โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เปิดแผน‘เอกนิติ’ รื้องบสู้วิกฤต ดึง‘เงินทุนสำรองจ่าย’ 5 หมื่นล้านอุดงบฉุกเฉิน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เร่งวางยุทธศาสตร์การคลังรับมือผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง หลังประเมินร่วม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจชี้ชัด ราคาพลังงานพุ่งฉุดเศรษฐกิจไทยเสี่ยง Stagflation โดยมีเม็ดเงินที่พร้อมใช้ได้ทันทีเพียง 2.5 หมื่นล้านบาท ไม่เพียงพอต่อภาระผูกพันที่มีอยู่กว่า 5 หมื่นล้านบาท

แผนเร่งด่วนจึงประกอบด้วย 3 มาตรการ ได้แก่ 1. การดึง “เงินทุนสำรองจ่าย” ตามมาตรา 45 วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท 2. การออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 อีก 2 หมื่นล้านบาท เพื่อชำระหนี้เงินคงคลัง และ 3. การศึกษา พ.ร.ก.กู้เงินวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาทในฐานะทางเลือกสุดท้าย

ผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เกี่ยวกับการจัดทำยุทธศาสตร์การจัดสรรและจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 2 เดือน

จากการประเมินร่วมกันของหน่วยงานเศรษฐกิจมีความเห็นตรงกันว่า ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง จนราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน จะทำให้เศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ซึมลง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Stagflation เนื่องจากภาวะดังกล่าวเกิดจากสงครามที่ไปกระทบแหล่งผลิตต้นน้ำอย่างน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นจะกระทบต่อต้นทุนการขนส่ง และลามไปสู่ราคาอาหารและสินค้าอื่นๆ

เตรียมดึงเงินทุนสำรองจ่าย 5 หมื่นล้าน

แหล่งข่าวระบุว่า จากการประเมินวงเงินงบประมาณร่ายจ่ายของภาครัฐที่จะนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาผลกระทบ พบว่างบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่เหลืออยู่ในปีงบประมาณ 2569 มีเพียงราว 2.5 หมื่นล้านบาท

ในขณะที่ภาระผูกพันที่รอการชำระรวมกันสูงถึงประมาณ 5 หมื่นล้านบาท จึงทำให้ต้องเตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัตินำ“เงินทุนสำรองจ่าย” ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำนวน 5 หมื่นล้านบาทมาใช้รองรับมาตรการต่างๆ และเมื่อใช้จ่ายไปแล้วจะต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายชดใช้คืนในโอกาสแรก

พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 45 บัญญัติว่า “ให้มีเงินทุนจํานวนหนึ่งโดยให้รัฐมนตรีจ่ายจากคลัง เรียกว่า “เงินทุนสํารองจ่าย” เป็นจํานวนห้าหมื่นล้านบาท เงินทุนนี้ให้นําไปจ่ายได้ในกรณีที่มีความจําเป็นและเร่งด่วนเพื่อประโยชน์แก่ราชการแผ่นดิน และงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็นไม่เพียงพอ ทั้งนี้ โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีและเมื่อได้จ่ายเงินไปแล้ว ให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายเพื่อสมทบเงินทุนนั้นไว้จ่ายต่อไปในโอกาสแรก”

ออกพ.ร.บ.โอนงบฯ อุดหนี้เงินคงคลัง

ควบคู่กันนั้น กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเตรียมจัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 โดยจากการประเมินร่วมกับสำนักงบประมาณพบว่า มีวงเงินที่จัดซื้อจัดจ้างและทำสัญญาไม่ทันภายในวันที่ 30 เมษายน 2569 ราว 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะนำมาจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบฯ เพื่อนำไปชำระหนี้เงินคงคลัง เพื่อลดภาระการตั้งงบประมาณชดเชยเงินคงคลังในปีงบประมาณ 2570 ที่คาดว่าจะมีจำนวนสูงถึง 70,000 ล้านบาท

ส่วนกรณีที่กระทรวงการคลังเสนอให้ออกเป็นพระราชกำหนดโอนงบฯปี 69 แทนการออกพ.ร.บ. โอนงบประมาณ พ.ศ.2569 นั้น นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ตามรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดว่าการโอนงบประมาณจะต้องออกเป็น พ.ร.บ.เท่านั้น ไม่สามารถออกเป็น พ.ร.ก.ได้

ขณะที่ นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า พ.ร.บ.โอนงบประมาณ จะแล้วเสร็จในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ และน่าจะใช้ได้ในช่วงปลายปีนี้

จับตา 4 หน่วยงานเศรษฐกิจทบทวนกรอบงบ 70

สำหรับปฏิทินการจัดทำงบประมาณปี 2570 แหล่งข่าวระบุว่า ในวันที่ 22 เมษายนนี้ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ จะประชุมร่วมกันเพื่อทบทวนประมาณการรายได้ กำหนดนโยบาย วงเงิน และโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ก่อนนำเสนอ ครม. ในวันที่ 28 เมษายน 2569

ทั้งนี้ หากคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังยืนยันให้ใช้กรอบการคลังระยะปานกลาง (MTFF) พ.ศ. 2569-2573 เดิม ซึ่งกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 0.2% ก็ไม่จำเป็นต้องปรับกรอบวงเงินใหม่แต่อย่างใด โดยยังคงเป็นงบประมาณแบบขาดดุลที่ 7.88 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 3.9% ต่อ GDP

งบ 70 ปรับลดรายจ่ายประจำ-ลดงบสร้างถนน

แหล่งข่าวเผยว่ายุทธศาสตร์การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะเน้น “ตรงเป้า-แม่นยำ” โดยยึดหลักการจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) พิจารณาทบทวนชะลอ ปรับลด หรือยกเลิกโครงการที่หมดความจำเป็น ลดรายจ่ายประจำซ้ำซ้อน และคำนึงถึงความคุ้มค่า (Value for Money) เป็นหลัก

ในด้านการจัดสรรงบลงทุน รัฐบาลมีแนวทางปรับลดงบก่อสร้างถนนบางส่วน แล้วหันมาเพิ่มน้ำหนักให้กับโครงการลงทุนด้านน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง รวมถึงการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง และการลงทุนด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ

“งบประมาณปี 2570 ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ จะต้องรีดไขมันการใช้งบที่ไม่จำเป็นของหน่วยงานราชการต่างๆลงให้มากที่สุด ซึ่งจะมีหน่วยงานราชการหลายแห่งที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณลดลงจากปี 2569 อย่างแน่นอน” แหล่งข่าวกล่าว

พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน“ไม้สุดท้าย” กู้วิกฤต

แหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการศึกษาการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท โดยคาดว่าจะกู้จริงราว 2.5 แสนล้านบาท เพื่อใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี พ.ร.ก.กู้เงินจะเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” เท่านั้น หากงบงบประมาณ 2569 ที่ใช้จ่ายได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 มีไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ยังมีแนวทางให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสงครามควบคู่ไปด้วย

ทั้งนี้ แหล่งข่าวย้ำว่า การดำเนินการต่างๆต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด และตัวเลขที่ชัดเจนของ พ.ร.ก.กู้เงินยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียด เพื่อป้องกันความเสียหายจากการนำงบประมาณที่ดำเนินการไปแล้วมาใช้ในโครงการที่ซ้ำซ้อน

‘เอกนิติ’ ยังไม่ขยับเพดานหนี้สาธารณะ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้พิจารณากรอบวินัยการคลัง โดยเฉพาะประเด็นเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 66% ของ GDP เท่านั้น สะท้อนว่ายังมี “พื้นที่การคลัง” เหลืออยู่อีกประมาณ 4% หรือคิดเป็นวงเงินราว 800,000 ล้านบาท โดยทุก ๆ 1% ของ GDP จะคิดเป็นวงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาท

"ตราบใดที่รัฐบาลยังกู้ หรือก่อหนี้ใหม่ไม่ถึง 800,000 ล้านบาท ก็ยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะขึ้นจากระดับปัจจุบัน” นายเอกนิติกล่าว

กระทรวงการคลังได้ชี้แจงว่า การกู้เงินในระยะต่อไปจะมุ่งเน้นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน ควบคู่กับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทน (Transition) รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ (Transformation) เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงยึดมั่นในกรอบนโยบายการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework) และรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด ขณะที่รูปแบบการกู้เงินว่าจะดำเนินการผ่านพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินหรือไม่ และจะกำหนดวงเงินเท่าใดนั้น ยังอยู่ระหว่างการหารือกับฝ่ายกฎหมายและผู้เกี่ยวข้องต่อไป

รีดไขมัน ‘งบ 70’ หั่นงบจังหวัด เกือบ 2 หมื่นล้าน

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายจัดทำงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ด้วยหลัก Zero-based Budgeting โดยให้ทุกหน่วยงานยื่นคำขอไม่เกิน 20% ของปีที่ผ่านมา เพื่อลดภาระสำนักงบประมาณและกลั่นกรองเฉพาะโครงการที่จำเป็น

มาตรการประหยัดที่สำคัญ ได้แก่ ชะลอการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ 1-2 ปี ให้เช่าหรือใช้ระบบ PPP แทน และห้ามเดินทางดูงานต่างประเทศอย่างเด็ดขาด ขณะที่งบกลุ่มจังหวัดซึ่งปกติได้ปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท จะเหลือเพียงราว 4 พันล้านบาท โดยจัดสรรเฉพาะโครงการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

ด้านแผนงบบูรณาการ ลดจาก 9 แผน เหลือ 3 แผน คือ น้ำ รัฐบาลดิจิทัล และ ป.ป.ช. ส่วน Fiscal Space ที่เหลือราว 7-8 แสนล้านบาท จะนำไปใช้ในโครงการ “ไทยช่วยไทย” อาทิ คนละครึ่ง Plus สำหรับ 20-30 ล้านคน โดยยืนยันวงเงินไม่ต่ำกว่าครั้งละ 2,000 บาทต่อคน รวมถึงโครงการปุ๋ยราคาถูกและลดดอกเบี้ยเกษตรกร.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...