โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ทนายอินฟลู” ให้ความรู้ หรือ แทรกแซงคดี

INN News

อัพเดต 14 มี.ค. เวลา 10.32 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. เวลา 04.30 น. • INN News

ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่การสื่อสารหลักของสังคม บทบาทของ “ทนายความ” ก็เปลี่ยนไปจากเดิมไม่น้อย จากผู้ทำงานอยู่ในห้องพิจารณาคดี กลายเป็นผู้ให้ข้อมูล วิเคราะห์ และแสดงความคิดเห็นผ่านไลฟ์สด คลิปวิดีโอ หรือโพสต์ในโลกออนไลน์ จนเกิดคำเรียกใหม่ว่า “ทนายอินฟลูเอนเซอร์”

ปรากฏการณ์นี้ทำให้ประชาชนเข้าถึงความรู้ทางกฎหมายได้ง่ายขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เริ่มเกิดคำถามสำคัญว่า การแสดงความคิดเห็นของทนายความบางคน อาจกำลังก้าวล้ำเส้น จนเข้าไป แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม หรือไม่ เพราะหลายคดีที่อยู่ระหว่างการสอบสวนหรือการพิจารณาในศาล กลายเป็นประเด็นถกเถียงบนโลกออนไลน์ เมื่อทนายบางคนออกมาไลฟ์ วิเคราะห์พยานหลักฐาน วิจารณ์เจ้าหน้าที่ หรือชี้นำความเห็นของสังคมเกี่ยวกับผู้ต้องหาหรือผู้เสียหาย ทั้งที่คดียังไม่สิ้นสุด

นักกฎหมายบางส่วนมองว่า พฤติกรรมลักษณะนี้อาจส่งผลกระทบต่อหลักการสำคัญของกระบวนการยุติธรรม เช่น หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ และอาจสร้างแรงกดดันต่อพนักงานสอบสวน อัยการ หรือแม้แต่ศาล

คณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา โดยพลตำรวจโทบุญจันทร์ นวลสาย ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ เชิญ ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ พร้อมด้วย นายคณิต วัลยะเพ็ชร ประธานกรรมการมรรยาททนายความ เข้าให้ข้อมูลและชี้แจงต่อคณะอนุกรรมาธิการการกฎหมาย และการยุติธรรม วุฒิสภา เพื่อร่วมหารือและวางแนวทางแก้ไขปัญหาการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะกรณีทนายความและอินฟลูเอนเซอร์แสดงความคิดเห็นหรือให้สัมภาษณ์ในคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอันมีลักษณะชี้นำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมของกระบวนการยุติธรรม

สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ได้นำเสนอมาตรการกำกับดูแลทนายความทั่วประเทศเชิงรุก โดยไม่ต้องรอให้มีการร้องเรียน แต่จะมีคณะทำงานตรวจสอบว่ามีทนายความ กระทำการเข้าข่ายแทรกแทรงกระบวนการยุติธรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์หรือไม่ ซึ่งเน้นให้ทนายความปฏิบัติตามข้อบังคับมรรยาททนายความ พ.ศ.2529 อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการห้ามมิให้นำความลับของลูกความมาเปิดเผย หรือใช้ข้อมูลในสำนวน เพื่อการโฆษณาอวดอ้างตนเอง และที่สำคัญคือการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอันมีลักษณะที่เป็นการกดดันการทำงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือศาล ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความ

และเพื่อป้องกันการโฆษณาแฝงและการอวดอ้างสรรพคุณของตัวทนายความเองเพื่อชักชวนผู้มีอรรถคดีมาให้ตนว่าต่างหรือแก้ต่างให้ จึงได้มีการแต่งตั้งทีม "โฆษกทนายความ" ขึ้นมาทำหน้าที่ชี้แจงข้อกฎหมายที่ถูกต้อง เป็นกลาง และไม่แทรกแทรงกระบวนการยุติธรรม และที่สำคัญเพื่อที่จะลดบทบาทของทนายความที่มุ่งสร้างกระแสเพื่อประโยชน์ส่วนตน

ทั้งนี้ สภาทนายความฯ ได้แสดงสถิติการลงโทษมรรยาททนายความย้อนหลัง 10 ปี ตั้งแต่ปี 2559- 2568 เพื่อยืนยันถึงความเด็ดขาดในการตรวจสอบ จะพบว่ามีคดีเข้าสู่การพิจารณาเป็นคดีมรรยาทฯ สูงถึง 5,002 คดี และมีการตัดสินลงโทษสมาชิกทนายความไปแล้วกว่า 3,211 ราย ซึ่งรวมถึงการลงโทษขั้นสูงสุดด้วยการลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความถึง 244 ราย และการสั่งพักใบอนุญาตอีกจำนวนมาก ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสภาทนายความฯ ไม่เคยเพิกเฉยต่อการรักษาเกียรติศักดิ์วิชาชีพ

อย่างไรก็ตาม นายกสภาทนายความได้ให้ข้อสังเกตถึงปัญหาและอุปสรรค โดยเฉพาะความรวดเร็วของกระแสสังคมที่เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ ซึ่งสวนทางกับกระบวนการพิจารณามรรยาทที่ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายตามกฎหมาย จึงได้เสนอแนวทางต่อวุฒิสภาให้มีการร่างแนวทางปฏิบัติร่วมกัน ระหว่างสื่อมวลชนและองค์กรวิชาชีพกฎหมาย รวมถึงขอให้ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณเพื่อสร้างช่องทางให้ประชาชนเข้าถึง "ทนายความอาสา" ที่ได้มาตรฐานอย่างทั่วถึงที่ประจำอยู่สถานีตำรวจและหน่วยงานราชการทั่วประเทศ

ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ เน้นย้ำทิ้งท้ายว่า "ความยุติธรรมต้องไม่ถูกกำหนดด้วยเสียงที่ดังกว่า" สภาทนายความฯ จะทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงที่ถูกต้องและเป็นที่พึ่งให้กับประชาชน โดยจะไม่ปล่อยให้ทนายที่ชอบสร้างกระแสผ่านสื่อสังคมออนไลน์ชี้นำสังคม เพื่อให้ระบบยุติธรรมของประเทศขับเคลื่อนด้วยหลักนิติธรรมอย่างยั่งยืน

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...