวว่า แม้อิหร่านจะมีท่าเรือส่งออกอื่นอยู่บ้าง แต่หากสหรัฐฯ สามารถควบคุมหรือทำลายเกาะคาร์กได้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำแบบเดียวกันกับท่าเรือส่งออกอื่น ๆ ของอิหร่าน
ด้าน แอนดี ลิโพว์ ประธาน Lipow Oil Associates ระบุว่า ความเสียหายต่อสถานีส่งออกน้ำมันบนเกาะคาร์กอาจกระทบการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ แม้อิหร่านจะยังมีทางเลือกบางส่วน เช่น ท่อส่งน้ำมัน Goreh-to-Jask ซึ่งสามารถขนส่งน้ำมันได้ประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยไม่ต้องผ่านทั้งเกาะคาร์กและช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า หากมีการโจมตีเกาะคาร์กจริง จะถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งใหญ่เอ็ดเวิร์ด ฟิชแมน นักวิจัยอาวุโสจาก Council on Foreign Relations กล่าวว่า อิหร่านอาจตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอื่นในภูมิภาค เช่น โรงกลั่นน้ำมัน Abqaiq ในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นศูนย์แปรรูปน้ำมันขนาดใหญ่ของโลก
ความเสี่ยงสงครามกำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดพลังงาน
เจฟฟ์ เคอร์รี จาก Carlyle ระบุว่า ความขัดแย้งครั้งนี้กำลังเร่งให้เกิด การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในตลาดพลังงานโลก โครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายบนเกาะคาร์กไม่สามารถซ่อมแซมได้ในช่วงที่ยังมีการสู้รบ และเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงครามสำหรับการขนส่งพลังงานจะยังคงอยู่ในระดับสูง แม้หลังความขัดแย้งจะยุติลง
นอกจากนี้พฤติกรรมของตลาด เช่น การกักตุนสินค้า การเจรจาสัญญาใหม่ การเร่งหาแหล่งพลังงานทางเลือก จะทำให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานถูกกำหนดราคาใหม่อย่างถาวร
เคอร์รี มองว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของตลาดพลังงาน ที่ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ถูกสะท้อนอยู่ในราคาสินค้าโภคภัณฑ์
ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์
ความกังวลเกี่ยวกับเกาะคาร์กและช่องแคบฮอร์มุซได้ผลักดันให้ ราคาน้ำมันดิบทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นมาตรฐานของตลาดโลก อยู่ที่ประมาณ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงค่ำวันจันทร์
เคอร์รี ระบุว่า ในอนาคต สินค้าโภคภัณฑ์ทุกชนิดที่ต้องผ่านจุดคอขวดด้านการขนส่ง จะมีค่าพรีเมียมด้านความมั่นคง รวมอยู่ในราคา สำหรับตลาดน้ำมันโลก นั่นหมายความว่า เพียงแค่ความเสี่ยงที่จะเกิดการโจมตีเกาะคาร์ก ก็อาจมีผลต่อราคาน้ำมัน มากพอ ๆ กับการโจมตีจริงเลยทีเดียว
อ้างอิง : www.cnbc.com