วิกฤตหนักสุดในประวัติศาสตร์! “สงครามอิหร่าน-ปิดฮอร์มุซ” ฉุดการผลิตโลกหาย 12 ล้านบาร์เรล/วัน
IEA ชี้สงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน สร้างช็อกพลังงานรุนแรงสุดเท่าที่เคยมีมา กระทบทั้งน้ำมัน ก๊าซ และเชื้อเพลิงสำเร็จรูปพร้อมกัน ทำให้ซัพพลายโลกหายกว่า 11%
วันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 13.47 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน และการปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ก่อให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อพิจารณาจากปริมาณการผลิตที่หายไปต่อวัน แม้ว่าหากวัดในเชิงผลกระทบสะสม ยังมีวิกฤตก่อนหน้าบางเหตุการณ์ที่รุนแรงกว่า ตามการคำนวณของ Reuters จากข้อมูลของ International Energy Agency และ U.S. Department of Energy
IEA ระบุว่า วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นวิกฤตพลังงานที่รุนแรงที่สุดของโลก โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่องจากผลกระทบของวิกฤตก๊าซยุโรปที่มีต้นตอมาจากการที่รัสเซียส่งกองกำลังทหารบุกยูเครนอย่างเต็มรูปแบบ เริ่มต้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565
แตกต่างจากวิกฤตในอดีต สงครามอิหร่านครั้งนี้ไม่ได้กระทบแค่น้ำมันดิบ แต่ลุกลามไปถึงก๊าซธรรมชาติ เชื้อเพลิงสำเร็จรูป และปุ๋ย สะท้อนความเปราะบางใหม่ของระบบพลังงานโลกที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น การค้าระหว่างประเทศที่ลึกขึ้น และบทบาทของตะวันออกกลางที่ขยายจากผู้ผลิตน้ำมันดิบไปสู่ศูนย์กลางการผลิตเชื้อเพลิงสำเร็จรูป
ในอดีต วิกฤตพลังงานช่วงทศวรรษ 1970 เช่น 1973 Arab oil embargo ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างยาวนาน ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน และประชาชนในประเทศอุตสาหกรรมอย่างสหรัฐต้องเผชิญกับคิวยาวตามปั๊มน้ำมัน
IEA ประเมินว่าวิกฤตครั้งนี้ทำให้อุปทานน้ำมันหายไปมากกว่า 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 11.5% ของความต้องการน้ำมันโลก ที่คาดว่าจะอยู่ราว 104.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีนี้
ตัวเลขนี้สูงกว่าวิกฤตสำคัญในอดีต ได้แก่
- วิกฤตน้ำมันอาหรับ (1973–74) สูญเสีย 4.5 ล้านบาร์เรล/วัน
- การปฏิวัติอิหร่าน (1978–79) สูญเสีย 5.6 ล้านบาร์เรล/วัน
- สงครามอ่าว (1991) สูญเสีย 4.3 ล้านบาร์เรล/วัน
นอกจากนี้วิกฤตครั้งนี้ยังทำให้การผลิตก๊าซ LNG ของโลกในกาตาร์ต้องหยุดชะงักไปถึงประมาณ 20% ซึ่งถือเป็นผลกระทบที่ไม่เคยเกิดขึ้นในวิกฤตยุคก่อน เนื่องจากอุตสาหกรรม LNG เพิ่งเติบโตในช่วงหลังกาตาร์เริ่มส่งออก LNG ครั้งแรกในปี 1996
สงครามยังทำให้โรงกลั่นน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียหยุดชะงัก ส่งผลให้การส่งออกเชื้อเพลิงสำเร็จรูป เช่น น้ำมันเครื่องบินและดีเซล ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกระทบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก โดยเฉพาะในแอฟริกา ยุโรป และเอเชีย
แม้ขนาดรายวันจะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่หากวัดแบบสะสม วิกฤตบางครั้งในอดีตยังรุนแรงกว่า จากการคำนวณของ Reuters วิกฤตปัจจุบัน 52 วัน สูญเสีย 624 ล้านบาร์เรล วิกฤตน้ำมันอาหรับ 530-650 ล้านบาร์เรล การปฏิวัติอิหร่าน สูญเสียสะสมสูงถึง 4.27 พันล้านบาร์เรลช่วงตลอด 3 ปี
อย่างไรก็ตามวิกฤตครั้งนี้ยังไม่สิ้นสุด และแม้จะมีข้อตกลงสันติภาพ การหยุดชะงักของอุปทานอาจยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน หรือในกรณีก๊าซ อาจยาวนานเป็นหลายปี
ในอดีต ประเทศที่มีกำลังการผลิตสำรอง เช่น Saudi Arabia และ United Arab Emirates สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยการขาดแคลนได้ แต่ในวิกฤตครั้งนี้ ประเทศเหล่านี้เองก็ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ไม่สามารถเพิ่มอุปทานได้เต็มที่ ต่างจากอดีตที่สหรัฐได้รับผลกระทบหนัก วิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเอเชียและแอฟริกามากกว่า ผ่านการขาดแคลนเชื้อเพลิงและต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง
อ้างอิง : reuters.com