"สมชัย" ไม่หวั่น กกต.เชิญ "ไชยันต์" เป็นพยานคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
"สมชัย" พร้อม 2 ผู้เชี่ยวชาญไอที ยื่นหลักฐาน "ข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล" ก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง อ้างเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่ความลับ - ไม่หวั่น กกต.เชิญ "ไชยันต์" มาเป็นพยานในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ชี้ กรณี "อังกฤษ" ต่างกับ "ไทย" เพราะ ให้ศาลเป็นผู้เก็บหลักฐานการเลือกตั้งเอง ลั่นพร้อมเป็นพยานสู้คดีให้กับฝ่ายประชาชน
วันที่ 9 เม.ย. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วย นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และ นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธุ์ CEO ของDomecloudผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain ร่วมกันแถลงว่า วันนี้ ได้เดินทางมายื่นหลักฐานใหม่เพิ่มเติมในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเป็นหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อประกอบการพิจารณาคดี และแจ้งให้ กกต.ตรวจสอบว่า มีข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล ที่อาจจะทำให้ผลการเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ.2569 ไม่เป็นความลับ ตามรัฐธรรมนูญ
นายสมชัย กล่าวว่า วันนี้ ที่มายื่นเรื่องถึง กกต. เพราะ ตกใจกับกรณีข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53ล้านคน ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการตรวจสอบข้อมูลบนบัตรเลือกตั้งว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงรายใดเลือกใคร ที่ผ่านมา กกต.ชี้แจงมาตลอดว่า ข้อมูลทั้งสามอย่าง ได้แก่ บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แยกกันอยู่คนละที่ แยกเก็บไว้อย่างดียิ่ง ไม่มีทางรั่วไหลออกมาได้ แต่วันนี้ เวลานี้ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53ล้านรายชื่อ ที่อยู่ในความดูแลของกรมการปกครอง มีการรั่วไหลออกไป ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ไม่เป็นความลับ
ด้าน ธนารัตน์ กล่าวว่า กรณีข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล เกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ.2569 เพียงแต่ตอนนั้น เรายังไม่มีหลักฐานยืนยันการโจมตีระบบ จนะกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เราตรวจสอบพบการเจาะระบบกรมการปกครองนำข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 52.9ล้านรายชื่อนำมาขายพร้อมโค้ดเจาะระบบทะเบียนผู้สิทธิเลือกตั้ง ในตลาดมืด ในราคา 200บาท เราได้หลักฐานอย่างแน่นหนา จึงได้นำมายื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเป็นหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อประกอบการพิจารณาคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
"ข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ปกติ คนทั่วไปเข้าถึงไม่ได้ แต่วันนี้ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้แล้ว และมีคนเอาไปขายในตลาดมืดมานานแล้ว โดยรั่วไหลมาจากระบบการตรวจสอบผู้มีสิทธิเลือกตั้งของกรมการปกครอง เป็นเวลานานกว่า 3สัปดาห์ ก่อนที่กรมการปกครองจะทำการแก้ไขเมื่อวันที่ 14ก.พ.2569 " นายธนารัตน์ ระบุ
นายธรรม์ธีร์ กล่าวยืนยันว่า จากหารตรวจสอบ พบว่า ข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่รั่วไหลดังกล่าว ได้ถูกนำไปใช้ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง จนกระทั่งจบการเลือกตั้ง 2569 เมื่อมานำมารวมกับข้อมูลคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่สื่อมวลชนจำนวนมากถ่ายเก็บไว้ นอกจากนี้ ยังพบว่า มีการรั่วไหลของกระดาษจดลำดับเลขผู้สิทธิเลือกตั้งตามทะเบียนราษฎร์ ที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งจดให้กับผู้มาแสดงตนใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้สะดวกในการรับบัตรเลิอกตั้ง ซึ่งกระดาษใบนี้ เปรียบเหมือนต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และถ้ามีใครนำตัวเลขบนกระดาษใบนี้มาจับคู่กับคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่รั่วไหลมาขายในตลาดมืด ก็จะทำให้รู้ได้ทันทีว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนดังกล่าวลงคะแนนเลือกใคร
"ตามระเบียบ กกต. พบว่า กระดาษจดลำดับเลข และเหล็กเสียบ ดังกล่าวจัดอยู่ในหมวดวัสดุอื่นๆ ทั่วไป เหมือนพวกปากกา สก็อตเทป เป็นของธรรมดาที่ทุกคนมองข้าม ซึ่งไม่มีการจัดเก็บเป็นดี ดังนั้นหาก ใครมีนำกระดาษจดลำดับเลขนี้ออกมา จึงเกิดคำถามในหัวดังดังว่า ถ้ามีมิจฉาชีพเก็บมาใช้ประโยชน์ ก็จะเกิดความเสียหายกับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53ล้านคน จึงนำเรื่องนี้มาแจ้งให้ กกต. กลับไปตรวจสอบกระดาษจดลำดับเลข และเหล็กเสียบ ที่กล่าวมา อยู่ที่ไหนแล้ว อยู่ครบหรือไม่ ก่อนที่เลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป" นายธรรม์ธีร์ กล่าว
กรณี กกต.เชิญ นายไชยันต์ ไชยพร อาจารย์พิเศษภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมาเป็นพยานในคดีบัตรเลือกตั้ง นั้น ว่า เท่าที่ทราบ คิดว่า กกต.คงเห็นที่นายไชยันต์โพสต์ความเห็นในเฟซบุ๊คส่วนตัว ว่า ระบบการเลือกตั้งและขั้นตอนการเลือกตั้งของอังกฤษเป็นอย่างไร และ กกต.คิดว่าความเห็นดังกล่าวเป็นประโยชน์ จึงได้นำนายไชยันต์มาเป็นหนึ่งในพยาน ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ของกกต.ที่จะให้ใครก็ตามที่เห็นว่าเหมาะสม แต้ในแง่ขอกฎหมาย การคุ้มครองของแต่ละประเทศแตกต่างกัน ทั้งที่ อังกฤษ และสิงคโปร์ ที่มีการเก็บบัตรเลือกตั้งไว้ที่ศาล และจัดเก็บเป็นเวลาเพียงแค่ 6เดือน หลังจากนั้นก็จะทำลายทิ้งทั้งหมด ต่างจากประเทศไทยที่หลักฐานต่างๆ จะมีการแยกจัดเก็บในแต่ละที่ มีโอกาสที่ข้อมูลจะรั่วไหลมากกว่า ดังนั้นต้องไปดูในรายละเอียดว่า กรณีอังกฤษกับไทย มีจุดเหมือนและจุดแตกต่างอย่างไรบ้าง หวังว่า ในการสืบพยาน ศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดโอกาสให้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ถ้าฝ่าย กกต.มีอาจารย์ไชยันต์ เป็นพยาน ฝ่ายประชาชนผู้ร้องอาจต้องมีอาจารย์สมชัยเป็นพยานเช่นกัน