เบื้องหลังเลข 41 บาท: เมื่อพายุสงครามสงบ... ทิ้งรอยตีนกาหนี้แสนล้านไว้ให้ใคร?
วินาทีนี้ โลกกำลังกลั้นหายใจกับจุดเปลี่ยนที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อความพยายามทางการทูตเริ่มเห็นแสงสว่าง หลังประธานาธิบดี Pezeshkian ของอิหร่านส่งสัญญาณ "ยุติสงคราม" และโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนถอนทหารใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ส่งผลให้ดัชนี Dow Jones พุ่งทะยานกว่า 1,000 จุดทันที ทว่าภายใต้ความโล่งใจของนักลงทุน สำหรับคนไทยที่ยังมองป้ายราคาดีเซล 41.05 บาท คำถามสำคัญยังคงอยู่: "ในวันที่คลื่นลมเริ่มสงบ… ใครคือผู้กวาดกำไรลาภลอยตัวจริง?"
1. มายาคติของตัวเลข: เมื่อต้นทุนจริงพุ่งสู่ 150 ดอลลาร์
แม้ข่าวดีจะทำให้ราคาตลาดเริ่มย่อตัว แต่เราต้องไม่ลืมว่าตลอดช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ราคาที่โรงกลั่นต้องจ่ายจริงในการนำน้ำมันดิบเข้ามา (Landed Cost) ถูกบวกเพิ่มด้วยค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยสงครามจนพุ่งสูงถึง 146 - 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นี่คือ "ต้นทุนเนื้อน้ำมัน" กว่า 32 บาทต่อลิตรที่ถูกนำมาใช้เป็นฐานในการสร้างกำไรและกำหนดราคาขายในช่วงที่พายุคลั่งที่สุด แม้ซาอุดีอาระเบียจะพยายามช่วยเบรกราคาด้วยการส่งน้ำมันผ่านท่อข้ามทวีปสู่ทะเลแดงเพิ่มขึ้นเป็น "สองเท่า" แล้วก็ตาม
2. ค่าขนส่งทิพย์ (Phantom Freight): กับดักความเชื่อเรื่อง "น้ำมันไหลออก"
หนึ่งในจุดบอดที่โรงกลั่นมักใช้ปกป้องโครงสร้างราคา Import Parity คือวาทกรรมที่ว่า "ถ้าไทยไม่ตั้งราคาตามสิงคโปร์ น้ำมันจะไหลออกนอกประเทศจนหมด" คำว่า "น้ำมันไหลออก" คืออะไร? (ฉบับเข้าใจง่าย)
ให้นึกภาพว่าถ้า "ไข่ไก่" ในไทยขายฟองละ 3 บาท แต่ที่กัมพูชาขายฟองละ 10 บาท พ่อค้าก็จะแห่กันขนไข่จากไทยไปขายกัมพูชาจนไข่ในไทยขาดแคลน นี่คือสิ่งที่โรงกลั่นอ้างว่าถ้าราคาไทยถูกกว่าสิงคโปร์ เขาจะส่งออกน้ำมันไปขายสิงคโปร์แทน หรือจะมีคนลักลอบขนน้ำมันไทยไปขายเพื่อนบ้านจนเราไม่มีน้ำมันใช้
ทำไมข้ออ้างนี้ถึงใช้ไม่ได้กับการตัด "ค่าขนส่งทิพย์"?
สิ่งที่ภาคประชาชนเรียกร้อง คือการให้ตัด "ค่าขนส่งและค่าประกันภัยสมมติ" ที่บวกเพิ่มเข้ามาลิตรละเกือบ 1 บาท ทั้งที่กลั่นในประเทศและไม่ได้บรรทุกเรือมาจากสิงคโปร์จริง
* ความจริงที่ต้องรู้: หากเราตัดค่าขนส่งทิพย์ออก ราคาหน้าโรงกลั่นไทยจะ "เท่ากับ" ราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์พอดีเป๊ะ
* เมื่อราคาเท่ากัน น้ำมันจะไหลไปไหน?: เมื่อขายที่ศรีราชาได้เงินเท่ากับส่งไปขายสิงคโปร์ โรงกลั่นย่อมเลือกขายในไทย เพราะไม่ต้องเสีย "ค่าขนส่งของจริง" ในการส่งออก และไม่ต้องเสี่ยงภัยในทะเล ดังนั้น ข้ออ้างนี้จึงเป็นเพียง "วาทกรรมรักษาผลประโยชน์" เพื่อบวกกำไรพิเศษเพิ่มไปฟรีๆ บนหลังประชาชนเท่านั้น
3. กองทุนน้ำมันฯ: การอุ้มกำไรต้นทางด้วยหนี้ในนามประชาชน
ในขณะที่เราเติมดีเซลที่ 41 บาท กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระชดเชยลิตรละกว่า 18-20 บาท:
* กลไกที่ย้อนแย้ง: รัฐกู้เงินอนาคตมาจ่ายชดเชยให้ "ผู้ผลิตและโรงกลั่น" เพื่อให้เขาขายน้ำมันได้ในราคาตลาดโลกโดยไม่ขาดทุน สิ่งนี้ทำให้ธุรกิจพลังงานลอยตัวเหนือความเสี่ยง
* กำไรลาภลอย (Windfall Profit): ในวันที่กองทุนฯ ติดลบมหาศาลจนใกล้แตะระดับแสนล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้สาธารณะที่ประชาชนต้องชดใช้ แต่บริษัทพลังงานกลับรายงานกำไร New High จาก กำไรสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) ที่ตักตวงจากช่วงขาขึ้นของสงคราม
4. บททดสอบธรรมาภิบาล: ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest)
รัฐบาลกำลังเผชิญกับคำถามสำคัญเรื่องความโปร่งใส เมื่อต้องสวมหมวกสองใบคือ "ผู้กำกับดูแล" และ "ผู้ถือหุ้นใหญ่" ในวิสาหกิจพลังงาน:
* ปริศนาน้ำมันหมด: มาตรการตรวจสอบการกักตุนสินค้าในช่วงรอยต่อราคา มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ในการป้องกันผู้ค้าบางรายฉวยโอกาสทำกำไรบนความทุกข์ของประชาชน?
* คนของรัฐหรือคนของใคร?: การไม่ใช้มาตรการภาษีลาภลอย (Windfall Tax) หรือไม่ดึงกำไรสต็อกกลับมาเติมกองทุนน้ำมันฯ เป็นไปเพื่อประชาชน หรือเพื่อรักษาระดับกำไรให้ผู้ถือหุ้นที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง?
บทสรุป
ไม่ว่านี่จะเป็นสันติภาพที่แท้จริง หรือเป็นเพียงเกมสงครามจิตวิทยา แต่ตัวเลขกำไรที่กลุ่มพลังงานโกยไปแล้วในช่วงเดือนที่ผ่านมา คือความจริงที่รัฐต้องมีคำตอบเรื่องธรรมาภิบาล ความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริงต้องไม่ได้มาจากการเบียดเบียนภาษีในอนาคตของประชาชน เพื่อรักษาความมั่งคั่งของภาคธุรกิจเพียงฝ่ายเดียว ในวันที่พายุเริ่มสงบ เราต้องไม่ปล่อยให้ "หนี้แสนล้าน" กลายเป็นแผลเป็นที่ประชาชนต้องแบกรับไว้ฝ่ายเดียวโดยไร้คำชี้แจงที่โปร่งใส
Korn Pongjitdham, M.D.