โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'วิกฤตซ้อนวิกฤต' หวั่นซ้ำรอยต้มยำกุ้ง รัฐบาลแก้เกม 'ลดอุดหนุน' ราคาน้ำมัน กวาดเงินทุกกระเป๋า ดูแลกลุ่มเปราะบาง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

บทความพิเศษ | ศัลยาประชาชาติ

สงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และการปิดช่องแคบฮอร์มุซก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ของโลก

โดยล่าสุดราคาอ้างอิงน้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดโลกทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปแล้ว

ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มของไทยก็สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 40.74 บาทต่อลิตร

“วิกฤตพลังงาน” ที่เกิดขึ้น สำหรับประเทศไทย แรงกระแทกถือว่ารุนแรงเป็นพิเศษ เพราะประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานต่อจีดีพีถึง 7% เรียกว่าสูงสุดในโลก

ขณะที่การดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลในช่วงแรก ดูเหมือนจะเดินเกมผิดพลาด จนทำให้เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนทั่วประเทศ

ภาพเข้าคิวรอเติมน้ำมัน ปรากฏการณ์ที่สะท้อนปัญหาวิกฤตพลังงานอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกก็ยังปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การตรึงราคาน้ำมันโดยให้กองทุนน้ำมันฯ เข้ามาอุดหนุนก็ทำให้กองทุนน้ำมันติดลบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

กระทั่งรัฐบาลตัดสินใจที่จะลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีการประชุมนัดพิเศษเมื่อค่ำวันที่ 25 มีนาคม 2569 และมีมติลดชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและเบนซิน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม

แม้ว่าเป็นนโยบายที่หลายฝ่ายมองว่า การยอมรับความจริง ไม่บิดเบือนกลไกตลาดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

แต่แน่นอนว่า เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงการประกาศขึ้นราคากลางดึก รวมถึงระบุว่า มีไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมันได้ผลประโยชน์จากการปรับขึ้นราคาครั้งนี้

และสำหรับประชาชนตาดำๆ นั่นคือต้นทุนค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะไม่ใช่แค่ราคาน้ำมัน แต่หมายถึงสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ก็สะท้อนถึงปัญหาต้นทุนและเตรียมปรับขึ้นราคาสินค้า

นี่คือภาพชัดเจนของ สถานการณ์ “วิกฤตพลังงาน” กำลังถาโถมใส่รัฐบาล

โดยเฉพาะปัญหาความเชื่อมั่นจากที่นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้มีคำสั่งให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)

เพราะเกิดคำถามมากมายถึง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” จากที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ผู้ค้าปลีกน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ

ทำให้เกิดภาพความไม่เชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายแก้วิกฤตพลังงาน และมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลตัดสินใจแก้เกมด้วยการเปิดตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 28 มีนาคม 2569 แถลงข่าว “1 เดือน วิกฤตโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” เพื่อทำความเข้าใจถึงสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้นกับแนวทางการรับมือของรัฐบาล

นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์

นายอนุทินกล่าวคำขอโทษประชาชน พร้อมยอมรับว่า ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด โดยนายกรัฐมนตรีระบุว่า วันนี้ครบ 1 เดือน สถานการณ์ความขัดแย้งยังไม่มีสัญญาณการเจรจาที่ชัดเจน ทำให้ทั่วโลกต้องปรับตัวเพื่อยืนระยะกับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อยาวนาน ขอให้พี่น้องประชาชนปรับวิธีการใช้ชีวิต รับมือสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนาน

“ผมต้องขออภัย ต้องขอโทษพี่น้องประชาชนต่อความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นจากการบริหารราคาน้ำมัน เราตัดสินใจใน 15 วันแรก ที่จะพยุงราคาน้ำมัน ไม่ให้เกิดความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน ตอนแรกที่เกิดเหตุการณ์คิดว่าเป็นการสู้รบที่ไม่ยาวนาน แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป ไม่จบเร็ว รัฐบาลก็จะต้องดำเนินการปรับตัว และปรับมาตรการให้เหมาะสม เน้นประคับประคองลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง กลุ่มที่มีรายได้น้อย กลุ่มเกษตรกร เพื่อที่จะทำให้การดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ดีที่สุดเท่าที่รัฐบาลจะทำได้”

ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า วิกฤตในตะวันออกกลางครั้งนี้ ถือเป็นวิกฤตพลังงานทั้งโลก เป็นวิกฤตที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนและไม่สามารถรู้ได้ว่าจะจบแบบไหน สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำคือ ชะลอและลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด

สำหรับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ซึ่งสงครามตะวันออกกลางกระทบกับพลังงานทั่วโลก ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปัจจัยการผลิตอีกหลายชนิด ซึ่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดกั้น นำมาสู่ผลกระทบคนทั้งโลกคือ “ราคาพลังงาน”

นายเอกนิติฉายภาพ สิ่งแรกที่ทำคือ ใช้เครื่องมือทุกอย่างที่รัฐบาลมี คือกองทุนน้ำมันเข้าไปดูแลรักษาเสถียรภาพ และชะลอผลกระทบกับประชาชนอย่างเต็มที่ 15 วันแรก แต่ 1 เดือนผ่านไป เป็นที่ชัดเจนสงครามไม่ได้จบเร็ว วิกฤตพลังงานไม่ได้จบเร็ว ทุกประเทศได้รับผลกระทบ

“ประเทศส่วนใหญ่บริหารจัดการโดยไม่ฝืนสภาพความเป็นจริง ปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวตามตลาด แต่ประเทศไทยเลือกไม่ปล่อยตามกลไกตลาดทั้งหมด ใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพเท่าที่ทำได้ โดยให้กองทุนน้ำมันขาดทุนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อดูแลไม่ให้ราคาน้ำมันกระทบประชาชนรุนแรง จึงอุดหนุนอย่างเต็มที่ในช่วงแรก และค่อยๆ ลดการอุดหนุน”

รองนายกฯ เอกนิติย้ำว่า รัฐบาลต้องลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน เพราะถ้าไม่ลดการอุดหนุน กองทุนน้ำมันฯ จะขาดทุนโดยไม่จำกัด สามารถทำให้เกิดวิกฤตอีกลูกหนึ่งได้ คือ “วิกฤตเศรษฐกิจ”

บทเรียนจากปี 2540 หากรัฐบาลฝืนกลไกตลาดและอุดหนุนโดยไม่มีขีดจำกัด อาจทำให้กองทุนน้ำมันฯ ขาดทุนมหาศาล และนำไปสู่ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” เหมือนในสมัยวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่มีการแทรกแซงค่าเงินบาทจนสูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบทั้งหมด ทำให้ต้อง “ลอยตัวค่าเงินบาท” และเกิดวิกฤตผลกระทบวงกว้าง ประชาชนเดือดร้อนหนักขึ้น

“เราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ “ รองนายกฯ เอกนิติย้ำและว่า

รัฐบาลต้องตัดสินใจบริหารจัดการบนเครื่องมือและการเงินที่มีอยู่จำกัด เพื่อไม่ให้เกิด “วิกฤตซ้อนวิกฤต”

โดยตัดสินใจ “ลดอุดหนุน” ราคาน้ำมัน แต่ยังคงมีการอุดหนุนน้ำมันดีเซลอยู่ ต่างกับประเทศอื่นในอาเซียนที่ปล่อยลอยตัวไปแล้ว ทำให้ราคาน้ำมันในไทยยังต่ำกว่าประเทศในอาเซียน ในชีวิตผมไม่เคยเห็นน้ำมันไทยราคาต่ำกว่ามาเลเซีย แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก เพราะเราใช้กองทุนน้ำมันฯ มาอุดหนุนไม่ให้กระทบประชาชนมาก แต่ทุกคนต้องปรับตัว

นายเอกนิติอธิบายว่า เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนของหลายๆ ส่วน กระทรวงพาณิชย์จึงเข้ามาดูแลไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่กระทรวงคมนาคม นำงบประมาณและเงินจากกองทุนต่างๆ เช่น กองทุนเลขสวย (ประมูลทะเบียนรถ) มาใช้เพื่อช่วยพยุงต้นทุนค่าขนส่งไม่ให้กระทบประชาชนเกินไป

“เราพยายามทำ ไม่ใช่ไม่ให้กระทบเลย แต่ให้ชะลอผลกระทบ เพราะคนที่ได้รับผลกระทบในภาวะวิกฤต รับแรงกระแทกได้ไม่เท่ากัน”

ขณะที่รัฐบาลมีงบประมาณจำกัด เงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ใช่เงินของรัฐบาล แต่คือเงินภาษีประชาชาชน จึงต้องใช้ให้คุ้มค่าสำหรับการดูแลประชาชน จึงเลือกตัดสินใจใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด ดูแลกลุ่มเปราะบาง คือกลุ่มคนที่รายได้น้อย โดยใช้กลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในการดูแล

รองนายกฯ เอกนิติย้ำว่า รัฐบาลมีงบประมาณจำกัด วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตโลก ทั้งภาครัฐ-เอกชน และประชาชนต้องร่วมมือกัน เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

“วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่รองนายกฯ เอกนิติเน้นย้ำและกังวล ด้วยเพราะงบประมาณที่จำกัด และพื้นที่การคลังของประเทศลดน้อยลง การจะออก พ.ร.ก.เงินกู้มาชดเชยกองทุนน้ำมันฯ หรือดำเนินมาตรการต่างๆ ก็ค่อนข้างมีความเสี่ยงต่อสถานะการคลังของประเทศ

เพราะปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะต่อจีพีดีอยู่ที่ 66% หากรัฐบาลฝืนใช้เงินมหาศาลอุดหนุนราคาน้ำมัน ก็จะทำให้หนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ของจีดีพี ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่ทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือเล็งปรับลดอันดับของไทยได้

และนี่อาจกลายเป็น “วิกฤตเศรษฐกิจ” ลูกใหม่ของประเทศไทย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ หวั่นซ้ำรอยต้มยำกุ้ง รัฐบาลแก้เกม ‘ลดอุดหนุน’ ราคาน้ำมัน กวาดเงินทุกกระเป๋า ดูแลกลุ่มเปราะบาง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...