โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โจมตีหนัก แต่ระบอบเดิมไม่ล้ม! ความคาดหวังที่ไม่เป็นจริงในอิหร่าน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

โจมตีหนัก แต่ระบอบเดิมไม่ล้ม!

ความคาดหวังที่ไม่เป็นจริงในอิหร่าน

“พวกเราเห็นพ้องด้วยกันไม่ใช่หรือ ที่จะไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัวจนกลายเป็นสงครามภูมิภาคขนาดใหญ่? [เพราะ] สิ่งนี้จะกลายเป็นหายนะ”

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน

คำกล่าวในการประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน

11 ตุลาคม 2024

บทความขอเริ่มต้นด้วยการนำเอาการประเมินสถานการณ์ของประธานาธิบดีไบเดน ในวันที่ 4 หลังจากที่กลุ่มฮามาสเปิดการโจมตีอิสราเอล (การโจมตีเกิดในวันที่ 7 ตุลาคม 2023) มาเปิดประเด็น เพื่อแสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังของผู้นำสหรัฐอเมริกาที่ไม่ต้องการให้ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ขยายตัวจนกลายเป็น “สงครามขนาดใหญ่” ซึ่งภาวะเช่นนั้น อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้

แต่สำหรับท่าทีในการดำเนินนโยบายต่อปัญหาความขัดแย้งของผู้นำสหรัฐชุดปัจจุบัน ดูจะแตกต่างออกไปอย่างมาก ขณะที่ทำเนียบขาวในยุคไบเดนไม่ต้องการให้เกิด “สงครามภูมิภาคขนาดใหญ่” (ไบเดนใช้คำว่า เขาไม่ต้องการ “a broader regional war”) แต่ทำเนียบขาวในยุคของทรัมป์ ดูจะไม่สนใจการขยายตัวของสงครามในลักษณะเช่นนี้ ดังจะเห็นได้จากการโจมตีทางอากาศอย่างหนักทั้งของสหรัฐและอิสราเอล โดยไม่สนใจว่า อิหร่านจะตอบโต้กลับในรูปแบบใด และจะนำไปสู่สภาวะเช่นใด

เดินหน้าโจมตีต่อเนื่อง

นับจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เป็นต้นมา สงครามอิหร่านก็ยังคงเดินหน้าไม่หยุด … สหรัฐและอิสราเอลทำสงครามกับอิหร่านอย่างต่อเนื่อง จนคาดเดาได้ยากว่า สงครามอิหร่านจะจบลงในรูปแบบใด และจบลงเมื่อใด การสู้รบในแต่ละช่วงเวลาทำให้สถานการณ์สงครามอิหร่านเดินมาถึงจุดที่น่ากังวล เพราะได้สร้างผลกระทบให้เกิดในวงกว้าง และดูเหมือนความกังวล หรือจะเรียกในอีกด้านว่า “ความระมัดระวัง” ในการดำเนินการสงครามของทำเนียบขาวในยุคของทรัมป์นั้น อาจจะไม่สนใจและให้ความสำคัญกับประเด็นเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการโจมตีทางอากาศอย่างหนักของสหรัฐและอิสราเอลต่อเป้าหมายในอิหร่าน แต่ระบอบการปกครองแบบจารีตนิยมที่เป็นการปกครองแบบ “ศาสนนิยม” กลับยังสามารถทนทานอยู่ได้ และทั้งยังสามารถเลือกผู้นำใหม่แทนผู้นำเดิมที่เสียชีวิตได้อีกด้วย แม้จะมี “สัญญาณขู่” จากทางผู้นำสหรัฐก็ตาม แต่อิหร่านก็สามารถเลือกได้สำเร็จ หรือก่อนหน้าที่ “สภาผู้เชี่ยวชาญ” ที่เป็นแกนนำทั้งทางการเมืองและศาสนาจะเลือกผู้นำใหม่นั้น ทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐอยากขอมีส่วนในการเลือกด้วย แต่เอาเข้าจริงแล้ว ดูจะไม่มีใครสนใจท่าทีของทรัมป์ในประเด็นเช่นนี้มากนัก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นของสงครามนั้น ทั้งประธานาธิบดีทรัมป์และนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู ดูจะมีความหวังอย่างมากว่า การโจมตีทางอากาศขนาดหนักจะทำให้ระบอบการปกครองเดิมต้องสิ้นอำนาจลง แต่ระบอบนี้จนถึงปัจจุบันก็ไม่ได้ล้มลง และยังคงเดินหน้าต่อไป ดังที่อาจจะต้องถือเป็นข้อสรุปทั้งในทางการเมืองและในทางยุทธการว่า การโจมตีทางอากาศแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ปัจจัยหลักของการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศเป้าหมาย

ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว สงครามอิหร่านจะหน้าต่อไปอย่างไร … หรือว่าในอีกด้านหนึ่ง สหรัฐไม่สรุปบทเรียนในช่วงที่ผ่านมาว่า การเปลี่ยนระบอบที่เกิดขึ้นจากการใช้กำลังทหารอเมริกันในหลายพื้นที่ของโลกนั้น จุดชี้ขาดคือ การนำเอากำลังทหารราบเข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย จึงจะสามารถล้มรัฐบาลดังกล่าวได้

การเปลี่ยนระบอบ

หากย้อนกลับไปดูแนวคิดของนโยบายต่างประเทศอเมริกัน เราอาจจะพบว่า ผู้นำสหรัฐมีความเชื่ออย่างมากว่า สหรัฐสามารถเข้าไปจัดระเบียบของประเทศในตะวันออกกลางได้ และหวังว่า ความสำเร็จเช่นนี้จะทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางมีความสงบมากขึ้น และการเข้าไปจัดระเบียบเช่นนี้ มีนัยถึงการเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองการปกครองของประเทศเป้าหมายด้วย หรือที่เรียกโดยรวมว่า “การเปลี่ยนระบอบ” (Regime Change) ซึ่งโดยความหมายทางรัฐศาสตร์ก็คือ การใช้กำลังทหารเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศที่รัฐมหาอำนาจไม่พอใจในเชิงทิศทางนโยบาย

แต่ในความเป็นจริงดูเหมือนว่า ผู้นำอเมริกันจะมองไม่เห็นปัญหาและความซับซ้อนของสังคมในภูมิภาค เพราะแม้สหรัฐจะสามารถเปลี่ยนระบอบได้จริง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองอย่างที่คาดหวัง เพราะสิ่งที่ตามมามักเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดคือ ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง หรือการต่อสู้ทางการเมืองด้วยความรุนแรงในสังคม จนกลายเป็นวิกฤตการณ์การเมืองภายใน หรือการใช้กำลังเปลี่ยนแปลงเช่นนี้กลับกลายเป็น จุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองในประเทศนั้นเสียเอง และทั้งยังส่งผลให้สหรัฐต้องเข้าไปแบกรับภาระความไร้เสถียรภาพดังกล่าวด้วย

กระนั้น ผู้นำอเมริกันก็มัก “ติดกับดัก” ความเชื่อว่าด้วยอำนาจทั้งทางการเมือง-การทหารนั้น รัฐบาลสหรัฐสามารถเข้าไปเปลี่ยนระบอบของรัฐในตะวันออกกลางได้ ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นใน 6 กรณี ได้แก่ อิหร่าน อิรัก อัฟกานิสถาน อียิปต์ ลิเบีย และซีเรีย เป็นต้น

ถ้าทั้ง 6 ประเทศดังกล่าวเป็นตัวแทนของการดำเนินการทั้งทางการเมือง-การทหารของสหรัฐใน 2 ส่วนหลักคือ 1) เปลี่ยนตัวผู้นำ และ 2) ปรับเปลี่ยนตัวระบบการเมืองของประเทศ ซึ่งในทั้ง 6 กรณีเช่นนี้เห็นได้ชัดว่า สหรัฐไม่ประสบความสำเร็จในทางการเมืองแต่อย่างใด แม้ประสบความสำเร็จ ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนตัวผู้นำและระบอบการปกครองเดิมเท่านั้น และหลังจากนั้น กลับประสบความล้มเหลวในการควบคุมสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

ปัญหาดูจะใหญ่กว่าที่ทางสหรัฐคิด โดยเฉพาะผู้นำอเมริกันมักจะประมาณการต่ำต่อความท้าทายที่รออยู่หลังจากระบอบเดิมล้มลง และอาจกลายเป็นสถานการณ์ความรุนแรงที่สหรัฐไม่สามารถควบคุมได้จริง โดยเฉพาะในกรณีที่การเปลี่ยนระบอบกลับพลิกผันเป็นสงครามกลางเมือง เช่นในกรณีของลิเบีย และซีเรีย เป็นต้น

บทเรียนเก่า

ตัวอย่างในอดีตของการเมืองในตะวันออกกลางที่สหรัฐเข้าไปเปลี่ยนระบอบ ไม่มีอะไรชัดเจนเท่ากับการรัฐประหารรัฐบาลของฝ่ายชาตินิยมอิหร่านในปี 1953 ซึ่งเป็นที่รับรู้กันดีว่า การเปลี่ยนระบอบครั้งนี้ดำเนินการโดยหน่วยข่าวกรองอเมริกันคือ ซีไอเอ และจัดตั้งรัฐบาลนิยมกษัตริย์ขึ้นแทน โดยหวังว่า รัฐบาลของพระเจ้าชาห์จะดำเนินนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ และคอยกันอิทธิพลของสหภาพโซเวียตออกไปจากอิหร่าน พร้อมกับดำเนินนโยบายแบบนิยมตะวันตก

แต่รัฐบาลนิยมกษัตริย์ที่ขึ้นมาแทน กลับดำเนินนโยบายปราบปรามทางการเมืองอย่างรุนแรง อันนำไปสู่การต่อต้านอย่างกว้างขวางในสังคม จนในที่สุดนำไปสู่การเปลี่ยนระบอบด้วยพลังมวลชนบนถนนคือ “การปฏิวัติอิหร่าน” ในปี 1979 หรือผลที่ตามมาในอีกมุมหนึ่งคือ การพ่ายแพ้ของสหรัฐในอิหร่าน

การเปลี่ยนระบอบในการเมืองอิหร่านทั้ง 2 กรณีเป็นรูปธรรมที่เป็นคำตอบให้แก่ผู้นำสหรัฐว่า การเปลี่ยนเกิดจาก “การรัฐประหาร” หรืออาจเกิดจาก “มวลชนบนถนน” ซึ่งในสงครามปัจจุบันนั้น ไม่มีปัจจัยภายในทั้ง 2 ประการนี้ จึงอาจอนุมานได้ในสถานการณ์ปัจจุบันว่า ระบอบศาสนนิยมในเตหะรานอาจจะดำรงอยู่ต่อไปได้

นอกจากนี้ ตัวอย่างจากกรณีในการเมืองโลกยุคปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของสหรัฐโดยตรงคือ การเปลี่ยนระบอบในอัฟกานิสถานในปี 2001 และในอิรักในปี 2003 หรือในเวเนซุเอลาในปี 2026 เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงการใช้กำลังทางบกของสหรัฐในการเข้าไปล้มรัฐบาลเดิมคือ เข้าไปมีบทบาทอย่างเปิดเผยโดยตรง แต่ผลที่ตามมาใน 2 กรณีแรกคือ สหรัฐต้องเข้าไปทำสงครามหลังจากการเปลี่ยนระบอบดังกล่าว หรือกลายเป็นการ “ติดกับดัก” สงครามที่สหรัฐต้องเข้าไปแบกรับ

ดังนั้น ถ้าจะเปลี่ยนระบอบในอิหร่านได้จริง จะต้องอาศัยเงื่อนไข 3 ประการดังที่กล่าวแล้ว แต่ก็ไม่ปรากฏให้เห็น ดังที่เป็นในข่าวในเวทีสาธารณะ

เมื่อระบอบเดิมไม่เปลี่ยน

แต่เมื่อเงื่อนไขทั้ง 3 ประการยังไม่ปรากฏ โอกาสที่จะเปลี่ยนระบอบในอิหร่านจึงไม่เป็นจริงแต่อย่างใด ดังนั้น การดำรงอยู่ของระบอบเช่นนี้ จึงมีนัยโดยตรงกับทั้งสงครามและการเมืองอิหร่าน และแม้สหรัฐ/อิสราเอลทิ้งระเบิดหนักขึ้น ก็อาจจะล้มระบอบของอิหร่านไม่ได้จริง ซึ่งเราอาจต้องสรุปว่า สงครามทางอากาศไม่ใช่ปัจจัยของการเปลี่ยนระบอบ แต่ต้องการทหารราบบนพื้น

เราอาจประมาณการได้ว่า การดำรงอยู่ของระบอบศาสนนิยมในอิหร่าน จะยังคงเดินหน้าในการต่อสู้กับสหรัฐและอิสราเอลต่อไป ซึ่งก็เท่ากับเป็นคำตอบในตัวเองว่า สงครามจะยังคงดำเนินต่อไปเช่นกัน และทั้งผู้นำอิหร่านจะยังคงใช้น้ำมันเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ ซึ่งก็เป็นสัญญาณว่า วิกฤตการณ์พลังงานของโลกจะยังไม่จบลงง่ายๆ และตามมาด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ และความขาดแคลนพลังงานในหลายประเทศอย่างแน่นอน (รวมทั้งความขาดแคลนน้ำมันในกรณีของไทยดังเช่นในปัจจุบันด้วย)

สำหรับในทางการเมืองนั้น เมื่อระบอบถูกโจมตีอย่างหนักในทางทหาร แต่สามารถอยู่รอดได้ ระบอบนั้น จะมีลักษณะ “เอียงขวา” หรือมีทิศทางไปในทาง “ขวาจัด” มากยิ่งขึ้น ในแบบพวก “Hardliners” ซึ่งจะยิ่งมีแนวโน้มในการใช้กำลังปราบปรามเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในสังคมมากขึ้นด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณว่า โอกาสที่จะเห็น “การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย” ในอิหร่านจากสงครามในครั้งนี้ ก็อาจไม่เป็นจริง อีกทั้ง ระบอบเดิมก็มีมวลชนสายจารีตนิยมให้ความสนับสนุนอย่างเข้มแข็งด้วย

คำเตือนจากสงคราม

สงครามอิหร่านและวิกฤตการณ์พลังงานโลกอาจจะยาวกว่าที่เราคิด และอาจจะหนักหน่วงกว่าที่เราคิดด้วย อีกทั้งเป็นสัญญาณว่า

ใครที่เป็นผู้นำรัฐบาลกำลังเจอ “มหาวิกฤต” ครั้งใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่เป็น “ห้องสอบ” ของรัฐบาลโดยมีประชาชนเป็นผู้ให้คะแนน …

จะสอบผ่าน หรือสอบตก ก็ได้เห็นกันในคราวนี้แหละ!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โจมตีหนัก แต่ระบอบเดิมไม่ล้ม! ความคาดหวังที่ไม่เป็นจริงในอิหร่าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...