ชีวิตที่เลือก (ไม่) ได้ ในเรื่องสั้น 'อาเหม่ยจาง'
บทความพิเศษ |ชาคริต แก้วทันคำ
ชีวิตที่เลือก (ไม่) ได้
ในเรื่องสั้น ‘อาเหม่ยจาง’
รวมเรื่องสั้น ‘อาเหม่ยจาง’ ของ ส.เทพรำเพย ประกอบด้วยเรื่องสั้นจำนวน 9 เรื่อง มี 4 เรื่องที่นักเขียนนำเสนอภาพลักษณ์ของผู้หญิงและให้ตัวละครหญิงเป็นผู้เล่าเรื่อง ได้แก่ เรื่องสั้น ถนนสายโรแมนติก อีโรวิด บ้านเกิด และอาเหม่ยจาง ซึ่งเรื่องหลังนี้ถูกจัดลำดับไว้เพื่อปิดเล่ม อีกยังถูกนำมาตั้งเป็นชื่อเล่มด้วย
ผมสนใจเรื่องสั้น ‘อาเหม่ยจาง’ เพราะเห็นว่าสารัตถะสำคัญในเรื่องนั้นนำเสนอภาพลักษณ์ของผู้หญิง ‘จีน’ ด้วยการเล่าเรื่องด้วยภาษาที่เรียบง่าย
เรื่องสั้นนี้เปิดเรื่องด้วยประโยค “อาเหม่ยจางจะแต่งงานเร็วๆ นี้” เพราะเธออายุ 24 ปี สมควรออกเรือนได้แล้ว แต่ทว่าในหมู่บ้านของชนกลุ่มน้อย เมืองจางเจียงเจี้ย มณฑลหูหนาน เป็นคนถูเจีย ชาติพันธุ์ที่ 56 ซึ่งถูกขึ้นทะเบียนสุดท้ายในประเทศจีน ต้องใช้แม่สื่อแนะนำเรื่องแต่งงาน
นอกจากนี้ธรรมเนียมของคนที่นี่ยังต้อง ‘ร้องไห้’ ก่อนแต่งงาน เพื่อบอกลาญาติพี่น้องและรับซองแดงหรืออั่งเปา ทว่าอาเหม่ยกลับร้องไห้ไม่เก่ง
เมื่อถึงกำหนด เธอออกเดินทางไกลไปแต่งงานยังบ้านสามี แล้วพบว่าสามีที่จะแต่งด้วยนั้นมี 2 คน เป็นพี่น้องกัน อีกทั้งการเข้าหอต้องสลับกันคนละคืน ชีวิตของอาเหม่ยจึงวนเวียนอยู่กับผู้ชายสองคนนี้ ที่ต่างแก่งแย่ง ‘ตัว’ เธอ
ทบทวนวรรณกรรม
ในงานวิจัยเรื่อง “ภาพลักษณ์ตัวละครหญิงชาวจีนและความสัมพันธ์กับสังคมวัฒนธรรมจีนในพระราชนิพนธ์แปลจากวรรณกรรมจีนในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” (2567) โดย Xiaomei Chen และ ณัฐา ค้ำชู สรุปใจความ “ความสัมพันธ์ระหว่างภาพลักษณ์ของตัวละครหญิงชาวจีนกับสังคมวัฒนธรรมจีน ซึ่งปรากฏในพระราชนิพนธ์แปลจากวรรณกรรมจีน จำนวน 5 เรื่อง ได้แก่ “ผีเสื้อ” “หมู่บ้านเล็กตระกูลเป้า” “ความรักใดจะไม่ปวดร้าว” “นารีนครา” และ “มรกต” พบว่า ภาพลักษณ์ของตัวละครหญิงชาวจีนแบ่งได้ 3 ช่วงเวลา คือ
(1) ภาพลักษณ์ตัวละครหญิงชาวจีนในช่วงก่อนการปฏิวัติวัฒนธรรม
(2) ภาพลักษณ์ตัวละครหญิงชาวจีนในช่วงระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม
และ (3) ภาพลักษณ์ตัวละครหญิงชาวจีนในช่วงเวลาหลังการปฏิวัติวัฒนธรรม
บทความนี้จึงจะใช้เครื่องมือจากงานวิจัยข้างต้นมาแบ่งภาพลักษณ์ของตัวละครหญิงชาวจีน เพื่อวิเคราะห์ตัวละครหญิงในเรื่องสั้น ‘อาเหม่ยจาง’ ได้แก่ อาเหม่ย อาผิง และแม่สามี เพื่อชี้ให้เห็นว่า แต่ละช่วงเวลานั้น ภาพลักษณ์ดังกล่าวสัมพันธ์กับสังคมวัฒนธรรมจีนประการใดบ้าง
ทั้งนี้ นักอ่านจะทราบได้อย่างไรว่าตัวละครหญิงในเรื่องสั้น ‘อาเหม่ยจาง’ อยู่ในช่วงเวลาใด แน่นอนว่า ในตัวบทมิได้บอกชัดด้วยปี พ.ศ. แต่ผมสันนิษฐานจากการเขียนและรวมเล่มในปี 2567 อีกยังมีคีย์เวิร์ดสำคัญคือการใช้ “WeChat” ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2011
ดังนั้น เมื่อศึกษาเรื่องการปฏิวัติวัฒนธรรมจีนที่สิ้นสุดลงในปี 1976 เหตุการณ์ตามเรื่องสั้นนี้จึงอยู่ในช่วงเวลาหลังการปฏิวัติวัฒนธรรม
ภาพลักษณ์ตัวละครหญิงชาวจีน
และความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมจีน
ในเรื่องสั้น ‘อาเหม่ยจาง’ มีตัวละครหญิงที่ผมจะนำมาวิเคราะห์เรื่องภาพลักษณ์ ได้แก่ อาเหม่ย อาผิง และแม่สามี
โดยจะเริ่มจากตัวละครอาผิงซึ่งเป็นเพื่อนของอาเหม่ย เธอเป็นคนหัวไว เรียนดี มีความคิดก้าวหน้ากว่าผู้หญิงอื่นในหมู่บ้าน และไม่ยอมให้ใครมาชี้นำ รวมถึงบงการชีวิต
“ผู้หญิงก็เป็นคนเหมือนกัน มีสองมือสองขา มีสมองไม่ด้อยไปกว่าผู้ชาย อย่าไปยอมให้ใครมากดขี่ เราก็มีสิทธิ์เท่าเทียมผู้ชาย ทุกวันนี้มีวันสตรีสากลแล้วนะ” (น.140)
บทสนทนาข้างต้นระหว่างอาผิงกับอาเหม่ย ไม่ใช่คำพูดสวยหรู เพราะอาผิงพูดและเชื่อ รวมถึงสามารถพาตัวเองเดินไปตามเส้นทางของตน ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยในเมืองใหญ่ เป็นมัคคุเทศก์ที่ทำให้เห็นโลกกว้าง
บทสนทนานี้จึงแสดงให้เห็นความสัมพันธ์กับสังคมวัฒนธรรมจีนที่อาผิงไม่ได้อ่อนไหวไปตามประเพณีดั้งเดิมแบบชายเป็นใหญ่
นอกจากนี้อาผิงยังไม่ยอมรับ ‘วีธีคลุมถุงชน’ ด้วย ดังจะเห็นจากที่เธอกล่าวว่า ‘เราก็มีสิทธิ์เท่าเทียมผู้ชาย ทุกวันนี้มีวันสตรีสากลแล้วนะ’ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางความคิดและบทบาทของผู้หญิงจีนสมัยใหม่
แต่ทว่าเมื่ออาเหม่ยไม่ปฏิเสธการแต่งงานแบบคลุมถุงชนตั้งแต่แรก ก็เท่ากับยอมรับ จึงต้องเผชิญหน้ากับความจริง และความจริงที่รออยู่ตรงหน้าคือได้แต่งกับสามีพร้อมกันถึง 2 คน
อาเหม่ยจึงตกอยู่ในสถานการณ์ ‘กลืนไม่เข้าคายไม่ออก’ ‘ถูกมัดมือชก’ และ ‘หน้าชื่นอกตรม’ เธอกำลังกลายเป็น ‘แม่พันธุ์’ เพราะถูกสามี 2 คนอ้างสิทธิ์ใน ‘ตัว’ เธอ จากเรื่องหลับนอนสลับคืนกัน ทั้งๆ ที่อาเหม่ยต้องการมีสามีแค่คนเดียว
ผมเห็นว่า อาเหม่ยเป็นคนไม่มีปากเสียง ขนาดร้องไห้ยังไม่เก่ง แม้จะเกิดหลังช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม แต่ยังมีแนวคิดอยู่ระหว่างช่วงปฏิวัติแบบดั้งเดิมกับแบบใหม่ ที่ยังเชื่อเรื่องการร้องไห้บอกลาญาติพี่น้องก่อนแต่งงาน และยินยอมแต่งงานตามที่แม่สื่อชักนำ ทำตามความต้องการของพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดซึ่งเป็นคนตัดสินใจแทน
เท่ากับว่าอาเหม่ยเป็นคนไม่เข้มแข็งเด็ดขาด คล้อยตามและอ่อนไหวให้กับประเพณี ทั้งๆ ที่การแต่งงานส่งผลกระทบหรือจุดเปลี่ยนในชีวิต แต่เธอกลับเลือกรักษาประเพณีที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ไว้ โดยไม่กล้าต่อต้านหรือท้าทายสังคม แตกต่างจากอาผิงเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวที่เลือกพึ่งพาตัวเอง
ส่วนตัวละครแม่สามี นักอ่านย่อมคาดหมายได้ว่าเธอเป็นคนที่มีแนวคิดแบบดั้งเดิมก่อนการปฏิวัติวัฒนธรรม ที่ยังคงเชื่อในระบบ ‘ชายเป็นใหญ่’ และยึดมั่นในอุดมการณ์ประเพณี
“ฉันขอโทษที่ไม่ได้ให้แม่สื่อบอกทั้งหมด เราไม่มีค่าสินสอดพอสำหรับลูกชายสองคน จำต้องให้แต่งงานพร้อมกัน ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสำหรับคนถูเจีย หากพี่ชายตาย คนน้องก็ต้องรับเมียของคนพี่ หรือถ้าคนน้องตาย พี่ชายก็ต้องรับเมียของน้อง” (น.146) หรือ
“อาเหม่ยรีบมีลูกให้ฉันอุ้มไวๆ นะ บ้านเราจะได้มีลูกหลานสืบสกุลเร็วๆ ฉันจะได้นอนตายตาหลับ ไม่ผิดต่อบรรพบุรุษ” (น.147)
จากสองบทสนทนาข้างต้นระหว่างแม่สามีกับอาเหม่ย นักอ่านอาจมองว่าเป็นชุดความคิดแบบสำเร็จรูป แต่มันสะท้อนภาพลักษณ์ของตัวละครหญิงชาวจีนที่มีความสัมพันธ์กับแนวคิดสนับสนุนลูกชาย รวมทั้งมีสำนึกหน้าที่ต่อบรรพบุรษในเรื่องสืบทอดทายาท ซึ่งถือว่าแม่สามีเป็นคนเห็นแก่ตัว มุ่งประโยชน์ส่วนตัวและครอบครัวเป็นหลัก
‘สัญญะ’ และการปลดปล่อย
ในเรื่องสั้น ‘อาเหม่ยจาง’
ทุกครั้งที่อาเหม่ยมีเรื่องราวไม่สบายใจ เธอจะเดินไปหลังบ้าน ที่นั่นมีแอ่งน้ำที่เหล่านกแวะเวียนบินมา ซึ่งจุดนี้ ผมเห็นคำว่า ‘แอ่งน้ำ’ กับ ‘นก’ จึงตีความว่าชีวิตของอาเหม่ยไม่ต่างจากน้ำ (หรือชีวิต) ที่ถูกขังในแอ่ง เช่นเดียวกับความทุกข์ที่แบกรับไว้ เมื่อเธอเห็นเหล่านกส่งเสียงร้อง กระโดด และโผบิน อันหมายถึงอิสรเสรี มันทำให้เธอสบายใจได้เพียงชั่วคราว เพราะ ‘น้ำ’ (หรือชีวิต) ยังอยู่ในแอ่งเหมือนเดิม เธอจึงทำได้แค่ ‘มอง’ นกที่บินมาและจากไปเท่านั้น
เมื่อต้องแต่งงานกับผู้ชายสองคน ความคับอกคับใจจากการร่วมหลับนอนสลับกันคนละคืนทำให้อาเหม่ยต้องหา ‘สถานที่’ ระบายทุกข์ใหม่ เมื่อได้ยินเสียงน้ำไหล เธอจึงเดินตามทางดินเล็กๆ และเห็นลำธาร ที่นั่นมีนก
ผมมองว่า ‘แอ่งน้ำ’ และ ‘ลำธาร’ แม้จะเห็นว่าชีวิตเธอเคลื่อนไหวแล้ว แต่ยามที่มีทุกข์หนักอก อาเหม่ยทำได้เพียงหาสถานที่หลบหลีก เมื่อแต่ละสถานที่มี ‘นก’ เป็นสัญญะ เธอทำได้แค่มอง การหนีของอาเหม่ยจาก ‘แอ่งน้ำ’ ที่บ้านเดิม มายัง ‘ลำธาร’ แห่งใหม่ด้วยวิธีแต่งงาน จึงเป็นชีวิตที่ย้ายแค่สถานที่กักขังเท่านั้น
นอกจากนี้อาหู่ (สามีคนน้อง) ย่องตามไปเห็นเธอมองดูนกบ่อยๆ จึงต่อกรงและจับนกตัวหนึ่งมาให้ เขาพยายามเอาใจเธอ
ผมเห็นว่า อาหู่เห็นอาเหม่ยเป็นสิ่งของและวัตถุปรารถนาทางเพศ จึงอยากกักขัง ‘นก’ หรือ ‘อิสรภาพ’ ของเธอไว้
ส่วนอาหนิว (สามีคนพี่) ใส่ใจเรื่องอาหารการกิน เมื่อรู้ว่าอาเหม่ยชอบปลา เขาจึงไปจับปลามาให้
ผมเห็นว่า อาหนิวเห็นอาเหม่ยเป็นของตาย (วัตถุทางเพศ) หรือเหยื่อเท่านั้น
ชีวิตของอาเหม่ยเมื่อถูกแทนที่ ‘สัญญะ’ ด้วยนก (มีปีก) ถูกกักขังในกรง กับปลา (มีครีบ) ถูกฆ่าทำอาหาร เสมือนเธอถูกริบและพรากอิสรภาพไปนั่นเอง เธอจะยอมจำนนทนได้หรือ?
แล้วเหตุการณ์ที่เป็นฟางเส้นสุดท้ายก็เกิดขึ้น เมื่อทั้งสองพี่น้องขอนอนด้วยกันแบบ 3 คนผัวเมีย ปกติอาเหม่ยไม่มีปากเสียง แถมยังร้องไห้ไม่เก่ง แต่คราวนี้เธอหลั่งน้ำตาเงียบๆ ก่อนจะลุกไปเก็บข้าวของออกเดินทาง ไม่ลืมหิ้วกรงนกออกไปด้วย เธอปลดปล่อยมันให้เป็นอิสระพร้อมกับรับแสงแรกของวัน
ดังนั้น ชีวิตของอาเหม่ยในเรื่องสั้นนี้จึงเป็นชีวิตที่เลือกได้ในตอนจบแบบปลายเปิด เธอเลือกที่จะจากกรงขังไป ปฏิเสธความไม่เท่าเทียมทางเพศที่คอยกดขี่ และระบบชายเป็นใหญ่แบบเห็นแก่ตัว แต่ทว่ากว่าเธอจะหลุดพ้นได้ อาเหม่ยต้องกล้าและท้าทายความเปลี่ยนแปลงของสังคมวัฒนธรรม ด้วยการเริ่มปรับเปลี่ยนที่ทัศนคติของตน
เมื่อคำพูดและการกระทำของอาผิงไม่สามารถฉุดรั้งความคิดของเธอได้ในตอนแรก อาเหม่ยจึงต้องพบและผ่านบททดสอบชีวิตเพื่อปลดปล่อยตัวเองด้วย (น้ำ) มือของเธอเอง
เอกสารอ้างอิง
ส.เทพรำเพย (นามแฝง). (2567). อาเหม่ยจาง. กรุงเทพฯ: กู๊ดเฮดฯ.
Xiaomei Chen และ ณัฐา ค้ำชู. (2567). “ภาพลักษณ์ตัวละครหญิงชาวจีนและความสัมพันธ์กับสังคมวัฒนธรรมจีนในพระราชนิพนธ์แปลจากวรรณกรรมจีนในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” เข้าถึงได้จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jomld/article/view/274036/185819.
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชีวิตที่เลือก (ไม่) ได้ ในเรื่องสั้น ‘อาเหม่ยจาง’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly