ตำรวจ ปปป.ส่งสำนวนคดี "บิ๊กโจ๊ก" ติดสินบนทองคำ 246 บาท เจ้าตัวโผล่พบอัยการด้วยตัวเอง
ตำรวจ ปปป.ส่งสำนวนคดี "บิ๊กโจ๊ก" ติดสินบนทองคำ 246 บาท เจ้าตัวโผล่พบอัยการด้วยตัวเอง อัยการนัดสั่งคดีวันที่ 12 พ.ค.
ที่สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต สำนักงานอัยการสูงสุด วันที่ 8 เม.ย. พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปปป. นำสำนวนการสอบสวน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร.ในคดีสินบนทองคำ 246 บาท ส่งมอบให้กับสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต โดยในวันนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้มาพบพนักงานอัยการตามนัดของพนักงานสอบสวน ภายหลังจากที่ส่งสำนวนเสร็จสิ้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้เดินทางกลับทันที
นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความบิ๊กโจ๊ก กล่าวว่า ในวันนี้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้เดินทางเข้ามาพบอธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งสำนวนคดีดังกล่าวมาให้ และได้ยื่นเรื่องการโต้แย้งอำนาจการสอบสวนและพิจารณาสั่งไม่รับสำนวนการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้มีคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นผู้ถูกกล่าวหา อยู่ในความรับผิดชอบของคณะผู้ไต่สวนอิสระที่แต่งตั้งโดยประธานศาลฎีกา โดยข้อกฎหมายมาตรา 45 ตามที่คณะกรรมการป.ป.ช.ได้มีความเห็นมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และการดำเนินการเกี่ยวกับผู้ที่เกี่ยวข้องจะเป็นข้อกฎหมายมาตรา 45 วรรค 2 ทั้งหมดจะต้องเป็นสำนวนเดียวกัน แต่ตามที่มีการส่งเรื่องมาคณะกรรมการป.ป.ช.มีความเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีการกระทำความผิดโดยการกล่าวหาว่าร่วมกันกระทำความผิด จะมีการแยกสำนวนกันไม่ได้ ส่วนขั้นตอนในวันนี้เป็นขั้นตอนตามปกติที่พนักงานสอบสวนส่งเรื่องมาให้อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามทุจริต หลังจากนี้จะมีความเห็นอย่างไรก็จะมีการนัดอีกครั้งในวันที่ 12 พ.ค. เวลา 10.00 น.
นายสัญญาภัชระ กล่าวอีกว่า จากนี้ตนจะยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมในระหว่างก่อนถึงวันที่ 12 พ.ค.นี้ โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจสอบสวนที่ตนมองว่าเรื่องนี้ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ถ้ามีการกระทำความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ร่วมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ก็ต้องเป็นเรื่องที่ดำเนินการไปพร้อมกัน แต่ตอนนี้มีการดำเนินการโดยคณะผู้ไต่สวนอิสระ เส้นทางจะไปจบที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรื่องในวันนี้ก็จะต้องไปในเส้นทางเดียวกันด้วย จึงโต้แย้งว่าการที่ดำเนินการสอบสวนของพนักงานสอบสวนต่าง ๆ เป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบ จึงเป็นหน้าที่ของอธิบดีอัยการวินิจฉัยว่าจะสั่งฟ้องได้หรือไม่จากกระบวนการสอบสวนที่ไม่ชอบตั้งแต่แรก
นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ตัว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังไม่อยากให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เพราะเจ้าตัวเคยพูดเอาไว้แล้วว่าไม่อยากนำเรื่องกระบวนการผ่านสื่อ และขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของทนายความ อยากให้เป็นเรื่องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายไปดีกว่า และเจ้าตัวไม่ได้กลัวการพิจารณาแต่กลัวการพิจารณาที่ไม่ชอบ ส่วนที่เดินทางเข้ามายื่นก่อนหน้านี้เพราะตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบ และตนยืนยันว่าที่ก่อนหน้านี้ได้ยื่นฟ้องไปไม่ได้เป็นการยื่นเพื่อถ่วงเวลา ขอให้ผู้มีอำนาจหรือได้พิจารณาได้ดูเพราะมีตั้งแต่ความเห็นของกฤษฎีกา และความเห็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ตอนนี้ตนเกรงว่ากระบวนการพิจารณาจะเกิดการลักลั่นจึงเข้ามานำเรียนเพื่อไม่ให้การดำเนินการขัดกับรัฐธรรมนูญไม่งั้นก็จะเป็นปัญหาในอนาคต เป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ด้วย หลังจากนี้จะมีการพิจราณาไปทิศทางไหนสุดท้ายผลอยู่ที่คำพิพากษา อาจจะเป็นที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือถ้าคณะผู้ไต่สวนอิสระมองว่าไม่มีมูลก็จบเรื่อง แต่ถ้าไม่จบก็จะเสนออัยการสูงสุดเพื่อนำเสนอกลับมายังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป