โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชาว Gen Z เกือบ 70% นอนไม่หลับเพราะเรื่องเงิน – ตอบ 10 คำถามการเงินที่จะช่วยให้หลับเต็มอิ่ม

THE STANDARD

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ชาว Gen Z เกือบ 70% นอนไม่หลับเพราะเรื่องเงิน – ตอบ 10 คำถามการเงินที่จะช่วยให้หลับเต็มอิ่ม

อยู่ๆ ก็มีเรื่องราวให้นอนไม่หลับ ให้กลับมาคิดวกวนทั้งคืนวุ่นวาย…

ตีหนึ่งแล้วแต่ยังตาสว่าง จ้องเพดานที่ว่างเปล่า ไม่ใช่เพราะตกอยู่ในห้วงรัก แต่กำลังหนักใจว่า ‘พรุ่งนี้จะเอาเงินที่ไหนใช้?’ หรือ ‘ชาตินี้เราจะมีปัญญาซื้อบ้านไหม?’

ข่าวดีคือเราไม่ได้เป็นคนเดียวที่นอนไม่หลับ แต่ชาว Gen Z อีกเกือบ 70% ก็นอนไม่หลับเพราะปัญหาเรื่องการเงินเหมือนกัน

ทำไมชาวเจน Z ถึงแพนิกเรื่องเงินอย่างหนักจนส่งผลกระทบต่อการนอน แล้วเราจะแก้ปมการเงินนี่ยังไง ให้กลับมานอนหลับสนิททั้งคืนได้อีกครั้ง

Gen Z กับการนอนหลับและความกังวลเรื่องเงิน

ความเครียดเรื่องเงินของชาว Gen Z ไม่ใช่แค่เรื่องการจัดการเงินไม่เป็น แต่เกิดจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่กดดันขั้นสุด ทั้งค่าครองชีพที่พุ่งทะยาน สวนทางกับรายได้ที่เติบโตไม่ทัน เมื่อความกังวลสะสมจนถึงขีดสุด มันจึงไประเบิดออกในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเวลาที่สมองควรจะได้พักผ่อน

ผลสำรวจล่าสุดจาก Amerisleep ที่ทดสอบจากกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกา 1,002 คน เกี่ยวกับความเครียดเรื่องการเงินที่กระทบต่อการนอนหลับ พบว่ากลุ่ม Gen Z กลุ้มใจเรื่องเงินจนนอนไม่หลับมากที่สุด

  • นอนคิดมากเรื่องเงิน: 69% ของ Gen Z ยอมรับว่านอนลืมตาตื่นอยู่บนเตียงเพราะคิดเรื่องเงิน (เป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับคนเจนอื่น)
  • กังวลเรื่องความมั่นคงในหน้าที่การงาน: 47% ของ Gen Z มีปัญหาการนอน เพราะกังวลเรื่องความมั่นคงของงาน (เทียบกับ Millennials 38% และ Gen X 35%)
  • กังวลเรื่องค่าบ้าน/ค่าเช่า: 47% ของ Gen Z เครียดเรื่องค่าที่อยู่อาศัยและค่าเช่าสูงที่สุดในบรรดาทุกเจน
  • เครียดจากข่าวเศรษฐกิจ: 46% ของ Gen Z เกิดความกังวลหลังจากอ่านพาดหัวข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจ

ถ้าสู้ไม่ไหว ก็ขอนอนเปื่อยๆ ปล่อยจอยให้โลกแตกไปเลย

เมื่อรู้สึกว่าควบคุมอนาคตไม่ได้ Gen Z หลายคนจึงเลือกใช้กลไกการหนีปัญหา ที่กลายเป็นเทรนด์น่าเป็นห่วง

  • ไถโซเชียลมีเดีย: 57% ของ Gen Z เลือกที่จะไถโซเชียลมีเดียเมื่อความคิดเรื่องเงินรบกวนการนอน (เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ) ผลคือยิ่งไปเจอข่าวเศรษฐกิจแย่ๆ หรือเห็นภาพชีวิตดี๊ดีของคนอื่น ก็ยิ่งเกิดการเปรียบเทียบและรู้สึกแย่กับตัวเองหนักกว่าเดิม
  • การนอนเปื่อย (Bed Rotting): 37% (มากกว่า 1 ใน 3) ของ Gen Z ใช้พฤติกรรม Bed Rotting หรือการนอนแช่อยู่บนเตียงเป็นเวลานานโดยไม่มีเป้าหมาย เพื่อรับมือกับความเครียดทางการเงิน ซึ่งเป็นเทรนด์เฉพาะตัวที่พบมากในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นกลุ่มนี้

และเมื่อเจน Z เครียดสะสมไปนานๆ ก็อาจนำไปสู่การใช้จ่ายประชดชีวิตที่ในเมื่อเป้าหมายใหญ่ เช่น ซื้อบ้าน เป็นไปไม่ได้ ก็ขอรูดบัตรซื้อของแบรนด์เนม ดื่มกาแฟแก้วละร้อย หรือจองตั๋วเที่ยวเพื่อซื้อความสุขชั่วคราว แต่สุดท้ายก็ต้องมานั่งกุมขมับตอนบิลบัตรเครดิตมาส่ง กลายเป็นเครียดเรื่องเงินวนลูปไปอีก

แต่เชื่อเถอะว่า การวิ่งหนีไม่ได้ช่วยให้เราหลับสบายขึ้น วิธีเดียวที่จะหลุดพ้นจากลูปนรกนี้คือการหันกลับมาเผชิญหน้ากับมัน เพราะเอาเข้าจริง ความกลัวมักจะใหญ่กว่าความจริงเสมอ ทันทีที่เราเลิกหนี กางปัญหาออกมาดู แล้วเริ่มวางแผน ความกังวลในหัวจะลดลงไปเกินครึ่ง

และเพื่อไม่ให้เราต้องเริ่มจัดการปัญหาแบบงงๆ ต่อจากนี้คือ 10 ยานอนหลับชั้นดี ที่จะช่วยเคลียร์ความกังวล จัดระเบียบสมอง และตอบทุกคำถามการเงินที่คาใจ เพื่อให้คืนนี้เราหลับได้สนิทขึ้น

ตอบ 10 คำถามการเงินที่คาใจ แก้อาการนอนไม่หลับ

  • อายุ 25 ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ถึงจะอุ่นใจ?

เลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนใน TikTok ที่มีเงินล้านตอนอายุ 20 ได้แล้ว เป้าหมายแรกที่ควรทำเพื่อให้นอนหลับ คือการมี เงินสำรองฉุกเฉิน

เริ่มจากเก็บให้พอใช้ 1 เดือนก่อน แล้วค่อยๆ ขยับเป็น 3-6 เดือน และถ้าเป็นไปได้ ในยุคที่โลกไม่แน่นอนแบบนี้ลองชาเลนจ์ตัวเองให้เก็บเงินสำรองได้ถึง 12 เดือน เช่น ค่าใช้จ่ายต่อเดือนเราคือ 10,000 เงินสำรอง 12 เดือน ก็คือ 120,000 บาท ถ้ามีถึงจุดนี้ได้ความเครียดเรื่องเงินที่กดทับเราตลอดเวลาก็จะเบาลง เพราะมีเงินก้อนนี้ไว้เป็นตาข่ายรองรับเวลาตกงานแล้ว

  • จะ ‘ลงทุน’ หรือ ‘ใช้หนี้’ ก่อนดี?

ทริกง่ายๆ คือให้ดูที่ ความโหดของดอกเบี้ย ถ้าเป็นหนี้ดอกเบี้ยต่ำ (เช่น กยศ. หรือบ้าน) แนะนำให้ ทำคู่กันไป แบ่งเงินจ่ายหนี้และเจียดมาลงทุน การเห็นพอร์ตเติบโตจะช่วยฮีลใจได้ดีกว่าก้มหน้าใช้หนี้อย่างเดียว แต่ถ้าเป็นหนี้บัตรเครดิตหรือหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยโหดจัด ให้ทุ่มเงินปิดหนี้ก้อนนี้ให้จบก่อนเป็นอันดับแรก เพราะขืนทำคู่กันไป กำไรจากการลงทุนยังไงก็วิ่งตามดอกเบี้ยมหาโหดไม่ทันแน่ๆ

  • มีเงินหลักร้อยจะเริ่มลงทุนได้ยังไง?

ยุคนี้ไม่ต้องมีเงินก้อนก็รวยขึ้นได้ หัวใจคือ ความสม่ำเสมอ การลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Averaging) ในกองทุนรวมหรือแอปลงทุนต่างๆ เริ่มต้นแค่เดือนละ 500-1,000 บาท พลังของดอกเบี้ยทบต้นจะทำงานแทนเราเอง ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ

  • กฎ 50/30/20 ยังขลังอยู่ไหม?

กฎนี้คือ Needs 50% / Wants 30% / Savings 20% ในยุคที่ค่าเช่าหอพักพุ่งสูง กฎนี้อาจจะตึงไปนิดสำหรับบางคน แนะนำว่า ปรับได้แต่ต้องมีสัดส่วน ถ้า Needs พุ่งไป 60% ก็ต้องลด Wants เหลือ 20% หัวใจสำคัญคือต้องรู้ว่าเงินไหลออกไปทางไหนบ้าง

  • Credit Score ต่ำ แก้ยังไง?

เครดิตสกอร์คือใบเบิกทางสู่การซื้อบ้านและรถในอนาคต วิธีแก้ง่ายที่สุดแต่วินัยต้องสูงคือ จ่ายให้ตรงเวลา และ อย่าใช้จนเต็มวงเงิน การรักษาประวัติให้สะอาดจะช่วยลดความเครียดเวลาต้องทำธุรกรรมใหญ่ๆ ได้มหาศาล

  • หุ้นรายตัว vs กองทุนดัชนี (Index Funds) อันไหนนอนหลับฝันดีกว่า?

ถ้าเราไม่ใช่สายเทรดที่อยากจ้องกราฟทั้งวัน กองทุนดัชนี (เช่น S&P 500 หรือ SET50) คือคำตอบที่สะดวกเหมือนกัน เพราะมันคือการซื้อหุ้นชั้นนำหลายร้อยตัวในครั้งเดียว กระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า และสถิติระยะยาวมักจะให้ผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อเสมอ

  • จำเป็นต้องมี ‘ที่ปรึกษาทางการเงิน’ ไหม?

ถ้าพอร์ตยังไม่ใหญ่มาก ศึกษาเองผ่าน YouTube หรือใช้ Robo-advisor ก็เพียงพอ แต่ถ้าเริ่มมีทรัพย์สินเยอะ หรืออยากวางแผนภาษีแบบจริงจัง การจ้างผู้เชี่ยวชาญจะช่วยประหยัดเวลาและลดความผิดพลาดได้มาก

  • เงินเฟ้อน่ากลัวแค่ไหน แล้วจะสู้ยังไง?

เงินเฟ้อคือ ‘โจร’ ที่ขโมยค่าของเงินในบัญชีออมทรัพย์เราไปเงียบๆ วิธีสู้คือต้องเอาเงินไปไว้ในสินทรัพย์ที่ชนะเงินเฟ้อในระยะยาว เช่น หุ้น ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์ อย่าปล่อยให้เงินนอนแช่จนเน่า เหมือนที่เรานอนเปื่อยบนเตียงเลยนะ

  • ต้องรีบเก็บเงินเกษียณตั้งแต่อายุเท่านี้เลยเหรอ?

คำตอบคือ ใช่ ยิ่งเริ่มตอนอายุ 20 ต้นๆ เราจะใช้เงินต้นน้อยกว่าการเริ่มตอนอายุ 40 ถึงหลายเท่าตัว ‘เวลา’ คือเพื่อนที่ดีที่สุดของการลงทุน ยิ่งให้เวลามันทำงานนานเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเกษียณได้เร็วเท่านั้น

  • จัดการกับความเครียดเรื่องเงินยังไงดี?

เวลาหัวถึงหมอนแล้วเครียดเรื่องเงิน ลองโฟกัสแค่ สิ่งที่ควบคุมได้ เลิกแพนิกกับเรื่องที่คุมไม่ได้อย่างเศรษฐกิจ หรือความสำเร็จของคนอื่นในโซเชียล แล้วหันมาจัดการสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้จริงแทน เช่น คุมงบกินข้าวพรุ่งนี้ หรือตั้งหักเงินออมอัตโนมัติ พอสมองรับรู้ว่าเราคุมสถานการณ์ได้ ความกังวลจะลดลง ช่วยให้ปล่อยจอยและหลับสบายขึ้น

สุดท้ายแล้ว ยิ่งเครียดเรื่องเงินก็ยิ่งนอนไม่หลับ พอนอนน้อยร่างกายก็พัง สมองเบลอ จนวนลูปกลับมาซ้ำเติมปัญหาการเงินให้แย่ลงไปอีก

วิธีตัดวงจรท็อกซิกนี้คือ เลิกหนีความจริง ลองกำหนดเวลาสัก 15-20 นาทีตอนกลางวัน เปิดแอปธนาคารดูตัวเลขจริงๆ และเริ่มจดบันทึกรายจ่าย แล้วลิสต์ปัญหาการเงินและเขียนวิธีแก้ พอหมดเวลาก็พับเก็บไปทำอย่างอื่น เพื่อให้ตอนกลางคืนเราล้มตัวลงนอนได้แบบสบายใจว่า ‘วันนี้ได้จัดการปัญหาไปบ้างแล้ว’ โดยไม่ต้องเก็บไปคิดฟุ้งซ่านต่อ

อย่าเพิ่งเอาเป้าหมายใหญ่อย่างซื้อบ้านมาแบกไว้ แค่เริ่มแก้ไปทีละเปลาะ ทำทีละสเตปเหมือนเคลียร์เควสต์ย่อยในเกม วันนี้จดรายจ่าย พรุ่งนี้ลดสั่งชานมไข่มุก เพื่อดึงความรู้สึกว่าเราควบคุมเงินได้กลับมา แค่นี้ก็เก่งมากๆ แล้วในยุคที่เศรษฐกิจสู้กลับเบอร์นี้

ขอเป็นกำลังใจให้ชาว Gen Z ทุกคน คืนนี้วางมือถือ หายใจลึกๆ แล้วอนุญาตให้ตัวเองได้พักผ่อนชาร์จแบตจริงๆ จังๆ ซะที พรุ่งนี้ตื่นมาหัวโล่งๆ ค่อยมาเริ่มลุยเกมการเงินกันใหม่

ท่องไว้ ทำได้! ทำได้! ทำได้!

ภาพ: Pormezz / Shutterstock

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...