วัดฝีมือรัฐบาล จะมีมาตรการอะไรช่วงสงกรานต์ไหม
#ทันหุ้น-สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน วันนี้ผมเอาบทวิเคราะห์ของ บล. หยวนต้า มาเล่าให้ฟังเช่นเคยครับ เป็นมุมมองเชิงกลยุทธ์ในช่วงที่รัฐบาลกำลังแถลงนโยบายก่อนเข้าบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ
โดยแม้ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านพลังงาน แต่ปัจจัยการเมืองในประเทศอาจช่วยพยุงตลาดได้ในระยะสั้น โดยเราประเมินว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ในช่วงสงกรานต์ หลังจากแถลงนโยบายต่อสภาฯวันที่ 9-10 เม.ย. ซึ่งนโยบายแรกน่าจะเน้นดูแลราคาพลังงานในประเทศ และประคองเงินในกระเป๋าของประชาชนผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสไม่ให้ลดลงมากเกินไป ส่วนนโยบายอื่นๆ คาดว่าจะเห็นการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และอนุมัติโครงการลงทุนต่างๆ เพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกระตุ้น GDP มากขึ้น
แม้สถิติในอดีตจะไม่ได้สะท้อนการตอบรับเชิงบวกของ SET Index ในทุกครั้งหลังการแถลงนโยบายรัฐบาล โดยอ่อนตัวลง -0.4% ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลนายกฯเศรษฐา แต่ปรับตัวขึ้นเฉลี่ย +0.6% ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลนายกฯ แพทองธาร และนายกฯอนุทิน ซึ่งกลุ่มที่ตอบรับเชิงบวกได้ดีคือ Domestic Play เช่น ไฟแนนซ์, ค้าปลีก, สื่อสาร, และอสังหาฯ ซึ่งครั้งนี้เราคาดว่า SET Index จะยังตอบรับเชิงบวก เพราะก่อนหน้านี้ยังไม่ได้เร่งตัวขึ้นในช่วงที่มีการโหวตนายกฯ ขณะที่ เสถียรภาพทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นหลังจากนี้ จะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนให้การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆทำได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ นโยบายสำคัญได้แก่ คนละครึ่งพลัสที่ถูกปรับเป็นไทยช่วยไทยพลัส, การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ, และการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนผ่านโครงการ PPP หรือโครงการที่ขอ BOI ก่อนหน้านี้ รวมถึง การอนุมติแผน PDP ฉบับใหม่ เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าของประเทศ
โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐฯ เราคาดว่าจะกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง อิงจากการติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนรายสัปดาห์ของรัฐบาล โดยพิจารณาที่งบลงทุนแบบไม่รวมงบกลาง (เพราะงบกลางส่วนใหญ่มีโครงการจองไว้แล้ว)
เราพบว่าเร่งตัวขึ้นมากในช่วง 2 สัปดาห์ล่าสุด โดยจากค่าเฉลี่ย YTD อยู่ที่ 8 พันลบ.ต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้นเป็น 1.9 หมื่นลบ.ต่อสัปดาห์ สะท้อนการเร่งอนุมัติงบเพื่อประคองเศรษฐกิจ หลังการเมืองมีความชัดเจน โดยเราคาดว่าจะเห็นการเร่งเบิกจ่ายขึ้นอีกในช่วงหลังสงกรานต์ หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบาย 9-10 เม.ย. เรียบร้อยแล้ว อีกทั้ง คาดว่าจะเห็นการเร่งอนุมัติโครงการงทุนขนาดใหญ่ เพื่อดึงเงินลงทุนจากภาคเอกชนเพิ่มเติมด้วย เราประเมินเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นที่เชื่อมโยงการเบิกจ่ายภาครัฐ เช่น CK, STECON, TASCO, BEM, DOHOME, GLOBAL, FORTH, SAMART เป็นต้น
เพราะฉะนั้น หุ้นกลุ่ม Domestic Play ที่อ่อนตัวลงตั้งแต่ต้นปี มีโอกาสกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งใน 2Q26 โดยเฉพาะค้าปลีกสินค้าจำเป็น, สื่อสาร, โรงไฟฟ้า, และรับเหมาฯ ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์ อาจถูกกระทบจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ รอบการฟื้นตัวจึงคาดว่าจะมาช้ากว่ากลุ่มอื่น
สุดท้ายนี้ ขอให้นักลงทุนประสบความสำเร็จในทุกสินทรัพย์ลงทุนนะครับ แล้วพบกันกับบทความดีๆจากทาง บล. หยวนต้า ในสัปดาห์หน้าครับ
ณัฐพล คำถาเครือ
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์
บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด