พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักปฏิวัติถึงการลี้ภัยไปญี่ปุ่น (10)
My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระสารสาสน์พลขันธ์
: จากนักปฏิวัติถึงการลี้ภัยไปญี่ปุ่น (10)
เมื่อตะวันออกไม่บรรจบตะวันตก
ในระหว่างที่จอมพล ป.เป็น รมต.กลาโหม เขามีนโยบายในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองทัพบก
ระหว่างนั้น นายพุ่ม ทับสายทอง พยายามสังหารจอมพล ป. เมื่อ 2477 โดยพระสารสาสน์ฯ ถูกสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการนี้ด้วย (กอบเกื้อ สุวรรณทัต-เพียร, 2532, 75)
ต่อมา เมื่อสิงหาคม 2478 นายปรีดี พนมยงค์ ครั้งเป็น รมต.ต่างประเทศ เดินทางไปเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย (Convert) ที่ยุโรป พระสารสาสน์ฯ ได้เดินทางไปส่ง นายปรีดีบันทึกว่า ครั้งนั้นเขาคิดว่า พระสารสาสน์ฯ คงไปส่งเพียงนครปฐม แต่พระสารสาสน์ฯ กลับตามไปส่งเขาจนถึงสิงคโปร์
ระหว่างเดินทางทั้งคู่ได้สนทนากัน พระสารสาสน์ฯ ได้แสดงความวิตกว่าเขาเป็นศัตรูกับ “ลัทธิเผด็จการ” ด้วยภูมิหลังของเขาเป็นสนิทสนมกับพระยาทรงสุรเดชซึ่งเป็นคู่แข่งทางการเมืองกับจอมพล ป.
ในครั้งนั้น จอมพล ป.ถูกจับจ้องว่ากำลังทะเยอทะยานทางการเมือง และพระสารสาสน์ฯ จึงถูกทางการจับจ้องว่าเป็นบุคคลอันตรายทางการเมือง หากอยู่ในไทยต่อไปจะเป็นอันตราย จึงคิดลี้ภัยไปญี่ปุ่น การเดินทางลี้ภัยในครั้งนั้น พระสารสาสน์ฯ มิได้เตรียมการมาก่อน มีเพียงเสื้อผ้าสำหรับเดินทางมานครปฐมเท่านั้น การตัดสินใจลี้ภัยจึงเป็นการตัดสินใจฉับพลันทันด่วน (นายปรีดี, 2517, 37)
การแยกกันในครั้งนั้นของนายปรีดีและพระสารสาสน์ฯ เป็นเสมือนฝ่ายหนึ่งมุ่งสู่ตะวันตก อีกฝ่ายหนึ่งบ่ายหน้าสู่ตะวันออก นำมาสู่ชะตากรรมที่ต่างกันในสงครามโลกครั้งที่สอง
ฝ่ายแรกเป็นหัวเรือใหญ่ของขบวนเสรีไทยในการต่อต้านญี่ปุ่น
ฝ่ายหลังเขียนคำอุทิศเชิดชูให้กับนักบินญี่ปุ่นที่ถล่มเพิร์ลฮาร์เบอร์ไว้ในหนังสือ My Country Thailand (1942)
หากพิจารณาการเมืองในระดับภูมิภาคช่วงตั้งแต่ทศวรรษ 2470 จะพบว่า ขณะนั้นญี่ปุ่นพยายามขยายแนวคิดเรื่องแพนเอเชียและอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อีกทั้งพยายามแสวงหาช่องทางในการสร้างแนวร่วมจากประเทศต่างๆ เช่น การรับรองรัฐบาลไทยภายหลังการปฏิวัติ 2475 และการได้รับการตอบรับของไทยในการงดออกเสียงในการประณามญี่ปุ่นบุกแมนจูเรียในองค์การสันนิบาตชาติ และการให้ความสนใจความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต่างๆ ในสยาม
รวมทั้งการลี้ภัยทางการเมืองของนายปรีดีภายหลังเสนอ “สมุดปกเหลือง” นั้น (2476) อยู่ในสายตาของญี่ปุ่นตลอดเวลา
ญี่ปุ่นให้ความสนใจการลี้ภัยทางการเมืองของนายปรีดีจากกรณีสมุดปกเหลืองมาก มีรายงานจากสาขาสมาคมทะเลใต้ที่สิงคโปร์ถึงนายอุชิดะ โคซาอิ รัฐมนตรีต่างประเทศลงวันที่ 18 เมษายน 2476 ว่า นายปรีดีจะเดินทางไปยุโรป 2 เดือน และตั้งใจจะอยู่ที่ญี่ปุ่น 5 ปี
เมื่อเขาเดินทางแล้ว นายยาตาเบ ยาสุกิจิ อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำสยามได้รายงานถึงรัฐมนตรีต่างประเทศว่า เขาสนใจจะเยือนญี่ปุ่น รายงานเหล่านี้ ญี่ปุ่นในขณะนั้นเชื่อว่าเขานิยมญี่ปุ่น การเดินทางในครั้งนี้นายปรีดีไปยุโรปและแวะญี่ปุ่น 6 เดือน เขาต้องการศึกษาระบบธนาคารของญี่ปุ่นและพบปะกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายญี่ปุ่น และการที่เขามีแผนการทางเศรษฐกิจที่จะขัดแย้งกับกองทัพ
ข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจากพระสารสาสน์ฯ ที่ให้กับกงสุลญี่ปุ่นที่สิงคโปร์ทำให้ญี่ปุ่นมั่นใจว่า นายปรีดีจะกลับมาเป็นรัฐมนตรีคลัง (Flood, 114-115)
ในระหว่างที่เขาอยู่ที่ญี่ปุ่น เกิดการรัฐประหารนองเลือดโดยกลุ่มทหารขึ้น โดยการโค่นล้มรัฐบาลโอคาดะ และเชิดนายโกกิ ฮิโรตะ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยกลุ่มทหารมีความต้องการให้รัฐบาลมีนโยบายทหารนิยมที่เข้มข้นขึ้น
ในที่สุด รัฐบาลฮิโรตะได้ตัดสินใจประกาศนโยบายการทหาร “มุ่งใต้” ต่อสยามและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งต้องเผชิญหน้ากับกองทัพอังกฤษและสหรัฐในภูมิภาค (Edward Thadeus Flood, 1967, 84)
ไทยตกอยู่ในสายตาของญี่ปุ่น
ดุจเดียวกับการเดินทางไปญี่ปุ่นในครั้งนั้นของพระสารสาสน์ฯ ได้มีรัฐบาลญี่ปุ่นอยู่เบื้องหลังในการอำนวยความสะดวก โดยได้เนินการในทางลับในการเข้าอำนวยความสะดวกแก่เขาอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ จุนจิ คิอิชิ กงสุลญี่ปุ่นในสิงคโปร์ ได้มี “บันทึกลับสุดยอด” ถึงรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศลงวันที่ 3 กันยายน 2478 เรื่องการสนทนาระหว่างพระสารสาสน์ฯ กับเขาว่า ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2478 กองทัพกดดันกลุ่มพลเรือนมาก กลุ่มทหารหนุ่มมองว่ากลุ่มพลเรือนเป็นคอมมิวนิสต์ พวกทหารพยายามขับไล่พวกเสรีนิยมโดยต้องการสถาปนาระบอบเผด็จการทหารขึ้น ดังนั้น เขาและนายปรีดีจึงเดินทางไปต่างประเทศด้วยกัน
พระสารสาสน์ฯวิเคราะห์ว่า การต่อสู้กันระหว่างกลุ่มต่างๆ ภายในสยามจะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อยหกเดือน หลังจากนั้น นายปรีดีจะกลับมาเป็นรัฐมนตรีคลังของสยาม อีกทั้งนายคิอิชิขอให้รัฐบาลช่วยดูแลการเดินทางของพระสารสาสน์ฯ เมื่อถึงญี่ปุ่นด้วย (Flood, 113-114, 123)
เมื่อพระสารสาสน์ฯ เดินทางถึงสิงคโปร์ กงสุลญี่ปุ่นได้ให้การต้อนรับและเมื่อเขาเดินทางถึงญี่ปุ่น นอกจากนี้อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำสยามและสิงคโปร์ได้ทำบันทึกถึงกระทรวงการต่างประเทศให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกเท่าที่จะทำได้กับการมาของพระสารสาสน์ฯ เพราะเขานิยมญี่ปุ่นและเป็นบุคคลสำคัญในสยาม (Flood, 124)
เขาได้ใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นที่บ้านเลขที่ 25 อูคุอิซูดามิโช แถบชิบูยาในโตเกียว ระหว่าง 2478-2479 โดยเขาได้รับความช่วยเหลือทางการเงินตลอดช่วงสงครามโลก จากกลุ่มมิตซุยภายใต้การอุปถัมภ์จากนายอิเคดะ เซอิฮิน นักการเงินของมิตซุยแพนเอเชีย ต่อมาภายหลังเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่น
หลังจากการแยกกับพระสารสาสน์ฯ ที่สิงคโปร์ครั้งนั้น นายปรีดีได้เดินทางไปยุโรปเพื่อทูลเชิญพระองค์เจ้าอานันทมหิดลที่ประทับอยู่ที่เมืองโลซาน สวิตเซอร์แลนด์ มาเป็นกษัตริย์ และไปอังกฤษเพื่อเจรจากับธนาคารในการลดดอกเบี้ย และไปหาที่ปรึกษาทางการเงินคนใหม่แทนแบกซ์เตอร์ (Stowe, p.88)
จากนั้นเขาเดินทางมาแวะมาถึงญี่ปุ่นที่ท่าเรือโยโกฮามา เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2478 การมาถึงของนายปรีดีได้รับความสนใจจากญี่ปุ่นมาก แม้ว่าวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันปีใหม่ นายคูวาจิมา ซูเคอิ อธิบดีกรมเอเชียได้เดินทางมาพบเขาที่สถานอัครราชทูตสยามประจำโตเกียวเพื่อสนทนาด้วย (Flood, 137-141)
ตลอดช่วงเวลาที่เขาอยู่ในญี่ปุ่นเขาได้ขอกู้เงินสร้างทางรถไฟ การปรับปรุงแม่น้ำเจ้าพระยา การสร้างท่าเรือที่ภาคใต้ การรับรองแมนจูเรีย และการแก้ไขสนธิสัญญาพาณิชย์และการเดินเรือ (ทวี ธีระวงศ์เสรี , 2524, 64) เขาได้แวะพบพระสารสาสน์ฯ ที่โตเกียว ทั้งคู่ได้สนทนากันเรื่องเกี่ยวกับเผด็จการ และโครงการเศรษฐกิจทั่วไปที่พระสารสาสน์ฯ เสนอมุ่งไปในทางสังคมนิยม (นายปรีดี, 2517, 38)
พระสารสาสน์ฯ ภายใต้การอุปถัมภ์ของญี่ปุ่น
ในระหว่างการลี้ภัยทางการเมืองในญี่ปุ่น พระสารสาสน์ฯ ได้ใช้เวลาศึกษารายละเอียดของระบบการเงินของญี่ปุ่นและได้เสนอต้นฉบับการค้นคว้าของเขาต่อรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของญี่ปุ่นในปลายปี 2479 ต่อมาเขาอ้างว่า ได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยโตเกียวจากการค้นคว้าเรื่องระบบการเงินชิ้นนี้
ทั้งนี้ เบื้องหลังของความสำเร็จคือ สำนักงานกระทรวงการต่างประเทศได้มีจดหมายถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์แห่งโตเกียวว่า ให้มหาวิทยาลัยสนองตอบตามที่พระสารสาสน์ฯ ร้องขอ ด้วยเหตุผลว่า กระทรวงการต่างประเทศรู้สึกว่าญี่ปุ่นจะสามารถใช้งานเขาได้เป็นอย่างดี และให้ทำทุกอย่างตามที่เขาต้องการ ขอโปรดดึงให้เขาอยู่ฝ่ายญี่ปุ่น มกราคม 2480 สำนักงานกระทรวงการต่างประเทศได้มีจดหมายถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์แห่งโตเกียวให้อนุมัติปริญญา ในท้ายที่สุด พระสารสาสน์ฯ ได้รับปริญญาเอกตามที่เขาต้องการ (Flood, 124)
วิทยานิพนธ์ของเขาได้รับการตีพิมพ์ในอังกฤษปี 2480 ภายใต้ชื่อ “Money and Banking in Japan” พระสารสาสน์ฯ ได้เขียนคำอุทิศให้กับนายอิเคดะ เซอิฮิน ด้วยความชื่นชมอย่างจริงใจในน้ำใจและการเปิดกว้างทางวัฒนธรรม และเป็นผู้ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลความปรารถนาของพระสารสาสน์ฯ
นอกจากนี้เจ้าชายโคนโนเอะได้เขียนคำนำให้กับหนังสือเล่มนี้ด้วย และนายฮิโรตะ โกกิ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นได้เขียนแสดงความยินดีต่อหนังสือเล่มนี้เช่นกัน
ต่อมา พระสารสาสน์ฯ ได้ปรับปรุงเรียบเรียงความในวิทยานิพนธ์ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติในราวปี 2480 ภายหลังได้รวบรวมตีพิมพ์ขึ้นเป็นหนังสื่อ ชื่อ “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการค้า” และ “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการเงิน” อันเป็นตำราเศรษฐศาสตร์มาร์กซิสม์ดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้า
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักปฏิวัติถึงการลี้ภัยไปญี่ปุ่น (10)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly