กองทัพสหรัฐ เริ่มปิดกั้นท่าเรือของอิหร่านตามคำสั่งทรัมป์ อิหร่านขู่ตอบโต้ท่าเรือประเทศในอ่าวอาหรับ
กองทัพสหรัฐ เริ่มปิดกั้นท่าเรือของอิหร่านตามคำสั่งทรัมป์ ขณะที่อิหร่านเตือนอาจตอบโต้ท่าเรือของประเทศเพื่อนบ้านทั้งอ่าวอาหรับ ดันราคาน้ำมันดิบแตะ 100 ดอลลาร์
วันที่ 14 เมษายน 2569 เวลา 07.42 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กองทัพสหรัฐเริ่มปฏิบัติการปิดกั้นท่าเรือของอิหร่านเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ตามคำสั่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่อิหร่านออกมาเตือนว่าอาจตอบโต้ด้วยการเล็งเป้าไปยังท่าเรือของประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ หลังการเจรจาสันติภาพที่กรุงอิสลามาบัดในช่วงสุดสัปดาห์ล้มเหลว
แม้สถานการณ์จะตึงเครียดขึ้น แต่ เจ้าหน้าที่สหรัฐ ระบุว่า ยังมีการติดต่อกับอิหร่านอย่างต่อเนื่อง และยังมีความคืบหน้าในการพยายามหาข้อตกลง ขณะที่ Shehbaz Sharif นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ก็ยืนยันว่าความพยายามในการยุติความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นกลับไปแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเปิดเส้นทาง Strait of Hormuz ซึ่งถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก และความกังวลต่อความเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิงระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่เพิ่งบรรลุได้ก่อนหน้านี้
ทรัมป์เปิดเผยว่า อิหร่านได้ติดต่อเข้ามาและต้องการทำข้อตกลง แต่ย้ำชัดว่าสหรัฐจะไม่ยอมรับข้อตกลงใด ๆ ที่เปิดทางให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยกล่าวว่า “เราไม่สามารถปล่อยให้ประเทศใดใช้การข่มขู่หรือรีดไถโลกได้”
นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อเรือส่วนใหญ่ โดยอนุญาตให้ผ่านได้เฉพาะภายใต้การควบคุมของตน และต้องชำระค่าธรรมเนียม ขณะที่สหรัฐฯ ประกาศว่าจะสกัดกั้นเรืออิหร่าน รวมถึงเรือที่จ่ายค่าผ่านทางดังกล่าว และเตือนว่าจะใช้กำลังกับเรือโจมตีเร็วของอิหร่านหากเข้าใกล้พื้นที่ปฏิบัติการ
ด้าน Reza Talaei-Nik โฆษกกระทรวงกลาโหมอิหร่าน ระบุว่า การเข้ามาควบคุมเส้นทางโดยกองกำลังต่างชาติจะยิ่งทำให้วิกฤตรุนแรงขึ้น และเพิ่มความไม่มั่นคงต่อระบบพลังงานโลก
ในขณะเดียวกัน พันธมิตรนาโตอย่างสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสประกาศชัดว่าจะไม่เข้าร่วมปฏิบัติการปิดล้อม โดยเน้นย้ำว่าควรเร่งเปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าว เนื่องจากเป็นเส้นทางที่มีการขนส่งน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของโลก
การเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่านในปากีสถาน ซึ่งเป็นการพบกันโดยตรงครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ และถือเป็นการหารือระดับสูงสุดนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 สิ้นสุดลงโดยไม่มีข้อตกลง อย่างไรก็ตาม JD Vance รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำคณะเจรจา ระบุว่า การพูดคุยมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยทั้งสองฝ่ายเข้าใจจุดยืนของกันและกันมากขึ้น
Vance ระบุว่า อิหร่านมีท่าทีขยับเข้าใกล้ข้อเสนอของสหรัฐ แต่ยังไม่เพียงพอ โดยสหรัฐฯ ยังคงยืนกรานในเงื่อนไขหลัก ได้แก่ การนำวัสดุนิวเคลียร์ที่ผ่านการเสริมสมรรถนะออกจากอิหร่าน และการจัดตั้งกลไกตรวจสอบเพื่อป้องกันการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต
อ้างอิง : www.reuters.com