"อิหร่าน" ยิงขีปนาวุธถล่มโรงงานปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบีย หลังถูก "อิสราเอล" โจมตี – สกัดได้แต่ไฟลุกหนัก เสี่ยงสงครามภูมิภาคปะทุ
"อิหร่าน" ยิงขีปนาวุธถล่มโรงงานปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบีย หลังถูก "อิสราเอล" โจมตี – สกัดได้แต่ไฟลุกหนัก เสี่ยงสงครามภูมิภาคปะทุ
วันที่ 8 เม.ย. 2569 ภายหลัง อิสราเอล เปิดฉากโจมตีแหล่งก๊าซและโรงงานปิโตรเคมีในพื้นที่เซาท์พาร์สของ อิหร่าน ล่าสุดฝั่งอิหร่านได้ตอบโต้กลับ เพื่อกดดันทั้งอิสราเอลและ สหรัฐอเมริกา ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขนาดใหญ่ของ ซาอุดีอาระเบีย
มีการเผยแพร่คลิปเหตุการณ์ขณะขีปนาวุธหลายลูกพุ่งเข้าหาเมือง จูไบล์ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สำคัญที่สุดของซาอุดีอาระเบีย โดยรายงานระบุว่า อิหร่านใช้ขีปนาวุธนำวิถีกว่า 7 ลูก ร่วมกับโดรนพลีชีพในการโจมตี
อย่างไรก็ตาม ระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุดีอาระเบียสามารถสกัดกั้นได้เป็นส่วนใหญ่ แต่เศษซากจากการสกัดกั้นตกลงในพื้นที่โรงงาน ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง และมีกลุ่มควันดำขนาดใหญ่ลอยปกคลุมเหนือเมือง
ทางการซาอุดีอาระเบียได้สั่งอพยพประชาชนในบางพื้นที่ พร้อมระงับการดำเนินงานของโรงงานชั่วคราว เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากปฏิกิริยาลูกโซ่ในคลังน้ำมันและก๊าซ ทั้งนี้ เมืองจูไบล์มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ คิดเป็นสัดส่วนราว 7–12% ของ GDP และเป็นแหล่งผลิตปิโตรเคมีประมาณ 7% ของโลก ทำให้เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลต่อราคาพลังงานและสินค้าเคมีภัณฑ์ในตลาดโลก
การตอบโต้ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นเชิงสัญลักษณ์ หลังอิหร่านถูกโจมตีทางอากาศในหลายพื้นที่ โดยต้องการแสดงศักยภาพในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของพันธมิตรสหรัฐฯ ในภูมิภาค
เบื้องต้น กระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียอยู่ระหว่างประเมินความเสียหาย ขณะที่นานาชาติจับตาท่าทีของซาอุดีอาระเบียว่าจะตอบโต้โดยตรงหรือไม่ ซึ่งหากเกิดขึ้น อาจนำไปสู่ความขัดแย้งระดับภูมิภาคที่ขยายวงกว้างยิ่งขึ้น