โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ศึกน้ำมันแพง ส่องกล้อง 9 กลุ่มอุตสาหกรรมไทย ใครรอด ใครร่วง?

PostToday

อัพเดต 05 เม.ย. เวลา 02.04 น. • เผยแพร่ 05 เม.ย. เวลา 08.48 น.

ท่ามกลางแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น บล.เอเซีย พลัส ได้ประเมินผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยพบว่าแต่ละกลุ่มธุรกิจมีกลไกในการรับมือและระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตและวัสดุ (ต้นทุนทางอ้อม)

  • กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง: แม้ต้นทุนน้ำมันดีเซลโดยตรงในงานก่อสร้างทั่วไปจะต่ำกว่า 1% แต่งานเสาเข็มมีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันสูงถึง 6% นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบทางอ้อมจากราคาวัสดุหลัก เช่น ปูนซีเมนต์และเหล็ก (30-40% ของต้นทุนโครงการ) ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามค่าขนส่งและพลังงาน สำหรับโครงการภาครัฐจะมี “ค่า K” ช่วยชดเชย แต่งานภาคเอกชนต้องแบกรับต้นทุนเอง ทำให้บริษัทต่าง ๆ เริ่มกระจายความเสี่ยงด้วยการส่งงานต่อให้ผู้รับเหมาช่วง
  • กลุ่มวัสดุก่อสร้าง: ผลกระทบหลักอยู่ที่ต้นทุนการขนส่งวัตถุดิบและการกระจายสินค้า อย่างไรก็ตาม กระบวนการผลิตส่วนใหญ่ใช้ถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติซึ่งไม่ได้ผันแปรตามราคาน้ำมันโดยตรง และผู้ผลิตปูนซีเมนต์มักคิดค่าขนส่งแยกตามต้นทุนจริงหากเป็นการจัดส่งถึงมือลูกค้า
  • กลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย: ต้นทุนวัสดุที่เพิ่มขึ้น (25-30% ของต้นทุนโครงการ) ส่งผลต่อโครงการใหม่ที่จะต้องปรับราคาขายตาม ในขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมักใช้สัญญาแบบ Turnkey ซึ่งผู้รับเหมาจะเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเอง

กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กระทบต้นทุนพุ่งและกำลังซื้อถดถอย

  • กลุ่มค้าปลีก-ค้าส่ง: ต้องเผชิญทั้งต้นทุนขนส่งและค่าไฟที่สูงขึ้น โดยเฉพาะ CPALL ซึ่งมีสาขาจำนวนมากทำให้มีค่าสาธารณูปโภคสูงสุดในกลุ่ม (2-9%) นอกจากนี้ยังมีปัจจัยลบด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอลงตามค่าครองชีพ
  • กลุ่มเครื่องดื่ม: ได้รับผลกระทบจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ (เม็ดพลาสติกและก๊าซธรรมชาติสำหรับขวดแก้ว) ปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่ล็อกราคาวัตถุดิบไว้ถึงกลางปีนี้ โดยหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อเศรษฐกิจอย่าง CBG และ OSP อาจได้รับผลกระทบมากกว่ารายอื่น แต่ยังมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ

กลุ่มที่มีความทนทานและกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวก

  • กลุ่มโรงพยาบาล: ถือเป็นกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นสูง (Inelastic Demand) เนื่องจากเป็นบริการที่จำเป็น แม้ต้นทุนยาจะเพิ่มขึ้นแต่มีการล็อกสัญญารายปีและสำรองสต็อกไว้ล่วงหน้า 60-90 วัน ส่วนค่าไฟคิดเป็นเพียง 2% ของรายได้ ซึ่งสามารถบริหารจัดการผ่านการลดค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่จำเป็นได้
  • กลุ่มเกษตรอาหาร: ผลกระทบจำกัด เนื่องจากต้นทุนพลังงานและขนส่งไม่เกิน 5% และส่วนใหญ่เป็นการส่งออกในรูป FOB อีกทั้งยังสามารถผลักภาระต้นทุนส่วนเพิ่มไปสู่ผู้บริโภคได้
  • กลุ่มโรงไฟฟ้า: ไม่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันขายปลีกปรับขึ้น
  • กลุ่มพลังงาน: ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน (PTG, OR) จะได้รับ Sentiment เชิงบวกจากกำไรสต็อกน้ำมันในช่วงขาขึ้น สำหรับธุรกิจโรงกลั่น (TOP, BCP) จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากกำไรขึ้นอยู่กับค่าการกลั่นไม่ใช่ราคาขายปลีก

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับภาคธุรกิจไม่ใช่เพียงแค่ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่คือผลกระทบเชิงลบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์ในหลายอุตสาหกรรม การบริหารจัดการต้นทุนผ่านการทำสัญญาล่วงหน้าและการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่บริษัทจดทะเบียนนำมาใช้ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...