โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

คาซัคสถาน ดาวรุ่งเอเชียกลาง "ทางลัดใหม่" เชื่อมการค้าไทยสู่ยุโรป

Amarin TV

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ทำความรู้จักคาซัคสถาน ดาวรุ่งเอเชียกลาง ในฐานะ “ทางลัดใหม่” เชื่อมการค้าไทยสู่ยุโรป พร้อมขุมทรัพย์ตื่นตาที่ไทยน่าปักหมุด

ในโลกของการทูตและเศรษฐกิจนาทีนี้ ไม่มีประเทศไหนในภูมิภาคเอเชียกลางที่น่าจับตาไปกว่า "คาซัคสถาน" พี่ใหญ่ที่มีขนาดพื้นที่มหาศาลกว่าประเทศไทยถึง 5 เท่า และกำลังก้าวขึ้นมาเป็น "ดาวรุ่ง" ดวงใหม่ที่มีอิทธิพลต่อโครงสร้างการค้าโลก

ทำไมคาซัคสถานถึงกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่โลกมองข้ามไม่ได้? คำตอบไม่ได้มีแค่เรื่องทรัพยากรธรรมชาติอันล้นเหลือ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำมันในวันที่โลกพลังงานกำลังวิกฤตจากสงครามอิหร่าน ยิ่งไปกว่านั้น ยังโดดเด่นในฐานะ "ขุมทรัพย์แร่แห่งอนาคต" เนื่องจากมีแร่หายาก (Rare Earth) ที่โลกต้องการถึง 25 ชนิด จาก 34 ชนิดตามมาตรฐาน EU ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำคัญของอุตสาหกรรม High-tech และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ไทยกำลังมุ่งเป้าไป

แต่อีกหัวใจสำคัญที่ทำให้ประเทศเอเชียกลางแห่งนี้โดดเด่นขึ้นมา คือการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับโลก ผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “ระเบียงเศรษฐกิจสายกลาง” ทางลัดเชื่อมโยง "อาเซียน-จีน-ยุโรป" เข้าด้วยกัน โดยสามารถย่อระยะเวลาขนส่งทางรางจากเดิมได้เกือบครึ่งหนึ่ง คาซัคสถานไม่ใช่แค่ประเทศทางผ่าน แต่เป็น "เส้นเลือดใหญ่" เส้นใหม่ของการค้าโลก

นอกจากนี้ คาซัคสถานกำลังเร่ง 'Reset' ประเทศครั้งใหญ่ผ่านวิสัยทัศน์ New Kazakhstan ที่เพิ่งผ่านการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปสด ๆ ร้อน ๆ (15 มีนาคม 2026) เพื่อมุ่งสู่ความโปร่งใสและระบบรัฐที่รับฟังประชาชนผ่านดิจิทัลเต็มรูปแบบ ขณะที่ฝั่งไทย กระแสการท่องเที่ยวคาซัคสถานกำลังพุ่งแรงจนฉุดไม่อยู่จากการยกเว้นวีซ่าและรีวิวสุดปังของบรรดาอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง

Spotlight จึงได้รับโอกาสพิเศษเข้าสัมภาษณ์ นายมาร์กูลัน ไบมูคัน เอกอัครราชทูตคาซัคสถานประจำประเทศไทย เพื่อเจาะลึกลายแทงโอกาสตั้งแต่นวัตกรรมการเมือง ยุทธศาสตร์การค้าโลก ไปจนถึงเมนูลับอย่าง 'เนื้อม้า' ที่ดีต่อสุขภาพ… นี่คือ 'มิตรใหม่' ที่ไทยน่าทำความรู้จักให้ลึกซึ้งที่สุดในชั่วโมงนี้

นายมาร์กูลัน ไบมูคัน เอกอัครราชทูตคาซัคสถานประจำประเทศไทย

จาก Landlocked สู่ Land-linked: "ทางลัด" ใหม่เชื่อมไทยสู่ยุโรป

ในอดีต การเป็นประเทศ Landlocked อาจเป็นอุปสรรคทางการค้า แต่ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ คาซัคสถานซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาสามารถเป็น "Land-linked" หรือสะพานเชื่อมทวีปที่ทรงพลังที่สุดผ่านเส้นทาง Middle Corridor หรือชื่อเต็มคือ Trans-Caspian International Transport Route (TITR)

“ระเบียงเศรษฐกิจสายกลาง” ที่ว่านี้คืออะไรและดีอย่างไร? นี่คือเส้นทางขนส่งที่เชื่อมต่อเอเชียตะวันออก รวมถึงไทยและจีนไปยังยุโรป โดยไม่ผ่านรัสเซีย เส้นทางนี้จะเริ่มต้นจากจีน ข้ามทะเลแคสเปียนผ่านคาซัคสถาน ต่อไปยังอาเซอร์ไบจาน จอร์เจีย และเข้าสู่ยุโรปทางตุรกี ซึ่งถือเป็นเส้นทางที่ปลอดภัยและรวดเร็วที่สุดในสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน

นายมาร์กูลัน ไบมูคัน เอกอัครราชทูตคาซัคสถานประจำประเทศไทย กล่าวว่า “เราสามารถเชื่อมเส้นทางนี้กับไทยผ่านโครงการใหม่ ๆ อย่างเส้นทางรถไฟ ไทย-ลาว-จีน โดยเชื่อมโยงผ่านโครงการ One Belt One Road และ Middle Corridor ของเราต่อไปยังตลาดยุโรปและเส้นทางขากลับได้… เส้นทางเหล่านี้จะช่วยให้ประเทศไทยเข้าถึงตลาดยุโรปและเอเชียกลางได้อย่างครอบคลุม”

ปัจจุบัน คาซัคสถานไม่ได้เป็นเพียงประเทศทางผ่านธรรมดา แต่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศตัดผ่านถึง 13 เส้นทาง แบ่งเป็นเส้นทางรถไฟ 8 สาย และเส้นทางประเภทอื่นอีก 5 สาย พร้อมรองรับด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ครบครันทั้ง 'ท่าเรือบก' และท่าเรือขนส่งในทะเลแคสเปียน

แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของ 'ความเร็ว' ซึ่งท่านทูตย้ำว่าคาซัคสถานได้ลงทุนมหาศาลเพื่อย่อโลกให้เล็กลง โดยท่านทูตเผยว่า “ก่อนที่เราจะเริ่มดำเนินการอย่างจริงจัง ระยะเวลาการขนส่งผ่านระเบียงรถไฟในคาซัคสถานเคยใช้เวลาถึง 12 วัน แต่ปัจจุบันเราลดลงเหลือเพียง 6 วันเท่านั้น” การย่อระยะเวลาขนส่งลงได้ถึงครึ่งหนึ่งนี้ คือโอกาสทองที่ผู้ประกอบการไทยจะสามารถส่งสินค้าไปถึงตลาดยูเรเชียและยุโรปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

"นิวคาซัคสถาน" วิสัยทัศน์ปฏิรูปประเทศยกเครื่อง

ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวกราก คาซัคสถานไม่ได้ขยับตัวเพียงแค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่กำลังอยู่ในช่วงรีเซ็ตโครงสร้างภายในครั้งใหญ่ผ่านวิสัยทัศน์ "New Kazakhstan" ซึ่งไม่ใช่เพียงการปรับปรุงเล็กน้อย แต่คือการยกเครื่องระบบบริหารจัดการใหม่ให้โปร่งใสและเท่าทันโลกยุคดิจิทัล โดยมีหัวใจสำคัญคือการสร้างสมดุลอำนาจ

หนึ่งในสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดของการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ คือการตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเมืองหลวงกลับมาเป็น "อัสตานา" (Astana) อีกครั้ง หลังจากที่เคยถูกเปลี่ยนชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่อดีตประธานาธิบดีเพียงไม่กี่ปี การคืนชื่อเดิมนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของตัวอักษร แต่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่สื่อถึงการก้าวข้ามอดีตและมุ่งหน้าสู่ความทันสมัยที่ยึดโยงกับประชาชนเป็นหลัก

เอกอัครราชทูตมาร์กูลันกล่าวว่า สิ่งที่เราอยากทำนั้นตั้งอยู่บนหลักการง่าย ๆ คือ "ประธานาธิบดีที่เข้มแข็ง รัฐสภาที่มีอิทธิพล และรัฐบาลที่ตรวจสอบได้" นี่คือสามองค์ประกอบที่แสดงให้เห็นว่าระบบการเมืองใหม่ของคาซัคสถานเป็นอย่างไร คาซัคสถานได้ยกระดับระบบการเมืองใหม่ของเราโดยใช้แนวคิดสำคัญที่เรียกว่า "Hearing State" (รัฐที่รับฟัง) ความหมายก็คือ รัฐบาล การปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐสภา และพรรคการเมืองต่าง ๆ ต้องรับฟังอย่างตั้งใจต่อทุกความต้องการและคำร้องขอจากประชาชน

ท่านทูตเผยข้อมูลที่น่าทึ่งว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดที่เพิ่งผ่านประชามติไปเมื่อ 15 มีนาคม 2026 นี้ คณะกรรมาธิการได้รับข้อเสนอจากประชาชนผ่านระบบ e-Government และโซเชียลมีเดียถึงกว่า 10,000 รายการ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า "นิวคาซัคสถาน" กำลังถูกสร้างขึ้นด้วยเสียงของคนในประเทศจริงๆ

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว Reuters ได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับผล Exit Poll ที่ชี้ว่า ผู้มาใช้สิทธิถึง 87% เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยระบุว่า แม้การปฏิรูปนี้จะช่วยลดขั้นตอนราชการและรื้อฟื้นตำแหน่งรองประธานาธิบดี แต่ก็นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า อาจเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่เอื้อให้ประธานาธิบดี กาสซิม-โชมาร์ต โตกาเยฟ สามารถอยู่ในอำนาจได้เกินกว่าวาระเดิมในปี 2029 หรือเป็นการปูทางไปสู่การถ่ายโอนอำนาจในอนาคต

รู้จักเพื่อนใหม่ไทย: สกีรีสอร์ท-เนื้อม้า-การต้อนรับขับสู้

บทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่า คาซัคสถานไม่ใช่ประเทศที่ไกลเราอีกต่อไป คือความสัมพันธ์ระดับประชาชนที่พุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ท่านทูตมาร์กูลันเปิดเผยตัวเลขในแต่ละปี มีชาวคาซัคสถานเดินทางมาไทยมากกว่า 200,000 คน ซึ่งถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะการเดินทางมาพักผ่อนที่ "ภูเก็ต" จนกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ ส่งผลให้ทางการคาซัคสถานตัดสินใจเปิดสถานกงสุลใหญ่แห่งใหม่ขึ้นที่ภูเก็ตเพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลนักท่องเที่ยวของตนได้อย่างทั่วถึง

ในทางกลับกัน คาซัคสถานก็กำลังกลายเป็นหมุดหมายใหม่ที่คนไทยถวิลหา ด้วยนโยบายฟรีวีซ่าและเที่ยวบินตรงเปิดใหม่ที่ใช้เวลาเดินทางเพียง 6 ชั่วโมง ด้วยขนาดพื้นที่อันกว้างใหญ่ติดอันดับ 9 ของโลก คาซัคสถานจึงเป็นดินแดนที่รวมเอา "ความสุดขั้ว" ของภูมิประเทศไว้ในที่เดียว ตั้งแต่เทือกเขาสูงตระหง่านที่มีหิมะปกคลุมตลอดปีในแถบ Almaty ซึ่งเป็นสวรรค์ของเหล่านักสกี ไปจนถึงแคนยอนหินสีแดงฉานที่ดูราวกับหลุดมาจากดาวอังคารอย่าง Charyn Canyon และสัมผัสความเวิ้งว้างอันทรงเสน่ห์ของทะเลทรายกว้างไกล

ความหลากหลายนี้ทำให้คาซัคสถานมีกิจกรรมที่ตอบโจทย์ทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นการเดินป่าข้ามทุ่งหญ้าสเตปป์ในหน้าร้อน หรือการเล่นสกีระดับโลกในหน้าหนาว กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดใจที่ทำให้คนไทยเริ่มปักหมุดประเทศนี้เป็น "Bucket List" แห่งใหม่ที่ต้องไปสัมผัสให้ได้สักครั้ง

ท่านทูตได้เล่าถึงเสน่ห์ที่รอให้คนไทยไปสัมผัสว่า "เรามีสกีรีสอร์ทระดับโลกที่เมืองอัลมาตี มีธรรมชาติที่หลากหลายตั้งแต่ภูเขาสูง 7,000 เมตร ไปจนถึงทะเลทราย… และที่สำคัญคือความรู้สึกที่ปลอดภัยและเป็นมิตร คนไทยและคนคาซัคมี DNA ที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือความมีน้ำใจ และการให้ความสำคัญกับครอบครัว"

และที่พลาดไม่ได้เมื่อไปถึงคาซัคสถาน คือการเปิดใจลอง "เนื้อม้า" เมนูประจำชาติที่เป็นมรดกจากบรรพบุรุษนักรบ โดยระบุว่า "คนไทยอาจจะยังไม่คุ้นเคย แต่เนื้อม้าคือซูเปอร์ฟู้ดของเรา เพราะม้าเป็นสัตว์ที่เลือกกินแต่น้ำสะอาดและหญ้าที่ดีที่สุด เนื้อม้าช่วยสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย และที่สำคัญคือมันย่อยง่ายมาก โดยใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง"

ความสัมพันธ์นี้ยังหยั่งรากลึกไปถึงระดับวิชาการ โดยล่าสุดมีการเปิด "ศูนย์เอเชียกลางศึกษา" ขึ้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นศูนย์กลางความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างสองภูมิภาค ซึ่งท่านทูตมองว่าเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้นักธุรกิจและคนรุ่นใหม่ของไทยมองเห็นโอกาสในดินแดนแห่งนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...