STT GDC Thailand แนะไทย สร้างอินฟราฯ มั่นคง ปั้นไทยสู่ผู้นำ AI ที่ยั่งยืน
STT GDC Thailand แนะไทยสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งอนาคต จัดหาพลังงานที่ทั้ง "สะอาด" และ "มั่นคง" รับการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมชูยุทธศาสตร์ปั้นไทยสู่ผู้นำ AI ที่ยั่งยืน
วันที่ 1 เมษายน 2569 - ปี 2569 คือหมุดหมายสำคัญที่จะตัดสินว่า ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยั่งยืนแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้หรือไม่ หรือโอกาสทองนี้จะหลุดลอยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ปัจจุบันมีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ยักษ์ตั้งแต่ 100 เมกะวัตต์ขึ้นไปเกิดขึ้นทั่วภูมิภาค ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ
เพราะประเทศไทยวางตัวเป็น "ประตูสู่ดิจิทัล" (Digital Gateway) ของภูมิภาค โดยมีรากฐานที่แข็งแกร่งและแรงหนุนจากการลงทุนมหาศาลของผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก แม้เราจะเห็นการลงทุนขนาดใหญ่เกิดขึ้น STT GDC ยังคงตอกย้ำวิสัยทัศน์ในเรื่อง “ขนาด” หรือ "Scale" ของการลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบของการก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดในระยะยาว
ดังนั้นคำถามสำคัญที่ท้าทายวิสัยทัศน์ของ STT GDC คือ ประเทศไทยจะสามารถจัดหาพลังงานที่ทั้ง "สะอาด" และ "มั่นคง" ได้ทันกับความเร็วของการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้หรือไม่ หากเราแก้โจทย์นี้ได้สำเร็จ ก็จะสามารถสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยั่งยืนของภูมิภาคอย่างแท้จริง
นางสาว บุศรินทร์ ประดิษฐยนต์ Country Head, บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยมีข้อมูลคาดการณ์ว่า เราต้องการกำลังการผลิตไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์สูงถึง 3-5 กิกะวัตต์ ภายในสิ้นทศวรรษนี้ เพื่อรองรับอุปสงค์ที่พุ่งสูงขึ้น
ขณะที่โครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ปัจจุบันรองรับได้เพียง 2,000 เมกะวัตต์ ช่องว่างนี้ไม่ใช่ปัญหา แต่เป็น "โอกาสครั้งสำคัญ" ที่เราจะได้ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุคใหม่ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อวางให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับเวิร์กโหลดงาน AI โดยเฉพาะ และสอดรับกับเจตนารมณ์ของประเทศที่มุ่งสู่ความยั่งยืนไปพร้อม ๆ กัน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวิร์กโหลดงาน AI ใช้ขุมพลังงานมหาศาลมากกว่าคอมพิวเตอร์แบบเดิมหลายเท่าตัว ส่งผลให้ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีความหนาแน่นสูง หรือ High-density Data Centres กลายเป็นมาตรฐานใหม่ จากเดิมที่ตู้แร็คทั่วไปใช้ไฟราว 4-5 กิโลวัตต์ แต่สำหรับ AI อาจพุ่งสูงเกิน 80 กิโลวัตต์ต่อแร็ค ขณะเดียวกัน การที่ประเทศไทยประกาศเร่งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2593 (เร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 15 ปี) คือการส่งสัญญาณอย่างมีนัยสำคัญ ให้นักลงทุนทั่วโลกรับรู้ว่า ความยั่งยืนกลายเป็น "หัวใจ" สำคัญของยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ
ออกแบบความยั่งยืนให้อยู่ใน "ดีเอ็นเอ" ของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ด้วยประสบการณ์ทั่วภูมิภาคเอเชียและมุมมองของ STT GDC การให้ความสำคัญและการตัดสินใจให้เฉียบคมในเรื่อง “การออกแบบ” (Design) นับตั้งแต่วันแรก จะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการลดอัตราการปล่อยคาร์บอนในระยะยาวได้ถึง 15-20 ปี กลยุทธ์ด้านพลังงานเป็นรากฐานที่ต้องคิดให้จบตั้งแต่เริ่มต้น และอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี หากองค์กรมาปรับแก้ภายหลัง
นี่คือเหตุผลที่นวัตกรรมระดับโลกของ STT GDC มุ่งเน้นไปที่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม “STT GDC มุ่งมั่นขับเคลื่อนนวัตกรรม เพื่อยกระดับการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” โดยล่าสุด เราได้เปิดตัวศูนย์ทดสอบโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ใช้พลังงานจากระบบไฟฟ้ากระแสตรงแรงดันสูง (High Voltage Direct Current หรือ HVDC) แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สิงคโปร์ ซึ่งพัฒนาร่วมกับ LITEON
นางสาว บุศรินทร์ กล่าวต่อว่า โครงการ FutureGrid Accelerator นี้ยังพิสูจน์ให้เห็นว่าสถาปัตยกรรม HVDC ช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 30% และลดพื้นที่ติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าลงได้ถึง 40% ในสภาพแวดล้อม AI ที่มีความหนาแน่นสูง (High-Density AI Environments) ที่สำคัญกว่านั้น โครงการ FutureGrid Accelerator ยังแสดงศักยภาพของการทำงานร่วมกันระหว่างระบบไฟฟ้าและการระบายความร้อนที่ได้รับการออกแบบมาให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับงานของ AI ในสเกลขนาดใหญ่อีกด้วย
“เทคโนโลยี” ไม่ใช่กุญแจสำคัญเพียงดอกเดียว ที่จะนำประเทศก้าวสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลตั้งแต่วันแรก แต่ "การสร้างประสิทธิภาพในระยะยาวอย่างยั่งยืน” ยังเป็นส่วนสำคัญที่ต้องมี นับแต่นี้เป็นต้นไปอีกด้วย
ยกระดับความพร้อมด้าน AI สู่มาตรฐานสากลในไทย
STT GDC ได้ยกระดับการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยใช้นวัตกรรมการออกแบบและพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก ผ่าน "STT Bangkok 1” ดาต้าเซ็นเตอร์แบบไฮเปอร์สเกล (Hyperscale Data Center) ที่ออกแบบมาสำหรับการประมวลผล AI และเวิร์กโหลดขนาดใหญ่ ให้บริการด้วยกำลังไฟฟ้ากว่า 23 เมกกะวัตต์ ซึ่งเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ของ STT GDC เพียง 1 ใน 2 แห่งของโลก (และยังมี STT Singapore 6)
ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน NVIDIA DGX-Ready ซึ่งถือเป็นดาต้าเซ็นเตอร์กลุ่มแรก ๆ ในเครือที่คว้ามาตรฐานนี้มาครอง ตอกย้ำให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานของ STT GDC ตั้งแต่ระบบการจ่ายไฟจนถึงระบบระบายความร้อนได้รับการออกแบบมาเฉพาะ เพื่อรองรับการทำงานของ AI ขั้นสูงได้เต็มประสิทธิภาพ
ดาต้าเซ็นเตอร์ STT Bangkok 1 ให้ความสำคัญกับ "ความยืดหยุ่น" ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอันหลากหลาย โดยได้รับการออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมและเทคโนโลยีที่รองรับทั้งระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) และระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ (Air-Cooling) ประสิทธิภาพสูง เพื่อให้ธุรกิจสามารถติดตั้งสถาปัตยกรรม AI ที่หลากหลายได้โดยไม่จำเป็นต้องแลกด้วยเสถียรภาพหรือความยั่งยืน
บ่อยครั้งที่การใช้พลังงานเพื่อรองรับการทำงานของ AI และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมักถูกมองว่าเป็นสิ่งที่สวนทางกัน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ทั้งสองสิ่งนี้มักต้องเดินไปพร้อมกันเสมอ เมื่อเราสร้างกระดูกสันหลังทางดิจิทัลที่ประหยัดพลังงานและพร้อมรองรับการทำงานของ AI เรากำลังเปิดประตูให้เหล่านักวิจัยและธุรกิจไทยสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันระดับสูง เช่น โมเดลภาษาไทย (ThaiLLM) หรือการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ โดยที่ยังสามารถบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การก้าวหน้าในทิศทางนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมสร้าง "อธิปไตยทางดิจิทัล" (Digital Sovereignty) ของไทยให้แข็งแกร่ง แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับระบบนิเวศ "Green AI" ที่สะท้อนตัวตนของไทยและสอดคล้องกับเป้าหมายการลดคาร์บอนของโลกอย่างสง่างาม