ประเทศไทยในทางแพร่ง: จากเศรษฐกิจติดหล่ม สู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อความอยู่รอด
ประเทศไทยในทางแพร่ง: จากเศรษฐกิจติดหล่ม สู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อความอยู่รอด และการถ่ายทอดอำนาจ จากรัฐพันลึกถึงระบอบรัฐสภา
โดย รศ.ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ
- บทนำ: สภาพการณ์เศรษฐกิจ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” และการเมืองที่สวนทางกับความจริง
ประเทศไทยในเวลานี้ไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ แต่กำลังเผชิญกับสิ่งที่ผมเรียกว่า “Triple Deficits” หรือ “วิกฤตสามดุล” ได้แก่ การเจริญเติบโตที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินสู่ความเสี่ยงการเจริญเติบโตที่อาจติดลบ (Growth Deficit) การขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง (Budget Deficit) จนต้องขาดดุลในระดับสูงสุดที่กฎหมายอนุญาตเพื่อมิให้งบลงทุนภาครัฐขาดหายไปมากเกินยอมรับได้ และความเสี่ยงในการขาดดุลการชำระเงิน (Cash Transfer Deficit) จากขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูญหายไป เงินลงทุนต่างประเทศไม่ได้เข้ามาในประเทศไทยนานแล้ว และประเทศสูญเสียความน่าสนใจในการเป็นประเทศน่าลงทุน
เศรษฐกิจไทยไม่ได้แค่ชะลอตัว ทำให้ปัจจัยสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจตลอดมาคือ การเกินดุลการค้า หรือการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด อยู่ในความเสี่ยงที่แบกรับระบบเศรษฐกิจทั้งหมดไม่ไหว จึงทำให้ความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานาน อยู่ในท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แต่ฝ่ายการเมืองกลับยังเล่นเกม “ขายฝัน” สวนทางกับตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ที่เป็นวิทยาศาสตร์
ปัจจัยหลัก 5 ประการที่ทำให้เศรษฐกิจไทย “สาละวนอยู่ที่ร้อยละ 1.0” คือ:
* โครงสร้างงบประมาณที่ง่อยเปลี้ย: งบลงทุนถูกเบียดบังด้วยงบประจำและภาระหนี้ เพราะหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นไม่หยุดยั้ง เนื่องจากวิกฤตใหม่ๆทั้งภายในและภายนอกที่ถาโถมเข้ามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วมใหญ่ ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ที่ติดอันดับโลก ปัญหาสถานการณ์การสู้รบกับกัมพูชา ปัญหาภาษีศุลกากรกับประเทศมหาอำนาจ ปัญหาวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง รัฐแทบไม่เหลือเม็ดเงินเหลือในการสร้างเครื่องยนต์ใหม่
* การส่งออกที่ไร้เขี้ยวเล็บ: เรายังติดอยู่ในห่วงโซ่โบราณ แข่งขันด้านเทคโนโลยีสู้เพื่อนบ้านไม่ได้ และกำลังถูกสินค้าจีนทะลักเข้ามาตีตลาด จีนเข้ามาผลิตสินค้าในประเทศไทยด้วย ในขณะที่แผนการพัฒนาอุตสาหกรรมทันสมัย อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง อย่างเช่น เซมิคอนดักเตอร์ หรือ AI ประเทศไทยเคยขายฝันว่าจะทำ แต่ก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างเท่านั้น
* การท่องเที่ยวที่เปราะบาง: การฝากความหวังไว้กับนักท่องเที่ยวจีนเพียงกลุ่มเดียวคือความเสี่ยง เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยนและความปลอดภัยมีปัญหา รวมถึงปัญหาสแกมเมอร์ และทุนเทาที่ครอบครองอาชญกรรมไซเบอร์ในประเทศไทย ทำให้เป็นแรงกดดันในเรื่องความปลอดภัยที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรเหล่านี้จำนวนมากในประเทศไทย
* วิกฤตประชากรและสังคมสูงวัย: จำนวนคนเกิดใหม่น้อยกว่าคนตาย ปีละประมาณ 100,000 คนและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สัดส่วนประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยขาดแรงงาน ต้องนำเข้าแรงงานทั้งถูกและผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก ไทยต้องยืมจมูกแรงงานเพื่อนบ้านหายใจเพื่อการผลิตที่ต้องอยู่รอด ผลิตภาพแรงงานในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง จำนวนแรงงานลดลงสวนทางกับภาระค่าใช้จ่ายสวัสดิการและสาธารณสุขที่พุ่งสูงจนประกันสังคมจ่อล้มละลาย
* การสูญเสียอธิปไตยดิจิทัล: เราเป็นเพียง “ผู้ซื้อ” บนแพลตฟอร์มต่างชาติ ปล่อยให้เม็ดเงินไหลออกโดยเก็บภาษีได้น้อยมากๆ เพียงแค่ติ่งหนึ่งของภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องแค่เดินตามปริมาณธุรกรรมที่แพลตฟอร์มต่างชาติแจ้งว่าเข้าเกณฑ์เท่านั้น นี่เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบว่าทำไมเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทยถึงโตได้น้อย ทั้งๆที่ธุรกรรมดิจิทัลมีปริมาณเพิ่มสูงมากๆแบบน่าพอใจ
ความล้มเหลวเหล่านี้สะท้อนออกมาในรูปของ “วิกฤตศรัทธา” ต่อตลาดหุ้นและนักลงทุนทั่วโลก หากรัฐบาลยังดันทุรังใช้การกระตุ้นแบบเดิมๆ โดยไม่แก้พื้นฐาน ประเทศไทยก็ทำได้เพียง “ถอยหลังเข้าคลอง” ในขณะที่เพื่อนบ้านกำลังวิ่งแซงเราไปไกล
- กับดักงบประมาณและเพดานหนี้สาธารณะ: วินัยการคลังที่กำลังถูกท้าทาย
ความจริงที่นักการเมืองพยายามปกปิดคือ “รัฐบาลกำลังถังแตก” สถานะการคลังในปัจจุบันเปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่กำลังโอเวอร์ฮีท เรากำลังก้าวเข้าสู่จุดอันตรายที่หนี้สาธารณะจะพุ่งชนเพดานร้อยละ 70 ของ GDP ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รายได้ที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง บีบให้รัฐต้องตั้งงบประมาณขาดดุลจ่อเพดานร้อยละ 5 ของ GDP ทุกปี
ตารางเปรียบเทียบสถานการณ์การคลังของประเทศไทย (แผนการคลังระยะปานกลางสำหรับปีงบประมาณ 2570 – 2573)
สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จ่อ 70% พื้นที่ในการรับมือวิกฤตในอนาคตแทบไม่เหลือ
การเติบโตของ GDP สมัยก่อนที่อยู่ที่ระหว่าง 4% – 5% แต่ปัจจุบันกลับมาอยู่ที่ 1.0% – 1.5% และมีความเสี่ยงที่จะเติบโตเหลือศูนย์ หรือติดลบ และรายได้รัฐโตไม่ทันภาระดอกเบี้ยและหนี้สิน
งบชำระหนี้ (Debt Service) สูงจนชนเพดานไม่สามารถขยับได้มากกว่านี้ เพราะรัฐบาลไม่สามารถชำระคืนต้นเงินกู้ ได้มากกว่าร้อยละ 3.5 ของงบประมาณรายจ่าย ซึ่งสถานการณ์ได้ชนเพดานนี้แล้ว ต่อจากนี้เราต้องหาทางลดหนี้สาธารณะลงอย่างเดียว เพื่อลดตัวเลขตรงนี้ลง มิเช่นนั้นก็ต้องปรับเพดานการชำระต้นเงินกู้ และเพดานหนี้สาธารณะที่ใกล้จะชนเพดานที่ร้อยละ 70 ในขณะที่เรามีสัดส่วนงบชำระหนี้มากถึงร้อยละ 11.2 ของงบประมาณทั้งหมด แต่เรามีงบประมาณรายจ่ายประจำสูงเช่นกัน มีเงินลงทุนที่ผูกพันจำนวนมากและต้องปฏิบัติตามนโยบายสัญญาประชาคมของพรรคการเมืองที่มาเป็นรัฐบาล งบประมาณรายจ่ายจึงต้องขาดดุลจำนวนมาก จนเกือบถึงระดับที่กฎหมายอนุญาตด้วยเช่นกัน (อยู่ที่ประมาณร้อยละ 5-6 ของจีดีพี) ซึ่งปัจจุบันเราขาดดุลอยู่ที่ประมาณกว่าร้อยละ 4 ของจีดีพี
จากข้อมูลข้างต้นชี้ให้เห็นแล้วว่างบประมาณรัฐบาลเป็นการเพิ่มความเสี่ยงทางการคลังของประเทศอย่างมาก ซึ่งความเสี่ยงทางการคลังที่ว่านี้ ผมอยากทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า เมื่อก่อนตอนผมยังอยู่ที่กระทรวงการคลัง ช่วงปี 2544-2548 เรามีระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่ประมาณร้อยละ 50 เราถือว่าเรามีสถานการณ์คลังที่ค่อนข้างแข็งแรง เมื่อเทียบกับระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 4-5 แต่ผ่านมาเรื่อยๆ ระดับหนี้ที่ว่าก็เพิ่มขึ้นมาที่ร้อยละ 60 ++ และเราก็มีกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังเพื่อสร้างปราการที่แข็งแกร่งให้กับฐานะการคลังของประเทศ
แต่หลังจากปี 2550 เป็นต้นมาที่เราเริ่มประสบกับปัญหาทางการเมือง การปฏิวัติรัฐประหาร และการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพ ทำให้หนี้สาธารณะกลับมาเพิ่มจนจะชนเพดาน จีดีพีเราก็เริ่มโตลดลง จนมาเจอสถานการณ์โควิด จีดีพีเราก็ผันผวนอย่างรุนแรง คือติดลบมากและต่อเนื่องหลายไตรมาส บวกบ้างภายหลังแต่โดยรวมก็ขาดทุน เพราะตอนติดลบมากสุดถึงร้อยละ 12 ตอนกลับมาบวกเพราะสถานะการผลิตฟื้นฟูตัวเอง ก็บวกเพียงร้อยละ 7 และกลับมาโตน้อยลงมาโดยตลอด เหลือร้อยละ 1-2 หากนับประมาณ 8 ไตรมาสที่ผันผวน เราขาดดุลจีดีพีไปร้อยละ 16 โดยประมาณ
หลังจากสถานการณ์โควิด19 สถานะหนี้สาธารณะเราเข้าสู่ภาวะขาขึ้นอย่างรวดเร็ว จนล่าสุดอยู่ในระดับใกล้ชนเพดาน พ่วงกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพเรื่อยมา จนการเจริญเติบโตเริ่มเข้าใกล้ศูนย์ เข้าสู่ความเสี่ยงการติดลบ และได้ถูกสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างประเทศลด Outlook ของประเทศ และล่าสุดประเทศไทยจากที่เคยอยู่ในประเทศที่น่าลงทุน กลับหลุดจากรายชื่อประเทศที่น่าลงทุนไปไม่ติดอันดับใดๆเลย ด้วยการบ่งบอกถึงความเสี่ยงในการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพอย่างมาก และการรับรู้ทางธุรกิจที่ต่ำ หมายถึงว่าทำธุรกิจแล้ว มีโอกาสที่จะรับรู้ความสำเร็จต่ำนั่นเอง
ความล้มเหลวในการปฏิรูประบบราชการคือต้นทุนแฝงที่หนักอึ้ง ถึงเวลาที่ต้องพูดความจริงเรื่อง การไม่ยอมพูดถึงความจำเป็นในการลดขนาดรัฐราชการ การลดจำนวนข้าราชการ การลดค่าใช้จ่ายประจำ การยอมไปผูกพันตนกับการกระจายอำนาจของรัฐบาลส่วนกลางเพราะเป็นนโยบายที่ดี ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ไปกระจายงบประมาณไปสู่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น แต่กลับเป็นการเพิ่มการรั่วไหลของงบประมาณ เพราะส่วนราชการท้องถิ่นประสบกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นจำนวนมาก ทำให้งบประมาณยิ่งลดศักยภาพในการเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเข้าไปอีก ยังไม่รวมถึงความจำเป็นในการลดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการต่างๆ โดยเฉพาะสวัสดิการข้าราชการบำนาญ รวมถึงเรื่องสำคัญมากที่สุดคือ ความจำเป็นของ “การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)” เพื่อพยุงฐานะการคลัง ที่ทุกรัฐบาลยื้อภาวะนี้มาหลายสิบปี และการดึงธุรกิจนอกระบบเข้ามาในฐานภาษีผ่านระบบใบกำกับภาษีออนไลน์ มิเช่นนั้นงบลงทุนจะลดลงปีละแสนล้านบาทจนประเทศไม่มีทางออก
- มายาคติการกระตุ้นเศรษฐกิจ: “แจกเงิน” vs “สร้างผลิตภาพ”
ยุทธศาสตร์การกระตุ้นภาคการบริโภค (Consumption) อย่างโครงการ Digital Wallet คนละครึ่งพลัส เป็นเพียงการ “ซื้อความพอใจชั่วคราว” แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ ตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) ของนโยบายนี้ต่ำมาก เพราะผู้ได้รับเงินมักนำไปใช้ทดแทนเงินเดิมเพื่อนำไปชำระหนี้หรือออมแทนการเกิดการหมุนเวียนใหม่ เงินที่ใส่ลงไปจึงไม่ได้สร้าง “พายุหมุน” อย่างที่โฆษณา ประเด็นนี้มีผลการศึกษาของต่างประเทศและในประเทศ ชัดเจนแล้ว จึงควรหยุดหลอกประชาชนว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่เป็นเพียงการบรรเทาผลกระทบทางสังคมมากกว่า แต่ก็ไม่สามารถตอบคำถามเรื่องการบรรเทาได้ ในเมื่อเป็นการแจกเงินแบบเหวี่ยงแห่ ไม่ได้เลือกเฉพาะกลุ่มเปราะบาง (มีบางช่วงที่เลือกกลุ่มเปราะบางก่อน แต่เป็นด้วยเหตุผลของความพอเพียงของงบประมาณ มากกว่าเป็นทิศทางของนโยบายรัฐบาล)
ข้อเสนอทางเลือก: หากนำเม็ดเงิน 500,000 ล้านบาท ไปอุดหนุนภาคการผลิตที่มี “วงรอบการหมุนของเงินสูง” หรือที่เรียกว่า “อุตสาหกรรมสารตั้งต้น” (Upstream Precursors) เช่น ก๊าซธรรมชาติ เคมีภัณฑ์พื้นฐาน หรือปัจจัยการผลิตขั้นสูง จะสร้างตัวคูณทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 5-6 เท่า มากกว่าการแจกเงินทั่วไป การอุดหนุนราคาที่สารตั้งต้นจะช่วยควบคุมเงินเฟ้อและลดค่าครองชีพได้ทั้งห่วงโซ่การผลิต แทนที่จะแจกเงินให้คนไปซื้อสินค้าข้ามชาติที่ผลิตในต่างประเทศ
4.รัฐบาลไม่ยอมสร้างเครื่องผลิตเศรษฐกิจใหม่ ตามวงจรเศรษฐกิจดิจิทัลของโลก ทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทค หรือเศรษฐกิจสมัยใหม่ หรือเศรษฐกิจก้าวหน้า หรืออุตสาหกรรมซุปเปอร์ชิป อุตสาหกรรมเอไอ มีเพียงแค่อุตสาหกรรมเดต้าเซ็นเตอร์ที่ภาคเอกชนไทยพยายามผลักดัน ซึ่งก็เกิดขึ้นแต่เป็นเรื่องของเอกชนล้วนๆ เราเผชิญกับความเป็นไปของเศรษฐกิจดิจิทัลที่อยู่ในอธิปไตยของต่างชาติ และภัยคุกคามจากธุรกิจนอมินี จึงทำให้ไทยกลายเป็น “เบี้ยล่าง” ในเกมการค้าโลก
ความน่าอนาถที่สุดในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลคือการที่ไทยไม่มี National Trade Platform ของตนเอง และปล่อยให้ทุนต่างชาติ (โดยเฉพาะทุนจีน) เข้ามาครอบงำตลาดค้าปลีกออนไลน์และใช้ธุรกิจนอมินีสวมสิทธิ์แทนคนไทย
ตัวเลขความสูญเสียทางภาษีที่น่าตกใจ:
* รายได้จากการค้าออนไลน์และบริการดิจิทัลที่ควรจัดเก็บได้: 100,000 ล้านบาทต่อปี
* รายได้ภาษี (E-service) ที่จัดเก็บได้จริง: เพียง 6,000 ล้านบาทต่อปี
ช่องว่างเกือบแสนล้านนี้เกิดจากรัฐบาลไม่กล้าเจรจาระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) กับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีของสหรัฐและสิงคโปร์ เช่น Facebook Google Apple Amazon Lazada Shoppee ที่อ้าง “อนุสัญญาภาษีซ้อน” เพื่อโยกรายได้ไปต่างประเทศ ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายกับระบบดิจิทัลที่ไร้ประสิทธิภาพ เช่น แอปพลิเคชันของ สปส. ที่ใช้งบถึง 275 ล้านบาท แต่ไม่ได้ช่วยสร้างอธิปไตยดิจิทัล เราต้องมี Online Service Tax ที่เข้มงวดและ National Trade Platform เพื่อปกป้อง SME ไทย ทำไมรัฐบาลเสียเงินจำนวนมากไปพัฒนาระบบกระเป๋าเงินของรัฐ และแอปพลิเคชันจำนวนมาก ทำไมไม่รวมศูนย์แล้วสร้างแอปพลิเคชั่นการซื้อขายสินค้าออนไลน์ของคนไทยเอง ที่จะลดการสูญเสียทั้งค่าธรรมเนียมเสมือน GP ในห้างสรรพสินค้า ที่ร้อยละ 35 แล้ว และการสูญเสียภาษีธุรกรรม และค่าโฆษณาออนไลน์ที่ควรจะเข้าประเทศจำนวนมหาศาล
- ภูมิรัฐศาสตร์และ MOU อัปยศ: การสูญเสียสิทธิสภาพในอาณาเขตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควรในการเจรจาการค้า โดยเฉพาะเรื่องภาษีศุลกากรต่างตอบแทน
การต่างประเทศของไทยในปัจจุบันกำลังพาชาติไปสู่จุดเสี่ยง โดยเฉพาะการทำ MOU กับสหรัฐฯ ที่ผมต้องเรียกว่าเป็นการประเคนสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในรูปแบบใหม่ MOU ด้าน Reciprocal Trade มีข้อกำหนดที่น่าตกใจ ได้แก่:
- การยกเลิกมาตรการปกป้องทางการค้า (NTB) ถึง 99%: ทำลายเกราะป้องกันของเกษตรกรและอุตสาหกรรมในประเทศทันที
- การไม่บังคับใช้บทลงโทษศุลกากรกับสินค้าสหรัฐฯ: แม้จะมีการสำแดงเท็จ ก็ไม่สามารถเอาผิดได้ นี่คือการเสีย “สิทธิสภาพในอาณาเขตทางเศรษฐกิจ” อย่างชัดเจน
ส่วนเรื่อง MOU Rare Earth (แร่หายาก) เป็นเพียง “เสือกระดาษ” ทางการเมือง เพราะความจริงทางวิทยาศาสตร์พบว่าแร่ในไทยมีความเข้มข้นต่ำเพียงระดับ G1-G3 และส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าต้นน้ำตามมาตรา 17 ของ พรบ.แร่ ซึ่งไม่คุ้มค่าในการถลุง แต่เรากลับเอาไปใช้เป็นเบี้ยในเกมภูมิรัฐศาสตร์
ในยุค Trump 2.0 ไทยต้องระวังไม่ให้ทุนจีนใช้เราเป็นที่ “ฟอกสัญชาติสินค้า” (Origin Fraud) เพื่อเลี่ยงภาษีสหรัฐฯ มิเช่นนั้นไทยจะกลายเป็นเป้าหมายการล้างบางทางการค้าเสียเอง รัฐบาลไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควรในการเจรจาการค้า โดยเฉพาะเรื่องภาษีศุลกากรต่างตอบแทน ทั้งๆที่ควรจะอาศัยจังหวะที่ศาลสูงของสหรัฐพิพากษาให้ภาษีศุลกากรต่างตอบแทนของรัฐบาลสหรัฐเป็นอันโมฆะ ในแง่ยุทธศาสตร์ควรใช้จังหวะนี้ในการขอเปิดเจรจารอบใหม่สำหรับอัตราภาษีศุลกากรไทยกับสหรัฐ แสดงให้เห็นถึงการเป็นหุ้นส่วนพันธมิตรที่เหนียวแน่น ไม่อิงกับคำพิพากษาของศาลสูงแต่ยินยอมตามการเจรจากับรัฐบาลต่อรัฐบาล แต่ปรากฎว่าความคืบหน้ากลับน้อยมากๆ จากรัฐบาลแพรทองธาร จนถึงรัฐบาลอนุทิน2 มีภาวะความคืบหน้าที่นิ่งมาก
- ยุทธศาสตร์ทางออก: การปฏิรูปฐานภาษีและอุตสาหกรรม S-Curve
ทางออกของชาติไม่ได้อยู่ที่นโยบายปะผุ แต่อยู่ที่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่กล้าหาญ (Bold Proposals): กล้าทำหรือเปล่า ?
* การเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax): จากกลุ่มพลังงานและสถาบันการเงินที่กำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ท่ามกลางวิกฤตของประชาชน
* การเพิ่มฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม ผ่านนโยบายการออกใบกำกับภาษีออนไลน์ และการสร้างแรงจูงใจด้วยการออกรางวัลจากใบกำกับภาษีออนไลน์ หรือจำเป็นต้องขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม
* การปฏิรูประบบราชการดิจิทัล: ลดค่าใช้จ่ายประจำที่ล้นเกิน และนำงบมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่
* การลงทุนใน Carbon Neutrality: ใช้ข้อได้เปรียบทางธรรมชาติ เช่น “หลุมก๊าซธรรมชาติที่หมดสภาพ” มาเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture) สร้างความได้เปรียบทางการค้าในโลกยุคใหม่
* การเอาพื้นที่ความมั่นคง จากความไม่สงบของสามจังหวัดชายแดน มาพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อการผลิตอุตสาหกรรมไฮเทค เซมิคอนดักเซอร์ รวมถึงอุตสาหกรรมเอไอ เชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดสงขลา นำเศรษฐกิจมาแก้ความไม่มั่นคง
- บทสรุป: อัตตาหิ อัตโนนาโถ – ชาติจะรอดได้ด้วยความจริงและวินัย
“เศรษฐกิจคือเรื่องของจิตวิทยา” หากรัฐบาลยังคงโกหกประชาชนเรื่องสถานะ “ถังแตก” ของประเทศ และป่าวประกาศความล้มเหลวเพียงเพื่อสร้างความชอบธรรมในการแจกเงิน ความเชื่อมั่นจะไม่มีวันกลับมา และนักลงทุนจะทิ้งเราไปอย่างถาวร รัฐบาลต้องกล้าเผชิญเอาความจำเป็นในการกู้เงินทั้งหมด มาพูดกันในสาธารณะ เอาปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจมาพูดกัน ยอมปรับกัน แม้จะทำให้เสียคะแนนนิยมบ้าง หรือไม่สอดคล้องกับนโยบายพรรคการเมืองของตนเอง ต้องมีความกล้าหาญในการปฏิรูปประเทศ
ประเทศไทยต้องยึดหลัก “อัตตาหิ อัตโนนาโถ” เลิกหวังน้ำบ่อหน้าที่มาในรูปของประชานิยมข้ามคืน ผู้นำต้องมีจิตสำนึกในการทำสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าสิ่งที่ถูกใจ อย่าเอาผลประโยชน์ของชาติไปแลกกับคะแนนเสียงระยะสั้น เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้อง “ถอยหลังเข้าคลอง” จนกลายเป็นรัฐล้มเหลวในอนาคตอันใกล้ ถึงเวลาพูดความจริงและรักษาวินัยการคลังก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ประเทศไทยในทางแพร่ง: จากเศรษฐกิจติดหล่ม สู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อความอยู่รอด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th