โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘คำนำหน้าเพื่อรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ’ กระทบต่อสิทธิหญิง-ชายโดยกำเนิดจริงหรือ? ชวนฟังเสียงนักขับเคลื่อนหญิงที่ต่อสู้มานาน และแพทย์เวชศาสตร์ทางเพศ ในงานเสวนา ‘สิทธิของคนข้ามเพศ คือส่วนขยายของสิทธิสตรี’

Mirror Thailand

อัพเดต 28 มี.ค. เวลา 08.05 น. • เผยแพร่ 28 มี.ค. เวลา 08.05 น.
ภาพไฮไลต์

‘สิทธิมนุษยชนไม่ใช่ทรัพยากรที่มีจำกัด แต่คือพรมแดนที่ขยายออกไปเพื่อโอบรับทุกคน’

หลังจากสังคมไทยมีการถกเถียงเรื่อง ‘คำนำหน้าเพื่อรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ’ กันอย่างเข้มข้น มาจนถึงตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ซึ่งหนึ่งในข้อโต้แย้งสำคัญคือ “การรับรองเพศสภาพจะกระทบสิทธิของหญิง-ชายโดยกำเนิด” และ “หากร่าง พ.ร.บ. การรับรองเพศสภาพผ่าน บุคลากรทางแพทย์จะทำงานลำบาก”

ในวันที่ไทยกำลังขับเคลื่อน ‘ร่าง พ.ร.บ. การรับรองเพศสภาพ’ เพื่อคืนสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับบุคคลหลากหลายทางเพศ จึงอยากชวนทุกคนมาฟังเสียงของเหล่านักขับเคลื่อนหญิงที่ต่อสู้และผลักดันเรื่องสิทธิสตรีมาอย่างยาวนาน รวมถึงมุมมองความเห็นของสูติ-นรีแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ทางเพศที่มีต่อประเด็นนี้ ในงานเสวนา ‘สิทธิของคนข้ามเพศ คือส่วนขยายของสิทธิสตรี’ วันที่ 25 มีนาคม 2569 ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

เราจะสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังได้อย่างไร หาก ณ วันนี้ เรายังมองข้ามปัญหาความไม่เป็นธรรมที่อยู่ภายใต้ระบบชายเป็นใหญ่ และปัญหาการถูกเลือกปฏิบัติที่กลุ่มคนข้ามเพศ (Transgender) กำลังพบเจอ

เพราะสิ่งที่งานเสวนาพยายามบอกกับเราทุกคนคือ สิทธิมนุษยชนไม่ใช่ทรัพยากรที่ต้องแบ่งกันใช้ แต่คือพื้นที่ที่เราสามารถ “ขยาย” เพื่อให้ทุกคนมีที่ยืนร่วมกันได้

“สิ่งที่ควรเป็นไม่ใช่การอยู่กับข้อบังคับเก่าๆ แต่เราควรพัฒนาฐานข้อมูลในอนาคต”

‘ผศ.นพ.ธนภพ บำเพ็ญเกียรติกุล’ สูติ-นรีแพทย์ และแพทย์เวชศาสตร์ทางเพศ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “กฎหมายยังทำให้ ‘การกำหนดเพศ’ เป็นเหมือนเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำตั้งแต่หลังคลอด สมัยก่อน ‘Intersex’ เป็นโรคผิดปกติที่ต้องผ่าตัด เพื่อกำหนดเพศให้เป็นผู้หญิง อาจจะเพราะคิดว่าการตัดออกง่ายกว่าสร้างเพิ่ม”

“ปัจจุบันมีการขับเคลื่อนให้การกำหนดเพศน้อยลง ในอดีตทางการแพทย์พยายามปรับจิตใจให้แมตช์กับร่างกาย เช่น ช็อตไฟฟ้า ซึ่งจะเห็นว่าไม่ได้มีประโยชน์ ปัจจุบัน ทางการแพทย์จึงปรับร่างกายให้แมตช์กับจิตใจแทน ทำให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น รวมถึงในมุมมของผม การเรียนการสอนสมัยนี้ เราก็สอดแรกเรื่องเพศสภาพและเพศสภาวะเข้าไปในหลักสูตรแพทย์มากขึ้น”

“ชอบมีคนมาอ้างว่า ผู้หญิงผู้ชายใช้นางสาวสลับกันไปมา เดี๋ยวคนที่จะลำบากคือหมอและบุคลากรทางการแพทย์นะ ผมก็นึกถึงโควตหนึ่งขึ้นมาว่า More British than the Queen หรือเป็นอังกฤษยิ่งกว่าควีนอังกฤษเสียอีก”

“อยากชวนให้ทุกคนมาลองคิดไปพร้อมกัน จริงๆ เรื่อง ‘เพศ’ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพอย่างหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า โรคบางโรคก็เป็นในคนที่มีมดลูกมากกว่า แต่เรามองเรื่องเพศต่างจากปัจจัยอื่นอย่างไร เช่น หมู่เลือด แพ้ยา ประวัติการผ่าตัด การทำหมัน การติดเชื้อต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่สำคัญไม่ต่างจากเพศ แต่ทำไมเราไม่มองเรื่องเพศเป็นปัจจัยแบบนี้บ้าง ทำไมต้องบังคับให้มีการระบุ ‘นาย’ หรือ ‘นางสาว’ เมื่อคนไข้มาโรงพยาบาล แต่ไม่บังคับว่าต้องระบุรายละเอียดอื่นๆ บนบัตรประชาชน ทำไมเรามองปัจจัยอื่นเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ไม่มองว่าเพศเป็นเรื่องส่วนตัว จริงๆ เพศกับเพศสภาพก็เป็นคนละเรื่องกัน บัตรประชาชนต้องสะท้อนทุกอย่างที่อยู่ใน Medical Record เหรอ ก็ไม่ใช่”

“สิ่งที่ควรเป็นไม่ใช่การอยู่กับข้อบังคับเก่าๆ แต่เราควรพัฒนาฐานข้อมูลในอนาคต เช่น ข้อมูลจากโรงพยาบาลต่างๆ ควรจะลิงก์กัน คนข้ามเพศจะได้ไม่ต้องแจ้งเรื่องเพศสภาพใหม่ทุกครั้ง หรือสิ่งที่ควรพัฒนาคือ ‘หมอ’ เวลาซักประวัติแล้วไม่ทราบว่าคนไข้เป็น HIV หรือแพ้ยาอะไรบ้าง หมอก็จะโทษตัวเองว่าไม่เก่งพอ แล้วทำไมเวลาหมอพลาดที่ไม่ได้นึกถึงการท้องนอกมดลูกในชายข้ามเพศ ทำไมหมอไม่โทษตัวเอง แต่กลับไปโทษคนไข้ ทำไมเราถึงมองสองประเด็นนี้แตกต่างกัน จริงๆ สิ่งที่ควรพัฒนาคือ ‘บุคลากรทางการแพทย์ควรมีความรู้เรื่องนี้ให้มากขึ้น ความเห็นก็เรื่องหนึ่ง แต่ความรู้ คุณต้องมี”

“สิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานมากๆ สำหรับ Transgender คือการโดนตม.ตรวจสอบเป็นพิสูจน์ หรือเวลาไปเช็กอินโรงแรมแล้วโดนมองหัวจรดเท้าว่ามารับแขก มันเหมือนกับการโดนยุงกัด โดนครั้งเดียวพอทนได้ แต่โดนยุงกัดทั้งชีวิต ก็เหมือนตายทั้งเป็น หรืออาจถึงตายได้”

“เราลองมองโลกให้กว้างขึ้น ปรับปรุงอย่างอื่นๆ เราอาจจะได้โลกใหม่ ประเทศไทยใหม่ที่น่าอยู่ขึ้นก็ได้ ต่างประเทศที่อนุญาตให้เปลี่ยนคำนำหน้าตามเพศสภาพที่ต้องการได้ เขาก็อยู่รอดมาได้ตั้งนาน เพราะเขาก็พัฒนาเรื่องระบบบริการของเขาไง”

“ไม่มีใครอยู่ในกล่องผู้หญิง ไม่มีใครอยู่ในกล่องผู้ชาย เราทุกคนข้ามเพศด้วยกันทั้งสิ้น”

‘ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์’ ประธานมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) อธิบายถึงกรอบการแบ่งเพศแบบทวิลักษณ์ (Gender binary) ไว้ว่า “เพศสภาพ (Gender) คือการจัดประเภทคนทางสังคม (Social Category ) เช่น จัดตามเพศ หรือจัดตามสีผิว เป็นต้น เราอยู่ในสังคมที่แบ่งมนุษย์ออกเป็น 2 ประเภท คือผู้หญิงหรือผู้ชาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำเสนอร่างกาย กิริยามารยาท บทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบ รวมถึงการเข้าถึงทรัพยากร”

“ไม่มีมนุษย์คนไหนได้เลือกเพศสภาพ (Gender) ของตัวเอง คุณถูกจัดประเภทให้ตั้งแต่เกิด คำประกาศของคุณหมอว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กหญิงหรือเด็กชาย คือการใช้อำนาจสูงสุดอย่างหนึ่ง เปรียบเสมือนการจับคนใส่กล่องสองประเภท ซึ่งการอบรมสั่งสอนและขัดเกลาให้คนคนหนึ่งอยู่ภายใต้กรอบเพศชายหรือหญิงเริ่มตั้งแต่วินาทีนั้นจนตาย”

“พวกเราแต่ละคนต่อรองกับเพศสภาพที่ถูกกำหนดตั้งแต่เกิด เช่น คุณถูกมอบหมายให้เป็นเพศสภาพหญิง แต่คุณไม่ชอบบทบาทบางอย่างของเพศสภาพนี้ พวกเราเป็นเพศสภาพหญิงและชายในเวอร์ชันเฉพาะของตัวเอง เพราะเราเลือกที่จะทำหรือไม่ทำไม่เหมือนกัน ไม่มีใครคนไหนในโลกนี้อยู่ในกล่องที่ได้รับมอบหมาย ทุกคนล้วนเดินออกมาจากกล่องนั้น เพราะไม่มีใครทำตามทุกข้อ พวกเราทุกคนจึงคือคนข้ามเพศ (Transgender) ไม่มีใครอยู่ในกล่องผู้หญิง ไม่มีใครอยู่ในกล่องผู้ชาย เราทุกคนข้ามเพศด้วยกันทั้งสิ้น”

“คุณพยายามจะรักษาอะไรไว้เหรอคะ เรากำลังพูดถึงระบบสองเพศที่ไม่เท่าเทียม คุณจะรักษามันไว้เพื่ออะไร การข้ามเพศให้โลกเห็นว่าเราข้ามเพศ มันยิ่งใหญ่มาก มนุษย์เลือกได้ ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญ รสนิยม และอื่นๆ ว่าจะข้ามเพศไปได้ไกลแค่ไหน”

“ถ้าคนข้ามเพศได้สิทธิตามกฎหมายเพิ่มมากขึ้น คนที่เขาสยบยอมต่อระบบสองเพศจะรู้สึกสูญเสียอะไรบางอย่าง เพราะเขามองว่า การที่เพศหนึ่งได้สิทธิเสรีภาพมากขึ้น เท่ากับอีกเพศหนึ่งได้สิทธิเสรีภาพน้อยลง แต่มันเป็นแบบนั้นจริงเหรอ แท้จริงแล้ว การเขย่าระบบสองเพศสภาพเป็นการเขย่าโครงสร้างฐานคิดที่ไม่เป็นธรรม แล้วคุณจะยึดเหนี่ยวระบบที่ไม่เป็นธรรมที่ทำร้ายคนอื่นไว้เหรอ”

“‘ร่างพ.ร.บ. การรับรองเพศสภาพ’ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่จะทำให้สังคมนี้ดีขึ้นได้ ถ้าทุกคนเปิดตามองเห็นและเปิดใจยอมรับ คุณไม่ชอบ คุณไม่เชื่อ คุณอยากอยู่ในกรอบนี้ คุณทำไปเลย แต่คุณอย่าบังคับให้คนอื่นๆ ต้องอยู่ในโลกแบบเดียวกับคุณ แล้วโลกนี้จะดีขึ้น และช่วยให้คนหลายๆ กลุ่มมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ได้”

“ระเบียบสังคมพังทลายเพราะคนข้ามเพศจะได้รับการรับรองเพศสภาพ หรือเพราะระบบเหล่านั้นอ่อนแอด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว”

‘ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท’ จากสมาคมเพศวิถีศึกษา กล่าวต่อว่า “การเรียกร้องเรื่อง ‘คำนำหน้าเพื่อรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ’ เหมือนพล็อตละครเดิม แค่เปลี่ยนตัวละคร เพราะเมื่อก่อน การต่อสู้เรื่อง ‘Woman Rights Are Human Rights’ ก็จะมีข้อโต้แย้งว่า ธรรมชาติของผู้หญิงกับผู้ชายไม่เหมือนกัน ตั้งแต่ร่างกาย อุปนิสัย ความเป็นชาย ความเป็นหญิง เช่น ผู้ชายเหมาะเป็นผู้นำ ผู้หญิงเหมาะเป็นผู้ตาม ผู้หญิงเป็นคนตั้งท้องก็ต้องดูแลลูกไปตลอดสิ”

“ถ้าคุณมีจิ๋ม คุณทำแบบนี้ได้ ถ้าคุณมีจู๋ คุณทำแบบนั้นได้ เช่น งานบ้านเป็นงานของผู้หญิง จริงๆ แล้ว มันเป็นธรรมชาติหรือถูกกำหนดจากสังคม มือของมนุษย์ทั้งผู้หญิงและผู้ชายไม่ได้ถูกออกแบบให้ต่างกัน สามารถจับไม้กวาดได้เหมือนกัน “งานบ้านคืองานของผู้หญิง” ถูกพูดซ้ำจนดูเหมือนเป็นธรรมชาติ แต่จริงๆ แล้ว มันคือบรรทัดฐานและกฎเกณฑ์ที่สังคมสร้างขึ้นต่างหาก เพื่อความง่ายในการจัดระเบียบสังคม”

“คนที่ต่อต้านการรับรองเพศสภาพของคนข้ามเพศก็มักจะอ้างเรื่องธรรมชาติ ว่าคนที่ไม่อยู่ในกรอบเพศหญิงชายที่สังคมบังคับ คือผิดปกติ เบี่ยงเบน วิปริต ผิดเพศ กฎหมายจึงไม่ควรยอมรับสิ่งที่ผิดธรรมชาติ นี่คือวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังการต่อต้าน ทั้งที่จริงแล้ว การจะบีบบังคับให้เพศสภาพของมนุษย์มีแค่หญิงหรือชาย คือความผิดปกติที่สุด เพราะธรรมชาติที่แท้จริงคือ เพศสภาพมีความซับซ้อน ลื่นไหล และไม่ได้อยู่แค่ในขั้วชายหญิงเท่านั้น”

“บางคนก็จะพูดว่า ถ้าเรายอมให้มีการรับรองเพศสภาพของคนข้ามเพศ ระเบียบสังคมจะพังทลาย ระบบการแพทย์จะล้มเหลว การหลอกลวงจะมากขึ้น จึงอยากตั้งคำถามย้อนกลับว่า ระเบียบสังคมพังทลายเพราะคนข้ามเพศจะได้รับการรับรองเพศสภาพ หรือเพราะระบบเหล่านั้นอ่อนแอด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ปัจจุบันยังไม่มีการรับรอง แต่ก็มีปัญหาแสกมเมอร์ หรือปัญหาการให้บริการที่ผิดพลาดของระบบการแพทย์อยู่แล้ว เรายอมรับเทคโนโลยีความก้าวหน้ามากมาย แต่พอเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการข้ามเพศกลับถูกต่อต้าน ทำไมผู้คนไม่มองว่า เรื่องนี้คือความก้าวหน้าที่แพทย์ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม”

“ไม่ว่าจะต่อสู้ด้านสตรี ความเท่าเทียมทางเพศ หรือการข้ามเพศ ศัตรูของพวกเราคือคนเดียวกัน นั่นคือการจัดระบบเลือกเพศ และการอ้างความเป็นธรรมชาติที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ เรากำลังต่อสู้กับสิ่งนี้”

“ทุกคนมีสิทธิ์เลือกและใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการได้จริงๆ”

‘นัยนา สุภาพึ่ง’ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เล่าถึงประสบการณ์ทำงานเรื่องคำนำหน้าของผู้หญิง และพ.ร.บ.ชื่อบุคคล ซึ่งปัจจุบันผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว สามารถใช้นางสาว และไม่ต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของสามีได้

“นางสาวและนางเป็นคำที่ตัดสินว่า ผู้หญิงมีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่า ทั้งที่คุณค่าของผู้หญิงไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแต่งงาน ขณะที่ผู้ชายสามารถใช้นายไปตลอดชีวิต ตอนที่เรียกร้องเรื่องนี้ สส.และสว.ชายก็ให้เหตุผลว่า ผมจะรู้ได้ยังไงว่าผู้หญิงคนไหนจะมาเป็นเมียผม และสามารถมีลูกได้ เพราะคำนำหน้าเป็นนางเป็นการบ่งชี้ว่ามีสามีอยู่แล้ว”

“แต่ความเป็นจริงของชีวิต ผู้หญิงหลายคนท้องโดยไม่มีสามี หรือมีสามีแต่ยังไม่จดทะเบียน ถ้ามีลูกก็ใช้นางสาวต่อไม่ได้ ทั้งที่กฎหมายกำหนดแค่ต้องมีทะเบียนสมรส พอมีคำนำหน้าว่า ‘นาง’ เวลาสมัครงานก็ส่งผล คนจะคิดว่ามีผัวมีลูกแล้วเดี๋ยวจะขอลางานเยอะ ทำงานไม่เต็มที่”

“จนมาถึงยุคที่เริ่มเรียกร้องเรื่องการรับรองเพศสภาพของหญิงข้ามเพศ คำถามของสนช.ชายในยุคนั้นคือ ทีนี้ผมจะรู้ได้ยังไงว่าผู้หญิงคนไหนที่จะมาเป็นเมียผม และมีลูกให้ผมได้ กรมกิจการสตรี ณ ยุคนนั้นก็มาเตือนว่า เราอย่าไปถกเถียงเรื่องนี้กันมาก เพราะเดี๋ยวจะทำให้ร่างกฎหมายนี้ที่ผลักดันเรื่องสิทธิสตรีตกไปด้วย”

“ถ้าสังคมไทยยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น เด็กๆ รุ่นหลังก็จะได้เห็นคุณตาคุณปู่ใส่กระโปรง ได้เรียนรู้ว่าทุกคนมีสิทธิ์เลือก และใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการได้จริงๆ”

“ไม่หวงคำนำหน้า ‘นางสาว’ เลย และยินดีด้วยที่เราจะมีเพื่อนร่วมเดินทาง”

‘เรืองรวี พิชัยกุล’ จากสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา (GDRI) เสริมเรื่องการเคลื่อนไหวสิทธิสตรีในไทย โดยตั้งคำถามถึง 4 ประเด็น

1.ทำไมพ่อแม่ต้องมีลูกชายสักคนหนึ่งเพื่อสืบสกุล ลูกสาวไม่มีความหมายเหรอ

2.ทำไมจดทะเบียนสมรสแล้วต้องเปลี่ยนคำนำหน้าเป็นนาง และใช้นามสกุลของสามี ซึ่งนายทะเบียนไม่ได้ถามความยินยอมของเราก่อน การเปลี่ยนคำนำหน้าและนามสกุล ทำให้รู้สึกว่า ตัวตนของเราหายไป เรากลายเป็นอีกคนหนึ่งทันทีเมื่อจดทะเบียนสมรส

3.เมื่อมีการเปลี่ยนคำนำหน้าและนามสกุลเกิดขึ้น ส่งผลให้ตอนสมัครเรียนหรือสมัครงานต่างๆ เราต้องพิสูจน์ตัวตนว่าฉันเป็นคนคนนี้จริงๆ เพราะเรามีทั้งชื่อเก่าและชื่อใหม่ แต่ในใบวุฒิการศึกษาเป็นชื่อเก่า

4.เมื่อหย่าร้างกับสามี เราได้กลับมาเป็นตัวเอง แต่ก็ทำให้เกิดคำถามว่า ‘นางสาว’ หรือ ‘นาง’ มีนัยยะที่แตกต่างกันอย่างไร

“ไม่หวงคำนำหน้า ‘นางสาว’ เลย และยินดีด้วยที่เราจะมีเพื่อนร่วมเดินทางในการต่อสู้กับการถูกเลือกปฏิบัติ และการถูกละเมิดทุกรุปแบบ เราต่อสู้มานาน แต่ปัญหาก็ยังคงอยู่ เราเลยขอขยายวงต่อสู้ให้กว้างขึ้น”

อ้างอิง

https://www.facebook.com/share/p/1CRNAdYh8Z/

บทความต้นฉบับได้ที่ : ‘คำนำหน้าเพื่อรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ’ กระทบต่อสิทธิหญิง-ชายโดยกำเนิดจริงหรือ? ชวนฟังเสียงนักขับเคลื่อนหญิงที่ต่อสู้มานาน และแพทย์เวชศาสตร์ทางเพศ ในงานเสวนา ‘สิทธิของคนข้ามเพศ คือส่วนขยายของสิทธิสตรี’

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...