โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เบื้องหลังเลข 41 บาท: เมื่อพายุสงครามสงบ... ทิ้งรอยตีนกาหนี้แสนล้านไว้ให้ใคร?

The Better

อัพเดต 01 เม.ย. เวลา 04.02 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. เวลา 03.13 น. • THE BETTER
Korn Pongjitdham, M.D.

วินาทีนี้ โลกกำลังกลั้นหายใจกับจุดเปลี่ยนที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อความพยายามทางการทูตเริ่มเห็นแสงสว่าง หลังประธานาธิบดี Pezeshkian ของอิหร่านส่งสัญญาณ "ยุติสงคราม" และโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนถอนทหารใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ส่งผลให้ดัชนี Dow Jones พุ่งทะยานกว่า 1,000 จุดทันที ทว่าภายใต้ความโล่งใจของนักลงทุน สำหรับคนไทยที่ยังมองป้ายราคาดีเซล 41.05 บาท คำถามสำคัญยังคงอยู่: "ในวันที่คลื่นลมเริ่มสงบ… ใครคือผู้กวาดกำไรลาภลอยตัวจริง?"

1. มายาคติของตัวเลข: เมื่อต้นทุนจริงพุ่งสู่ 150 ดอลลาร์
แม้ข่าวดีจะทำให้ราคาตลาดเริ่มย่อตัว แต่เราต้องไม่ลืมว่าตลอดช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ราคาที่โรงกลั่นต้องจ่ายจริงในการนำน้ำมันดิบเข้ามา (Landed Cost) ถูกบวกเพิ่มด้วยค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยสงครามจนพุ่งสูงถึง 146 - 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นี่คือ "ต้นทุนเนื้อน้ำมัน" กว่า 32 บาทต่อลิตรที่ถูกนำมาใช้เป็นฐานในการสร้างกำไรและกำหนดราคาขายในช่วงที่พายุคลั่งที่สุด แม้ซาอุดีอาระเบียจะพยายามช่วยเบรกราคาด้วยการส่งน้ำมันผ่านท่อข้ามทวีปสู่ทะเลแดงเพิ่มขึ้นเป็น "สองเท่า" แล้วก็ตาม

2. ค่าขนส่งทิพย์ (Phantom Freight): กับดักความเชื่อเรื่อง "น้ำมันไหลออก"
หนึ่งในจุดบอดที่โรงกลั่นมักใช้ปกป้องโครงสร้างราคา Import Parity คือวาทกรรมที่ว่า "ถ้าไทยไม่ตั้งราคาตามสิงคโปร์ น้ำมันจะไหลออกนอกประเทศจนหมด" คำว่า "น้ำมันไหลออก" คืออะไร? (ฉบับเข้าใจง่าย)
ให้นึกภาพว่าถ้า "ไข่ไก่" ในไทยขายฟองละ 3 บาท แต่ที่กัมพูชาขายฟองละ 10 บาท พ่อค้าก็จะแห่กันขนไข่จากไทยไปขายกัมพูชาจนไข่ในไทยขาดแคลน นี่คือสิ่งที่โรงกลั่นอ้างว่าถ้าราคาไทยถูกกว่าสิงคโปร์ เขาจะส่งออกน้ำมันไปขายสิงคโปร์แทน หรือจะมีคนลักลอบขนน้ำมันไทยไปขายเพื่อนบ้านจนเราไม่มีน้ำมันใช้
ทำไมข้ออ้างนี้ถึงใช้ไม่ได้กับการตัด "ค่าขนส่งทิพย์"?
สิ่งที่ภาคประชาชนเรียกร้อง คือการให้ตัด "ค่าขนส่งและค่าประกันภัยสมมติ" ที่บวกเพิ่มเข้ามาลิตรละเกือบ 1 บาท ทั้งที่กลั่นในประเทศและไม่ได้บรรทุกเรือมาจากสิงคโปร์จริง
* ความจริงที่ต้องรู้: หากเราตัดค่าขนส่งทิพย์ออก ราคาหน้าโรงกลั่นไทยจะ "เท่ากับ" ราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์พอดีเป๊ะ
* เมื่อราคาเท่ากัน น้ำมันจะไหลไปไหน?: เมื่อขายที่ศรีราชาได้เงินเท่ากับส่งไปขายสิงคโปร์ โรงกลั่นย่อมเลือกขายในไทย เพราะไม่ต้องเสีย "ค่าขนส่งของจริง" ในการส่งออก และไม่ต้องเสี่ยงภัยในทะเล ดังนั้น ข้ออ้างนี้จึงเป็นเพียง "วาทกรรมรักษาผลประโยชน์" เพื่อบวกกำไรพิเศษเพิ่มไปฟรีๆ บนหลังประชาชนเท่านั้น

3. กองทุนน้ำมันฯ: การอุ้มกำไรต้นทางด้วยหนี้ในนามประชาชน
ในขณะที่เราเติมดีเซลที่ 41 บาท กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระชดเชยลิตรละกว่า 18-20 บาท:
* กลไกที่ย้อนแย้ง: รัฐกู้เงินอนาคตมาจ่ายชดเชยให้ "ผู้ผลิตและโรงกลั่น" เพื่อให้เขาขายน้ำมันได้ในราคาตลาดโลกโดยไม่ขาดทุน สิ่งนี้ทำให้ธุรกิจพลังงานลอยตัวเหนือความเสี่ยง
* กำไรลาภลอย (Windfall Profit): ในวันที่กองทุนฯ ติดลบมหาศาลจนใกล้แตะระดับแสนล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้สาธารณะที่ประชาชนต้องชดใช้ แต่บริษัทพลังงานกลับรายงานกำไร New High จาก กำไรสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) ที่ตักตวงจากช่วงขาขึ้นของสงคราม

4. บททดสอบธรรมาภิบาล: ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest)
รัฐบาลกำลังเผชิญกับคำถามสำคัญเรื่องความโปร่งใส เมื่อต้องสวมหมวกสองใบคือ "ผู้กำกับดูแล" และ "ผู้ถือหุ้นใหญ่" ในวิสาหกิจพลังงาน:
* ปริศนาน้ำมันหมด: มาตรการตรวจสอบการกักตุนสินค้าในช่วงรอยต่อราคา มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ในการป้องกันผู้ค้าบางรายฉวยโอกาสทำกำไรบนความทุกข์ของประชาชน?
* คนของรัฐหรือคนของใคร?: การไม่ใช้มาตรการภาษีลาภลอย (Windfall Tax) หรือไม่ดึงกำไรสต็อกกลับมาเติมกองทุนน้ำมันฯ เป็นไปเพื่อประชาชน หรือเพื่อรักษาระดับกำไรให้ผู้ถือหุ้นที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง?

บทสรุป
ไม่ว่านี่จะเป็นสันติภาพที่แท้จริง หรือเป็นเพียงเกมสงครามจิตวิทยา แต่ตัวเลขกำไรที่กลุ่มพลังงานโกยไปแล้วในช่วงเดือนที่ผ่านมา คือความจริงที่รัฐต้องมีคำตอบเรื่องธรรมาภิบาล ความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริงต้องไม่ได้มาจากการเบียดเบียนภาษีในอนาคตของประชาชน เพื่อรักษาความมั่งคั่งของภาคธุรกิจเพียงฝ่ายเดียว ในวันที่พายุเริ่มสงบ เราต้องไม่ปล่อยให้ "หนี้แสนล้าน" กลายเป็นแผลเป็นที่ประชาชนต้องแบกรับไว้ฝ่ายเดียวโดยไร้คำชี้แจงที่โปร่งใส

Korn Pongjitdham, M.D.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...