โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รัฐบาลจับ สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ กว่า 2.3 พันล้านบ. พบสินค้าอุปโภคบริโภคปลอมจากจีนมากขึ้น

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

รัฐบาล เผย ยอดจับกุม สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ 6 เดือนแรกปีงบ 69 มูลค่าความเสียหายกว่า 2.3 พันล้านบาท เดินหน้าปราบปรามจริงจังตั้งเป้าหลุดบัญชีเฝ้าระวัง-มาตรา 301 สหรัฐฯ ด้านศุลกากร เผย พบ สินค้าอุปโภคบริโภคปลอมจากจีนมากขึ้น แนะประชาชนตรวจสอบให้ดีก่อนซื้อ

27 เม.ย. 2569 - ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เดินหน้าปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิอย่างจริงจัง โดยกระทรวงการคลังกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้บูรณาการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งตลาดย่านการค้าและช่องทางออนไลน์ซึ่งการดำเนินงานในปึงบประมาณ 2569 รอบ 6เดือนแรก (ตุลาคม 2568 - มีนาคม 2569) มีผลการจับกุมดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งสิ้น 332 คดี ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2,300ล้านบาท

ทั้งนี้รัฐบาลพุ่งเป้าการจับกุมไปที่ย่านการค้า โกดังเก็บสินค้า ตลอดจนด่านศุลกากรข้ามแดน ส่งผลให้มูลค่าความเสียหาย ทางเศรษฐกิจจากการจับกุมใน 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 เพิ่มขึ้นถึง 78% เมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหายของทั้งปีงบประมาณ 2568 ซึ่งอยู่ที่ 1,300 ล้านบาท

“หัวใจสำคัญของการเข้มงวดในครั้งนี้ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก คือการคุ้มครองผู้บริโภค จากสินค้าปลอมประเภทของกินของใช้ที่มีผลต่อสุขภาพ การส่งเสริมผู้ประกอบการ ที่คิดค้นนวัตกรรมให้ได้รับความเป็นธรรม และ การวางรากฐานเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยเป็นแหล่งการลงทุนที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานสากล”

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันและปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงาน

“ผลการดำเนินงานด้านการจับกุม ปราบปราม และดำเนินคดีในช่วงที่ผ่านมา สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความจริงจังของไทยในการแก้ไขปัญหา เพื่อส่งสัญญาณต่อประชาคมโลกว่าไทยเร่งยกระดับมาตรการอย่างต่อเนื่อง หวังลดข้อกังวลจากนานาชาติ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ม. 301 ของสหรัฐฯ เพื่อที่เราจะได้ออกจากบัญชีประเทศที่ต้องเฝ้าระวังทางทรัยพ์สินทางปัญญาหรือ watch list”

ทั้งนี้ในวันที่ 3-6 พ.ค. 2569 มีกำหนดการเดินทางไปยังสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit ร่วมกับภาคเอกชนไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการแสวงหาคู่ค้าการลงทุนใหม่ ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และหารือด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ควบคู่กับการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อสหรัฐฯ ถึงความมุ่งมั่นของไทยในการดูแลและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

สำหรับการหารือครั้งนี้ ไทยจะใช้โอกาสดังกล่าวตอกย้ำความคืบหน้าการดำเนินการตามข้อกังวลใน ม. 301 หลังจากไทยได้ยื่นคำชี้แจงต่อสหรัฐฯ ไปแล้วเมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา ครอบคลุมทั้งประเด็นปัญหาผลผลิตส่วนเกิน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลเชื่อว่าการแสดงผลงานเชิงประจักษ์ด้านการปราบปรามสินค้าละเมิด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าอื่นๆ ได้มากขึ้น

นอกจากนี้การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงเรื่องการค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าคุณภาพต่ำ หรือ สินค้าปลอมที่อาจเป็นอันตรายต่อประชาชนด้วย พร้อมยืนยันว่า ไทยจะเดินหน้าปราบปรามอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ไม่มีการผ่อนปรน เพื่อยกระดับมาตรฐานประเทศในสายตานานาชาติ

“เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่เพียงประเด็นที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญ แต่เป็นมาตรฐานสำคัญของประเทศคู่ค้าทั่วโลก ไทยจึงต้องแสดงความตั้งใจอย่างชัดเจนว่าเราจริงจังและพร้อมยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง”

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า สถิติการจับกุมสินค้าละเมิดลิชสิทธิ์ที่เพิ่มขึ้นนั้นเกิดจากการเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายและการบูรณาการข้อมูลร่วมกับทุกภาคส่วน โดยสินค้าที่ถูกจับกุมได้มากเป็นลำดับต้นๆ ยังคงเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงในตลาด เช่น บุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติดซึ่งแม้จะมีการจับกุมอย่างต่อเนื่องแต่ก็ยังมีพยายามลักลอบนำเข้าเนื่องจากยังมีความต้องการ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลและพบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญคือกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคโดยพบการเลียนแบบสินค้าแบรนด์ยอดนิยม เช่น ผงชูรส ยาดม โอวัลติน และ เครื่องวัดความดันรวมถึงสินค้าที่ไม่มีเครื่องหมาย มอก. และ อย. ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

“สินค้าอุปโภคบริโภคที่ตรวจพบการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้ส่วนใหญ่มีต้นทางมาจากประเทศจีน โดยสินค้าเหล่านี้มักทำเลียนแบบได้แนบเนียนขึ้นตั้งแต่ตัวผลิตภัณฑ์ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ แม้สินค้าบางประเภทอาจจะไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตโดยตรงแต่ส่วนใหญ่มักเป็นสินค้าที่ไม่มีคุณภาพและไม่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งส่งผลเสียต่อผู้บริโภคในระยะยาว”

นายพันธ์ทอง เปิดเผยต่อว่า เพื่อรับมือกับการขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์บนช่องทางออนไลน์ กรมศุลกากรได้ปรับวิธีทำงานโดยใช้ระบบ Data Risk Management เพื่อขยายผลการจับกุมจากหน้าด่านไปยังโกดังเก็บสินค้า นอกจากนี้ยังได้มีการเรียกผู้แทนจาแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์และบริษัทขนส่งมาหารืออย่างต่อเนื่อง เพื่อขอความร่วมมือในการนำสินค้าที่ตรวจสอบพบว่าผิดกฎหมายออกจากแพลตฟอร์มทันที

ทั้งนี้ กรมศุลกากรได้ฝากความห่วงใยถึงพี่น้องประชาชนในการเลือกซื้อสินค้า โดยเฉพาะบนช่องทางออนไลน์ โดย

  • ก่อนตัดสินใจซื้อควรตรวจสอบว่าสินค้ามีเครื่องหมาย มอก. หรือ อย. หรือไม่
  • หากสินค้ามีราคาถูกเกินจริงอย่างมีนัยสำคัญ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินค้าปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน
  • ใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจสอบ โดยปัจจุบันหน่วยงานอย่าง อย. มีระบบสแกน QR Code หรือบาร์โค้ดเพื่อตรวจสอบการได้รับอนุญาต

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...