อภิชิต ห่วงเศรษฐกิจไทยหยุดชะงัก แนะขึ้นราคาพลังงานขั้นบันได ทำแผนระดับด่วน-ยาว
อภิชิต ห่วงเศรษฐกิจไทยหยุดชะงัก แนะขึ้นราคาพลังงานขั้นบันได ทำแผนระดับด่วน-ยาว
นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ยังคงสะท้อนถึงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งแนวโน้มยังทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล กับอิหร่านซึ่งส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะความกังวลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียต้องหยุดชะงัก และทำให้ราคาน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบ
ปิโตรเคมีในตลาดโลกมีความผันผวนสูง
การที่ไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนที่สูงนั้น สร้างความเปราะบางให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในภาวะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นจนแตะระดับ 100 USD ต่อบาร์เรล โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่า ทุกการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล 1 บาทต่อลิตร จะส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ลดลงร้อยละ 0.02 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวของระบบเศรษฐกิจไทยต่อราคาพลังงาน ขณะเดียวกันวัตถุดิบเริ่มเผชิญภาวะ Supply Shock และราคาปรับขึ้นต่อเนื่องจากไม่สามารถส่งออกสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้
ปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดภาวะต้นทุนซ้อนต้นทุน หรือ Cost-on-Cost ซึ่งไม่เพียงแค่ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นจากต้นทุนการผลิตเท่านั้น แต่ยังถูกซ้ำเติมจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นพร้อมกัน ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการในทุกห่วงโซ่อุปทานและยิ่งทำให้ภาคธุรกิจไทยเผชิญกับความท้าทายที่ยากลำบากในการดำเนินธุรกิจ
หากสถานการณ์ราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิตยังคงสูงต่อไปและยืดเยื้อ มันอาจทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อชะงักงัน (Stagflation) ซึ่งเป็นภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตช้าหรือไม่เติบโตเลย ในขณะเดียวกันราคาสินค้าและบริการยังคงเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเพิ่มต้นทุนการผลิตจากราคาพลังงาน ส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่ประชาชนยังคงประสบปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ภาวะนี้จะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยากลำบาก
นายอภิชิต กล่าวว่า แนวทางรับมือผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง จำเป็นต้องดำเนินการทั้งในมาตรการระยะเร่งด่วนและมาตรการระยะยาว ดังนี้
มาตรการระยะเร่งด่วน: เน้นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทันที
1. การบริหารจัดการน้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการ ทั้งในภาคเกษตรกรรม ขนส่ง และอุตสาหกรรม ซึ่งหากขาดแคลนจะส่งผลกระทบต่อการผลิตและการกระจายสินค้า การจัดสรรน้ำมันที่เหมาะสมจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาสมดุลของเศรษฐกิจ
2. มาตรการดูแลราคาพลังงานเพื่อลดภาระของประชาชนและภาคธุรกิจจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น คุณอภิชิตเสนอให้มีการปรับราคาเชื้อเพลิงแบบขั้นบันได โดยตรึงราคาน้ำมันดีเซลและ LPG รวมทั้งการตรึงค่าไฟฟ้า Ft ไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วย เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น
3. การรณรงค์และส่งเสริมการประหยัดพลังงานเป็นมาตรการสำคัญในการลดผลกระทบจากความผันผวนด้านพลังงาน โดยควรผลักดันให้ทุกภาคส่วนใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีและอุปกรณ์ประหยัดพลังงานมาใช้ โดยภาครัฐควรมีมาตรการจูงใจที่ชัดเจน เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานและเสริมความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
4. ส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น E20, B7 และเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง พร้อมทั้งสนับสนุนการสร้าง Ethanol Hub ในประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน
5. มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และพิจารณาขยายระยะเวลาชำระหนี้ รวมทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ
6. เร่งพัฒนาระบบฐานข้อมูลวัตถุดิบในประเทศและแหล่งวัตถุดิบทางเลือก โดยจัดทำเป็น Dashboard เพื่อเป็นข้อมูลช่วยในการบริหารจัดการวัตถุดิบในประเทศและวัตถุดิบนำเข้า เพื่อแก้ปัญหา Supply Shock
มาตรการระยะยาว : เน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมทั้งระบบ
1. พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าและบริการ โดยการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เทคโนโลยี AI
2. ปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อส่งเสริมการลงทุน การแข่งขัน และการเติบโตของธุรกิจ โดยการลดข้อจำกัดและเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับการลงทุนในภาคต่างๆ
3. สนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจ SMEs โดยการให้คำปรึกษาและการสนับสนุนทางการเงิน เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การเข้าถึงตลาดใหม่ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเติบโตทางธุรกิจ
4. พัฒนากำลังคน ผ่านการเสริมทักษะให้กับแรงงานในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้ง กลไกส่งเสริม Pay by Skill เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในตลาดงาน
5. ยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมพลังงานทดแทน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์, พลังงานลม, และพลังงานชีวมวล
วิกฤตครั้งนี้สะท้อนถึงความท้าทายของเศรษฐกิจไทยที่ไม่เพียงแค่ปัจจัยภายนอก แต่ยังรวมถึงข้อจำกัดภายในประเทศ หากสามารถใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการปรับตัว ยกระดับเทคโนโลยี นวัตกรรม และลดการพึ่งพาจากภายนอก พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและก้าวสู่ฐานการผลิตที่มีมูลค่าสูงในเวทีโลกได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อภิชิต ห่วงเศรษฐกิจไทยหยุดชะงัก แนะขึ้นราคาพลังงานขั้นบันได ทำแผนระดับด่วน-ยาว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th