นายกฯอวยพรสงกรานต์ขอ ปชช.มีความสุข-น้ำมันมีพอ-จัดซอฟต์โลน 5,000 ล้าน หนุน ปชช.ซื้อ EV-ติด ‘โซลาร์ รูฟ’
เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม.ครั้งที่ 1/2569 ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯอวยพรสงกรานต์ขอ ปชช.มีความสุข
- มอบ ‘สุริยะ’ บินเจรจาปุ๋ย-น้ำมัน
- มติ ครม.จัดซอฟต์โลน 5,000 ล้าน หนุน ปชช.ซื้อ EV – ติด ‘โซลาร์ รูฟ’
- ขนส่งเฮ! เปิดลงทะเบียนรับเงินเยียวยา 16 – 19 เม.ย.นี้
- ปรับไทม์ไลน์เร่งใช้งบปี’70 ทัน 1 ต.ค.นี้
- อนุมัติงบกลางกว่า 7.7 พันล้าน เยียวยาวิกฤติพลังงาน
- เร่ง พ.ร.บ.ค้างท่อ 24 ฉบับ เสนอสภาฯภายใน 12 พ.ค.
- แบ่งงาน 7 รองนายก 4 รมต.สำนักนายกฯ
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม.ครั้งที่ 1/2569 ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม.นายอนุทิน ได้ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนการลงพื้นที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดย นายอนุทิน ตอบว่า “จะไปตรวจตามสถานีขนส่งต่างๆ”
ถามต่อว่า ไทม์ไลน์วันหยุดยาวช่วงสงกรานต์ของนายกฯ เป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “ส่วนใหญ่ตระเวนดูความเรียบร้อยของพื้นที่ต่างๆ”
อวยพรสงกรานต์ ขอ ปชช.มีความสุข – น้ำมันมีพอ
ผู้สื่อข่าวยังขอให้นายกฯ ฝากอะไรถึงประชนในช่วงสงกรานต์นี้ โดย นายอนุทิน บอกว่า “ขอให้พักผ่อน ใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างมีความสุข ไม่ต้องห่วงกังวลเรื่องน้ำมัน น้ำมันเรามีให้บริการอย่างแน่นอน แต่ขอให้ใช้อย่างตระหนัก”
“เรื่องความสนุกสนานขอให้เต็มที่ สาดน้ำ เล่นน้ำตามประเพณี อย่าให้ใครเดือดร้อน และอารมณ์เย็นๆ กันไว้ ดื่มสุรา ต้องไม่ขับยวดยาน ทั้งมอเตอร์ไซค์ จักรยาน รถยนต์ ขอให้ยึดมั่นในความปลอดภัยที่จะเกิดขึ้น สงกรานต์ก็จะเป็นช่วงเวลาที่คนมีความสุข” นายอนุทิน กล่าว
เมื่อถามว่า นายกฯ กำชับรัฐมนตรีอย่างไรบ้าง นายอนุทิน ตอบว่า “ทุกท่านมีพื้นที่ที่จะไปดูแลอำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชน รัฐมนตรีของเราส่วนใหญ่เป็นผู้แทนราษฎรด้วย ก็ไม่มีอะไรกังวล”
มอบ ‘สุริยะ’ บินเจรจาปุ๋ย-น้ำมัน
ถามต่อว่า นายกฯ มีข้อกังวลอะไรหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ต้องคอยมอนิเตอร์สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และพยายามดูแล…สงกรานต์มันวันหยุดในประเทศไทย ประเทศอื่นไม่ได้หยุด ฉะนั้นเรื่องการหาน้ำมันดิบและสิ่งจำเป็นที่ต้องนำเข้ามาใช้ในประเทศ เพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและเรียบร้อย”
“เราก็ดำเนินการ รมว.เกษตร (สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ใช้เวลาช่วงสงกรานต์เดินทางไปเจรจาเรื่องปุ๋ย น้ำมันในต่างประเทศ เราไม่มีใครอยู่นิ่งและต้องหาทางเลือกให้ประเทศของเราและประชาชนอยู่ตลอดเวลา”
นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้ายว่า “นักข่าวก็ไปเที่ยวให้สนุก…พักผ่อน”
มติ ครม.มีดังนี้
ภายหลังการประชุม ครม. นายอนุทินได้มอบหมายให้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รวมกันแถลงมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ ภาคขนส่ง เกษตรกร เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
จัดซอฟต์โลน 5,000 ล้าน หนุน ปชช.ซื้อ EV – ติด ‘โซลาร์ รูฟ’
ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ มาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบ และป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ดังกล่าว ที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น (Stagflation) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน มีรายละเอียดดังนี้
(1) มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน กลุ่มเปราะบาง ภาคขนส่ง และเกษตรกร ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
(2) มาตรการสนับสนุนให้ประชาชน และผู้ประกอบการปรับตัว (Transform) ให้หันมาใช้พลังงานสะอาดทดแทนน้ำมันให้มากขึ้น และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและภาคการเกษตรที่เป็นต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของประเทศ ให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ และการทำการเกษตร โดยรัฐบาลคาดหวังว่ามาตรการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวจะเป็นการแบ่งเบาภาระและช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกร ซึ่งจะช่วยลดการส่งผ่านภาระต้นทุนไปสู่ผู้บริโภค โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนี้
1. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับประชาชน
1.1 กลุ่มเปราะบาง : รัฐบาลมีมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.22 ล้านคน โดยการขยายวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400 บาท ระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2569
1.2 กลุ่มประชาชนทั่วไป : เตรียมพร้อมประชาชนทั่วไป สำหรับการปรับตัว และเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของวิกฤติพลังงาน ดังนี้
- ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB สำหรับการปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน (โครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ) วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ประชาชนในการปรับตัวด้านพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV เป็นต้น วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 5 ปี โดยมีดอกเบี้ยอัตราพิเศษ และยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570
- ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ยังสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพื่อประหยัดพลังงาน ประกอบด้วย (1) สินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ปรับปรุง และซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับระบบพลังงานทดแทน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 2.20 ต่อปี ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี ยื่นรับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 เมษายน 2569
(2) สินเชื่อบ้านเบอร์ 5 สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง และรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติบ้านเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.69 ต่อปี ใน 2 ปีแรก ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 และ
(3) สินเชื่อ Solar Roof สำหรับลูกค้าสวัสดิการที่หน่วยงานทำข้อตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้ที่อยู่อาศัย ที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อซื้อ Solar Roof วงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท
2. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคการเกษตร
- ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต วงเงินสินเชื่อ 30,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกร ในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต และมีการอบรม/เรียนรู้ทักษะที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการวิเคราะห์การใช้ปุ๋ยให้เหมาะกับสภาพดิน พืช และพื้นที่ด้วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี ทั้งนี้ เมื่อเกษตรกรผู้กู้ปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข รัฐบาลจะชำระดอกเบี้ยแทนเกษตรกรร้อยละ 3 ต่อปี วงเงินสินเชื่อต่อรายสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ ไม่เกิน 12 เดือน ระยะเวลาโครงการ 3 ปี
3. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการ
3.1 คู่สัญญาภาครัฐ : เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางให้แก่ผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญากับภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและลูกจ้างของคู่สัญญาภาครัฐ กรมบัญชีกลางจึงได้ผ่อนปรนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง เช่น กรณีที่ผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ ให้ถือว่ามีเหตุผลสมควรและไม่เป็นผู้ทิ้งงานพร้อมคืนหลักประกัน สำหรับสัญญาที่ลงนามแล้วหากได้รับผลกระทบอาจเจรจาหยุดงานชั่วคราวได้ตามความเหมาะสม กรณีที่ลงนามสัญญาแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน หน่วยงานของรัฐสามารถใช้ดุลยพินิจเลิกสัญญาและคืนหลักประกันได้ เป็นต้น พร้อมทั้งขยายราคากลางงานก่อสร้างของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลให้อยู่ที่อัตรา 51.00 – 69.99 บาทต่อลิตร เพื่อให้การคำนวณราคากลางสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และสำนักงบประมาณได้ดำเนินการให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ เร่งรัดการโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร เพื่อเป็นเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างของสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ที่ได้รับอนุมัติวงเงินแล้ว รวมทั้งปรับปรุงและทบทวนเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณสัญญาแบบปรับราคาได้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาวัสดุ
3.2 มาตรการสำหรับ SMEs : กระทรวงการคลังร่วมกับ
- ธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุน เพื่อปรับตัว (Transformation) ทั้งในด้านความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดิจิทัล เทคโนโลยี เป็นต้น สามารถขอรับความช่วยเหลือตามมาตรการดังกล่าวนี้ได้
- ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ดำเนินโครงการสินเชื่อ SME Green Productivity เพื่อเป็นเงินลงทุน และ/หรือเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในการยกระดับและเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งโครงการดังกล่าวครอบคลุมผู้ประกอบการที่มีกระบวนการผลิต หรือ เทคโนโลยีลดการใช้พลังงาน ระบบพลังงานทดแทน และเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) และรถสมัยใหม่ที่ปล่อยมลพิษต่ำ โดยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี ใน 3 ปีแรก วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อราย และ
- ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยได้มีมาตรการ EXIM Support Plus เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบ ทั้งทางตรง หรือทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าวที่ทำให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ร้อยละ 4.00 ต่อปี และยังมีโครงการประกันการส่งออกด้วยอัตราเบี้ยประกันพิเศษสำหรับประกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง
4. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคขนส่ง
คณะรัฐมนตรีได้สนับสนุนงบประมาณ เพื่อช่วยอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ภาคขนส่งเป็นระยะเวลารวม 42 วัน (ตั้งแต่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569) ในวงเงินจำนวนรวม 2,061 ล้านบาท ให้แก่
1) กลุ่มรถบรรทุกไม่ประจำทาง (รถบรรทุกขนาดใหญ่ 10 ล้อขึ้นไป และรถบรรทุกขนาดเล็กน้อยกว่า 10 ล้อ) จำนวน 1,354 ล้านบาท
2) กลุ่มรถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 97 ล้านบาท
3) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 2 และหมวด 3 (รถตู้โดยสาร และรถมินิบัส) จำนวน 81 ล้านบาท
4) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 4 จำนวน 9 ล้านบาท
5) กลุ่มรถแท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 8 ล้านบาท
6) กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง จำนวน 311 ล้านบาท และ 6) สนับสนุนเงินให้บริษัท ขนส่ง จำกัด เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายกลุ่มประชาชนที่เดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์โดยในช่วง 6 – 19 เมษายน 2569 จำนวน 200 ล้านบาท
ดร.เอกนิติ กล่าวต่อว่า คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณดำเนินการพิจารณาลดการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นงดการเดินทางไปศึกษาดูงาน หรือฝึกอบรมในต่างประเทศ และปรับรูปแบบการดำเนินการเป็นการศึกษาดูงานหรือจัดกิจกรรมภายในประเทศแทน รวมทั้งลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยให้มีการปฏิบัติหน้าที่จากที่พักอาศัยของตนเอง (Work From Home) ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ
รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งมั่นดำเนินมาตรการข้างต้นเพื่อเร่งบรรเทาผลกระทบให้แก่เกษตรกรรายย่อย ประชาชน และผู้ประกอบการให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจและใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจผ่านการสร้างนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการ และวางรากฐานให้ภาคธุรกิจฟื้นตัวและขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างยั่งยืนและครอบคลุมในทุกมิติ
ขนส่งเฮ! เปิดลงทะเบียนรับเงินเยียวยา 16 – 19 เม.ย.นี้
ด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ สำหรับการมอบหมายกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) ให้กองทุนฯ รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ไปพิจารณาดำเนินการ ทั้งนี้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ และ มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมทั้งให้มีมาตรการป้องกันการทุจริตในทุกขั้นตอนด้วย โดยมีสาระสำคัญดังนี้
กระทรวงคมนาคมได้รับรายงานจากกรมการขนส่งทางบก เสนอขอทบทวนและเพิ่มเติมมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมัน สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกขนส่ง สินค้า และเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 1,458.92 ล้านบาท เพื่อดำเนินการตามมาตรการบรรเทาผลกระทบให้ผู้ประกอบการขนส่งรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกขนส่งสินค้าภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ของกรมการขนส่งทางบก สรุปได้ ดังนี้
1. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เห็นชอบในหลักการมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมัน และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ตามอำนาจหน้าที่ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยด่วนต่อไป ตามที่กระทรวงการคลังเสนอทั้งนี้ ในกรณีมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายงบประมาณ ให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยโอนงบประมาณรายจ่าย โอนเงินจัดสรรหรือเปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร แล้วแต่กรณีหรือใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ เงินสะสม หรือเงินรายได้ มาดำเนินการในโอกาสแรกก่อน และหากไม่เพียงพอและมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ ให้จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเท่าที่จำเป็น และเหมาะสม ตามขั้นตอนของระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 ต่อไป ซึ่งมาตรการให้การสนับสนุนเงินช่วยเหลือแก่กลุ่มขนส่งในส่วนของกระทรวงคมนาคม ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แบ่งเป็นการช่วยเหลือในสองกลุ่มใหญ่ มีดังนี้
1) การช่วยเหลือรถขนส่งรับจ้าง ตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ที่มีระบบระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม (GPS) มีอยู่ประมาณ 164,106 คัน โดยจะพิจารณาจากระยะทางที่วิ่งจริง โดยปกติเฉลี่ยรถกลุ่มนี้จะใช้น้ำมันวันละ 7.8 ล้านลิตรต่อวัน รัฐบาลดูแลให้ลิตรละ 6 บาท จากฐานราคาวันที่ 25 มีนาคม 2569 คิดเป็นการให้ความช่วยเหลือ 30 วัน เป็นเงินจำนวน 1,407 ล้านบาท
2) การช่วยเหลือรถโดยสารสาธารณะ แบ่งเป็น
(1) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะวิ่งระหว่างเมือง หมวดสองและหมวดสาม กล่าวคือ ทั้งรถวิ่งออกจาก กทม. และรถวิ่งข้ามภาค ได้เงินประมาณเดือนละ 73.27 ล้านบาท
(2) กลุ่มรถหมวดสี่ หรือกลุ่มรถเมล์เล็กทั้งในกรุงเทพมหานคร และในต่างจังหวัดรวมทั้งสิ้นจำนวน 19,419 คัน สนับสนุนให้วันละ 300 บาท หรือคิดเป็นน้ำมันประมาณ 50 ลิตรต่อวัน ชดเชยให้ลิตรละ 6 บาท คิดเป็นเงิน 174.73 ล้านบาท
(3) กลุ่มรถวินมอเตอร์ไซค์หรือกลุ่มไรเดอร์ ซึ่งมีทั้งสิ้น 114,653 คัน และสนับสนุนให้เดือนละ 300 บาท คิดเป็นเงินสนับสนุน 34.40 ล้านบาท
รวมทั้งสิ้นเป็นเงินสนับสนุน 30 วัน จำนวน 1,689.39 ล้านบาท
2. กรมการขนส่งทางบก ได้เสนอเรื่อง การทบทวนและเพิ่มเติมมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกขนส่งสินค้า สรุปได้ ดังนี้
2.1 ขอทบทวนมาตรการและกรอบวงเงินให้ความช่วยเหลือของกลุ่มรถขนส่งรับจ้าง (รถบรรทุกไม่ประจำทาง) ดังนี้
ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เห็นชอบในหลักการมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมัน ให้กับกลุ่มรถขนส่งรับจ้าง (รถบรรทุกไม่ประจำทาง)ภายใต้กรอบวงเงิน 1,407 ล้านบาท นั้น เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือสนับสนุนครอบคลุมกลุ่มรถขนส่งรับจ้าง (รถบรรทุกไม่ประจำทาง) ทั้งหมด ซึ่งเป็นกลุ่มรถบรรทุกที่สามารถรับจ้างทำการขนส่งได้ตามกฎหมาย เป็นกลไกสำคัญในระบบห่วงโซ่อุปทานและระบบโลจิสติกส์ รองรับการขนส่งจากแหล่งวัตถุดิบ อุตสาหกรรมการผลิต ผู้จำหน่ายปลีก-ส่ง จนถึงการอุปโภคบริโภคของประชาชน ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ จึงขอทบทวนมาตรการ ดังนี้
จากเดิม: ขอให้การช่วยเหลือรถขนส่งรับจ้าง ตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ที่มีระบบระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม (GPS) มีอยู่ประมาณ 164,106 คัน โดยจะพิจารณาจากระยะทางที่วิ่งจริง โดยปกติเฉลี่ยรถกลุ่มนี้จะใช้น้ำมันวันละ 7.8 ล้านลิตรต่อวัน รัฐบาลดูแลให้ลิตรละ 6 บาทจากฐานราคาวันที่ 25 มีนาคม 2569 คิดเป็นการให้ความช่วยเหลือ 30 วันเป็นเงินจำนวน 1,407 ล้านบาท ขอทบทวนมาตรการ
แก้ไขเป็น: ขอรับการสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือให้กับกลุ่มรถขนส่งรับจ้าง(รถบรรทุกไม่ประจำทาง) จำนวน 287,175 คัน โดยจำแนกเป็น 2 กลุ่มประเภท ดังนี้
(1) กลุ่มที่ 1 รถขนส่งรับจ้าง (รถบรรทุกไม่ประจำทาง) ตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มรถบรรทุกขนาดใหญ่ ทำการขนส่งต่อเที่ยวได้ในปริมาณมาก รองรับการขนส่งที่มีระยะทางไกลโดยมีการติดตั้งระบบระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม (GPS) ตามที่กฎหมายกำหนด สามารถติดตาม ตรวจสอบการเดินรถ เป็นกลุ่มที่มีความสำคัญในระบบห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของประเทศ มีอยู่จำนวน 164,106 คัน โดยขอรับการสนับสนุนมาตรการลดผลกระทบ จำนวน 6,000 บาทต่อคัน ตลอดระยะเวลามาตรการระหว่างวันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 รวมจำนวน 42 วัน หรือตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 984.64 ล้านบาท โดยประมาณ
(2) กลุ่มที่ 2 รถขนส่งรับจ้าง (รถบรรทุกไม่ประจำทาง) น้อยกว่า 10 ล้อ ซึ่งเป็นกลุ่มรถบรรทุกขนาดเล็ก ทำการขนส่งต่อเที่ยวได้ในปริมาณน้อยกว่ากลุ่มที่ 1 รองรับการขนส่งระยะใกล้ ยังไม่ต้องมีการติดตั้งระบบระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม (GPS) ตามที่กฎหมายกำหนด แต่ยังคงเป็นกลุ่มรถบรรทุกที่มีความสำคัญในระบบห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขนส่งสินค้า อุปโภค บริโภค ของประชาชน มีอยู่จำนวน 123,069 คัน โดยขอรับการสนับสนุนมาตรการลดผลกระทบ 3,000 บาทต่อคัน ตลอดระยะเวลามาตรการระหว่างวันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 รวมจำนวน 42 วัน หรือตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ คิดเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 369.20 ล้านบาทโดยประมาณ
รวมการขอสนับสนุนมาตรการลดผลกระทบ สำหรับรถขนส่งรับจ้าง (รถบรรทุกไม่ประจำทาง) จำนวน 287,175 คัน รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 1,353.84 ล้านบาท โดยประมาณ ตลอดระยะเวลามาตรการระหว่างวันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 รวมจำนวน 42 วัน ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม จะทำการตรวจสอบข้อมูลจำนวนรถ และผู้ประกอบการให้สอดรับกับห้วงเวลามาตรการสนับสนุนดังกล่าวต่อไป นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกได้จัดทำดัชนีอ้างอิงต้นทุนการขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซล (Diesel Fuel-Based Transport Freight Cost Index : DFCI) เพื่อใช้เป็นค่าอ้างอิงการเปลี่ยนแปลงของต้นทุน ซึ่งผู้ประกอบการขนส่งและผู้ว่าจ้างสามารถนำดัชนี DFCI ไปใช้เป็นกรอบอ้างอิง (Benchmark) ประกอบการพิจารณาตกลงค่าขนส่งสินค้าได้ โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในลักษณะเดียวกันกับค่า K (Escalation Factor) ในสัญญาก่อสร้างแบบปรับราคา เพื่อให้การปรับอัตรา ค่าขนส่งมีความยืดหยุ่น เป็นธรรม และสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ
2.2 ขอทบทวนมาตรการและกรอบวงเงินให้ความช่วยเหลือของกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ ดังนี้
(1) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะวิ่งระหว่างเมือง หมวดสองและหมวดสาม
จากเดิม : (1) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะวิ่งระหว่างเมือง หมวดสองและหมวดสาม กล่าวคือ ทั้งรถวิ่งออกจากกรุงเทพมหานครและรถวิ่งข้ามภาค ได้เงินประมาณเดือนละ 73.27 ล้านบาท
แก้ไขเป็น : (1.1) กลุ่มที่ 1 รถโดยสารสาธารณะหมวด 2 ประเภทรถตู้โดยสารและรถมินิบัส ที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง และติดตั้งระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม (GPS) ในการตรวจสอบการเดินรถจริงจำนวน 1,622 คัน ตลอดระยะเวลามาตรการ 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 รวมเป็นเงิน 48.29 ล้านบาท (1.2) กลุ่มที่ 2 รถโดยสารสาธารณะหมวด 3 ประเภทรถตู้โดยสารและรถมินิบัส ที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง และติดตั้งระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม (GPS) ในการตรวจสอบการเดินรถจริงจำนวน 1,506 คัน ตลอดระยะเวลามาตรการ 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 รวมเป็นเงิน 33.14 ล้านบาท รวมสนับสนุน 2 กลุ่ม จำนวนรถทั้งสิ้น 3,128 คัน เป็นเงิน 81.43 ล้านบาท
(2) กลุ่มรถหมวดสี่หรือกลุ่มรถเมล์เล็กทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัด
จากเดิม : (2) กลุ่มรถหมวดสี่หรือกลุ่มรถเมล์เล็กทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัด รวมทั้งสิ้นจำนวน 19,419 คัน สนับสนุนให้วันละ 300 บาท หรือคิดเป็นน้ำมันประมาณ 50 ลิตรต่อวัน ชดเชยให้ลิตรละ 6 บาท คิดเป็นเงิน 174.73 ล้านบาท
แก้ไขเป็น : (2.1) กลุ่มที่ 1 รถโดยสารสาธารณะหมวด 1 กรุงเทพมหานคร ประเภทรถตู้โดยสารและรถมินิบัสที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง จำนวน 251 คัน โดยพิจารณาสนับสนุน 3,600 บาทต่อคันต่อเดือน ตลอดระยะเวลามาตรการ 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 รวมเป็นเงิน 1.27 ล้านบาท (2.2) รถโดยสารสาธารณะหมวด 4 กรุงเทพมหานคร ประเภทรถตู้โดยสารและรถมินิบัสที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง จำนวน 20 คัน และประเภทรถสองแถวจำนวน 1,601 คัน โดยพิจารณาสนับสนุน 3,600 บาทต่อคันต่อเดือน ตลอดระยะเวลามาตรการ 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 รวมเป็นเงิน 8.17 ล้านบาท รวมสนับสนุน 2 กลุ่ม จำนวนรถทั้งสิ้น 1,872 คัน เป็นเงิน 9.44 ล้านบาท
(3) กลุ่มรถวินมอเตอร์ไซด์
จากเดิม : กลุ่มรถวินมอเตอร์ไซค์หรือกลุ่มไรเดอร์ ซึ่งมีทั้งสิ้น 114,653 คัน และสนับสนุนให้เดือนละ 300 บาท คิดเป็นเงินสนับสนุน 34.40 ล้านบาท
แก้ไขเป็น : รถจักรยานยนต์สาธารณะ (รย. 17) จำนวน 115,280 คัน โดยพิจารณาสนับสนุน 20 บาทต่อคันต่อวัน ตลอดระยะเวลามาตรการ 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 รวมเป็นเงิน 96.84 ล้านบาท
2.3 ขอเพิ่มเติมมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง ดังนี้
(1) มาตรการช่วยเหลือกลุ่มรถยนต์รับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่) ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 1,635 คัน โดยกำหนดรูปแบบการอุดหนุนแบบเหมาจ่ายในอัตรา โดยพิจารณาสนับสนุน 3,600 บาทต่อคันต่อเดือน ตลอดระยะเวลามาตรการ 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 รวมเป็นเงิน 8.24 ล้านบาท
(2) รถโดยสารไม่ประจำทาง ประเภทรถบัส จำนวน 23,192 คัน โดยพิจารณาสนับสนุน 5,000 บาทต่อคัน และประเภทรถตู้โดยสารและรถมินิบัส จำนวน 29,486 คัน โดยพิจารณาสนับสนุน 3,600 บาทต่อคัน ตลอดระยะเวลามาตรการ 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 รวมเป็นเงิน 310.95 ล้านบาท
(3) สำหรับในการช่วยเหลือประชาชนที่เดินทางในช่วงของเทศกาลสงกรานต์ระหว่างวันที่ 6-19 เมษายน 2569 โดยกรมการขนส่งทางบกและบริษัท ขนส่ง จำกัด ได้รับจัดสรรเงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) ในการเดินทางรถโดยสารสาธารณะให้เกิดความปลอดภัยโดยใช้ในการสนับสนุนให้บริษัท ขนส่ง จำกัด เพื่อใช้ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่เกิดขึ้นจากค่าโดยสารที่เพิ่มสูงขึ้น โดยคณะกรรมการกองทุนฯ มีมติเมื่อวันที่ 3 เมษายน2569 โดยวงเงิน 66.90 ล้านบาท ซึ่งในขณะนั้นราคาน้ำมันดีเซล 38.99 บาท หรือตามอัตราค่าโดยสารตามที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางกำหนด เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ซึ่งคาดหมายว่าใช้เงินรวมประมาณ 200 ล้านบาท (หรือเบิกจ่ายตามรายการที่เกิดขึ้นจริง) ดังนั้น โดยสรุปการดำเนินการตามข้อเสนอเพื่อช่วยเหลือเยียวยากลุ่มผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะและกลุ่มบรรทุกสินค้าซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเปราะบาง และส่งผลกระทบต่อภาระอัตราค่าขนส่งสินค้าและบริการตลอดจนระดับคุณภาพการให้บริการ ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยในการเดินทางในระบบรถสาธารณะในภาพรวมตามข้อ 2. รวมการช่วยเหลือจากภาครัฐสำหรับกลุ่มเปราะบางด้านการขนส่งตามข้อ 2.1 – 2.3 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 2,060.74 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนจำนวน 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 โดยกรมการขนส่งทางบกจะเปิดให้กลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง และผู้ขับรถที่เข้าข่ายได้รับการช่วยเหลือลงทะเบียนรับสิทธิ์ระหว่างวันที่ 16 – 19 เมษายน 2569
ปรับไทม์ไลน์เร่งใช้งบปี’70 ทัน 1 ต.ค.นี้
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 พร้อมปรับปรุงปฏิทินงบประมาณ เพื่อให้พระราชบัญญัติงบประมาณฯ สามารถประกาศใช้ได้ทันวันที่ 1 ตุลาคม 2569 อันจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดยการจัดทำงบประมาณปี 2570 เน้นแก้ปัญหาประชาชน ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และใช้แนวคิดงบประมาณฐานศูนย์ ทบทวนความจำเป็นของทุกโครงการ พร้อมเปิดใช้แหล่งเงินทางเลือก เช่น การร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อลดภาระงบประมาณของประเทศ ทั้งนี้ ครม. ได้กำหนดไทม์ไลน์การจัดทำงบประมาณอย่างชัดเจน ดังนี้
- 20 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายงบประมาณ
- 1 พฤษภาคม 2569 หน่วยรับงบประมาณจัดทำคำของบประมาณ
- 2 มิถุนายน 2569 เสนอ ครม.พิจารณารายละเอียดงบประมาณ และเปิดรับฟังความคิดเห็น
- 16 มิถุนายน 2569 ครม. รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็น และเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ
- 23 มิถุนายน 2569 เสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณต่อสภาผู้แทนราษฎร
- ช่วงเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2569 สภาฯ พิจารณาตามขั้นตอน
- ปลายเดือนกันยายน 2569 นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้
- 1 ตุลาคม 2569 งบประมาณมีผลบังคับใช้
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังมีมติอนุมัติ ปรับปรุงการมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 9 แผนงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ โดยมีการมอบหมาย ดังนี้
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ กำกับ 2 แผนงาน ได้แก่
- แผนงานบูรณาการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
- แผนงานบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
นายทรงศักดิ์ ทองศรี กำกับ 2 แผนงาน ได้แก่
- แผนงานบูรณาการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด
- แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กำกับ 1 แผนงาน ได้แก่
- แผนงานบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กำกับ 2 แผนงาน ได้แก่
- แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว
- แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ กำกับ 1 แผนงาน ได้แก่
- แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กำกับ 1 แผนงาน ได้แก่
- แผนงานบูรณาการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัย
“การกำหนดไทม์ไลน์ที่ชัดเจน ควบคู่กับการมอบหมายผู้รับผิดชอบรายแผนงาน จะช่วยให้การใช้จ่ายงบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เงินถึงประชาชนได้รวดเร็ว และการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว
เห็นชอบ “สุไหงโก-ลก” ออกจากพื้นที่ความมั่นคง
นางสาวลลิดา กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ปรับพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ออกจากพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551
นางสาวลลิดากล่าวว่า การปรับพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งได้ประเมินสถานการณ์ในพื้นที่อย่างรอบด้าน เห็นว่าระดับสถานการณ์มีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่สามารถ “ผ่อนคลายมาตรการบางส่วน” ได้ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ และสนับสนุนการดำเนินชีวิตของประชาชน
ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบให้คงมาตรการด้านความมั่นคงในพื้นที่อื่นรวม 19 อำเภอ ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา เพื่อให้การดูแลสถานการณ์ยังคงมีความต่อเนื่อง ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นการ “ปรับสมดุล” ระหว่างการรักษาความปลอดภัยและการฟื้นฟูพื้นที่ โดยยึดหลักใช้มาตรการเท่าที่จำเป็น เหมาะสมกับระดับสถานการณ์ และไม่กระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนเกินความจำเป็น
“รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ปรับมาตรการให้ทันต่อข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อให้ความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของประชาชนเดินไปพร้อมกัน” นางสาวลลิดา กล่าว
อนุมัติงบกลางกว่า 7.7 พันล้าน เยียวยาวิกฤติพลังงาน
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบกลางกว่า 7,742 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ด้านดังนี้
1) ดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยใช้งบกลาง 6,022.85 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 4,700 ล้านบาท อย่างต่อเนื่องในปีงบฯ 2569 ต่อไป และสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเปราะบางตามมติ ครม. (26 มีนาคม 2569) จำนวน 1,322.85 ล้านบาท
2) มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง ใช้งบกลาง 1,458 ล้านบาท และจะใช้งบฯ จากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) อีก 601 ล้านบาทเพื่อสมทบมาตราการนี้ ซึ่งจะดูแลรถจำนวน 467,507 แสนคัน ใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวนรถรวม 180,332 คัน
2. ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง จำนวน 287,175 คัน
โดยการโอนเงิน จะเป็นการจ่ายผ่านพร้อมเพย์ แก่ผู้ประกอบการที่มีชื่อในระบบของกระทรวงคมนาคม และจะมีการเปิดให้แจ้งข้อมูลในลำดับต่อไป
3) มาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน โดยใช้งบกลาง 260.60 ล้านบาท ผ่าน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่
1.โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัด ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้ 150 ล้านบาท ส่งผลให้เกษตรกรมีเงินไว้ใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น
2. โครงการ “เยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน” ผ่านงานธงฟ้า รถโมบาย และรถพุ่มพวง จัดทั่วประเทศ คาดช่วยลดภาระประชาชน ไม่น้อยกว่า 228 ล้านบาท
3. โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ คาดสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท
ทั้ง 3 โครงการจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ผลิต เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SME ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว
เร่ง พ.ร.บ.ค้างท่อ 24 ฉบับ เสนอสภาฯภายใน 12 พ.ค.
นางสาวรัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบร่างพระราชบัญญัติที่ยังค้างการพิจารณาอยู่ในรัฐสภา ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมทั้งหมด 24 ฉบับ และมอบหมายให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการเร่งทบทวนพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ค้างอยู่ พร้อมแจ้งยืนยันต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ภายในวันที่ 24 เมษายน 2569 จากนั้นจะนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง เพื่อพิจารณาร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติต่อไปให้ทันกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญ ภายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569
นางสาวรัชดาฯ กล่าวต่อว่า ร่างพระราชบัญญัติที่ยังค้างอยู่ทั้ง 24 ฉบับ ได้แก่ 1) ร่างพระราชบัญญัติที่ค้างในชั้นการพิจารณาของ สผ. จำนวน 20 ฉบับ และ 2. ร่างพระราชบัญญัติที่ค้างในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภา จำนวน 4 ฉบับ แบ่งเป็นของหน่วยงานต่าง ๆ ดังนี้
1) กระทรวงกลาโหม 2 ฉบับ : 1. ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. 2. ร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
2) กระทรวงการคลัง 3 ฉบับ :
1. ร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. ….
2. ร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์)
3. ร่างพระราชบัญญัติโอนที่ราชพัสดุที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ในท้องที่ตำบลดงเย็น อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานีให้แก่ นางมี รักเสมอวงศ์ พ.ศ. ….
3) กระทรวงการอุดมศึกษาฯ 2 ฉบับ : 1. ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ. …. 2. ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
4) กระทรวงคมนาคม 5 ฉบับ :
1. ร่างพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (เพิ่ม (ฆ/4) ว่าด้วยการค้นหาและช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทางน้ำ)
2. ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างกิจการรถไฟฟ้า โครงการรถไฟฟ้ามหานครสายนัคราพิพัฒน์ ในท้องที่เขตวังทองหลาง เขตบางกะปิ เขตสวนหลวง เขตประเวศ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร และอำเภอบางพลี อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. ….
3. ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างกิจการรถไฟฟ้า โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูช่วงแคราย – มีนบุรี ในท้องที่อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และเขตหลักสี่ เขตบางเขน เขตคันนายาว เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ….
4. ร่างพระราชบัญญัติกำหนดภาระในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อกิจการขนส่งมวลชน โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย – มีนบุรีในท้องที่เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ….
5. ร่างพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
5) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 1 ฉบับ : ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ….
6) กระทรวงยุติธรรม 3 ฉบับ : 1. ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 พ.ศ. …. 2. ร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และ 3. ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
7) กระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับ : 1. ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. 2. ร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและแนวหน้าสุขภาพ พ.ศ. ….
8) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 1 ฉบับ : ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
9) สำนักงาน ก.พ.ร. 1 ฉบับ : ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. ….
10) สำนักงาน ปปง. 2 ฉบับ : 1. ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. 2. ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ….
11) สำนักงานศาลยุติธรรม 2 ฉบับ : 1. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (กำหนดให้มีเจ้าพนักงานคดีทำหน้าที่ช่วยเหลือศาลในการดำเนินคดี) 2. ร่างพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (การกำหนดตำแหน่งเจ้าพนักงานคดีประจำศาลยุติธรรม)
“ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 147 กำหนดว่า เมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ร่างพระราชบัญญัติที่ยังพิจารณาไม่เสร็จจะถือว่า “ตกไป” ทันที อย่างไรก็ตาม หากมีการตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หลังการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีสามารถขอให้รัฐสภานำร่างกฎหมายที่ตกไปนั้นกลับมาพิจารณาต่อได้ โดยต้องยื่นคำขอภายใน 60 วัน นับจากวันเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้ง ซึ่งกรณีนี้คือภายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 และหากรัฐสภาเห็นชอบ ก็สามารถนำร่างกฎหมายนั้นกลับมาพิจารณาต่อได้ตามขั้นตอนปกติ” นางสาวรัชดา กล่าว
แบ่งงาน 7 รองนายก 4 รมต.สำนักนายกฯ
นางสาวรัชดา กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 เรื่องมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีประจำสำนักปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกฯ ดังนี้ กระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และมอบหมายให้กำกับดูแลหน่วยงานของรัฐ ดังนี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านกีฬา) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข และมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการ ดังนี้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน สำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมตรีตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) และมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสังและปฏิบัติราชการ ดังนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
4. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ กระทรวงการต่างประเทศ และมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการ ดังนี้ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
5. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารบริหาชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านการที่ยว) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
6. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงามราชบัณฑิตยสภา (รวมทั้งราชการของราชบัณฑิตยสภา) รวมถึงการดำเนินคดีปกครอง รวมทั้งลงนามมอบอำนาจให้พนักงานอัยการปกครองกรณีที่มีการฟ้องนายกรัฐมนตรี
7. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสังและปฏิบัติราชการ ดังนี้ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง และกำกับดูแลองค์การมหาชน ดังนี้ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)
8. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และมอบหมายให้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)
9. นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชนและหน่วยงานของรัฐ ดังนี้ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชบ) องค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม
10. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนทนายกรัฐมนตรี ดังนี้ สำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ รวมถึงมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชน ดังนี้ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
11. นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชน ดังนี้สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
ตั้ง “ไตรศุลี” เลขานายก – “ลลิดา” รองโฆษก
นางสาวรัชดา กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอจำนวน 2 ตำแหน่ง ได้แก่
1. นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
2. นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ดำรงตำแหน่ง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 11 เมษายน 2569 เพิ่มเติม