วิกฤตฮอร์มุซพ่นพิษฉุดความมั่นคงทางอาหารแคริบเบียน ดันนำเข้าพุ่ง 1.3 หมื่นล้านดอลล์
เผยผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางสั่นคลอนความมั่นคงทางอาหารกลุ่มประเทศนำเข้าสุทธิ CARICOM ชี้พึ่งพาอาหารต่างชาติสูงถึง 90% ของ GDP ภูมิภาค เสี่ยงสินค้าขาดแคลน-ราคาผันผวน เร่งดันนโยบายเกษตรพึ่งพาตนเอง-พลังงานสะอาด แก้ปัญหาระยะยาวท่ามกลางวิกฤตต้นทุนขนส่งโลก
20 เมษายน 2569 ข้อมูลจากสคต. ณ เมืองไมอามี (สหรัฐอเมริกา) ระบุว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของภูมิภาคแคริบเบียนอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์จะอยู่ห่างไกลกัน แต่ด้วยโครงสร้างระบบห่วงโซ่อุปทานที่พึ่งพาการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ พลังงาน และปัจจัยการผลิตทางการเกษตรจากต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้ภูมิภาคดังกล่าวเผชิญกับภาวะความไม่มั่นคงทางอาหาร (Food Insecurity) และความผันผวนของราคาสินค้าที่ยากจะควบคุม
วิกฤตการพึ่งพา อาหาร 9 ใน 10 จานมาจากการนำเข้า
ข้อมูลล่าสุดจากประชาคมและตลาดร่วมแคริบเบียน (CARICOM) ระบุว่าประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคมีลักษณะเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้า (Import-Dependent Economies) โดยมีอัตราการนำเข้าอาหารเฉลี่ยสูงถึง 80 - 90% ของปริมาณการบริโภคทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1.37 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในภูมิภาค (GDP)
โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศตรินิแดดและโตเบโก ซึ่งมีอัตราการพึ่งพาการนำเข้าอาหารสูงที่สุดถึง 96.2% ขณะที่ประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่ต่างพึ่งพาการนำเข้าเกินกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการภายในประเทศ
นาย Wendell Samuel ผู้ช่วยเลขาธิการ CARICOM กล่าวในที่ประชุมองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ว่า “ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดในขณะนี้ คือภัยความไม่มั่นคงทางอาหารที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการที่ภูมิภาคแคริบเบียนพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอาหาร พลังงาน ปุ๋ย และระบบขนส่งในระดับที่สูงมาก เมื่อเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ระบบเศรษฐกิจภายในภูมิภาคจึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
แรงกดดันด้านต้นทุนและเสถียรภาพทางการคลัง
ปัจจัยลบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานและต้นทุนค่าระวางเรือ ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงในสินค้าอาหารนำเข้าที่ส่วนใหญ่กระจายสินค้ามาจากสหรัฐฯ และลาตินอเมริกา นักวิเคราะห์ประเมินว่าค่าแรงและรายได้เฉลี่ยของประชากรในแคริบเบียนอาจไม่สามารถรองรับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าแบบก้าวกระโดดได้ในระยะยาว
ขณะเดียวกัน การที่รัฐบาลหลายประเทศเริ่มพิจารณามาตรการอุดหนุนราคาสินค้า (Subsidies) อาจกลายเป็นภาระหนักต่อระบบงบประมาณและก่อให้เกิดปัญหาทางการคลังตามมา หากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและยากจะคาดเดา ซึ่งอาจยกระดับไปสู่ปัญหาความมั่นคงภายในประเทศและวิกฤตทางการเมืองได้
ยุทธศาสตร์ลดการพึ่งพา: ทางออกที่ยั่งยืนของภูมิภาค
เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว CARICOM อยู่ระหว่างการจัดทำร่างนโยบายความมั่นคงทางอาหารฉบับใหม่ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรภายในภูมิภาค โดยมุ่งเน้นการลดปริมาณการนำเข้าและสร้างความยั่งยืนผ่านแนวทาง ดังนี้:
- การจัดการปัจจัยการผลิต: วางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการปุ๋ย และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมีนำเข้า
- การแสวงหาแหล่งนำเข้าใหม่: กระจายความเสี่ยงโดยการหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบและปุ๋ยจากภูมิภาคอื่นเพิ่มเติม
- ความมั่นคงทางพลังงาน: ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
ทิศทางนโยบายดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ให้แก่ระบบเศรษฐกิจของแคริบเบียนในระยะยาว ท่ามกลางภาวะการค้าโลกที่มีความเปราะบางสูงจากการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์
นัยต่อคู่ค้าและห่วงโซ่อุปทานข้ามชาติ
สำหรับประเทศคู่ค้าที่ส่งออกสินค้ามายังภูมิภาคนี้ รวมถึงกลุ่มสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์และอาหาร จำเป็นต้องคำนึงถึงต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นและการเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการส่งมอบสินค้า เนื่องจากระบบการกระจายสินค้าของแคริบเบียนมักต้องผ่านท่าเรือหลักในสหรัฐฯ เช่น ฟลอริดา จอร์เจีย และนิวยอร์ก ซึ่งการวางแผนโลจิสติกส์ร่วมกับผู้นำเข้าในพื้นที่อย่างใกล้ชิดจะช่วยคงศักยภาพในการแข่งขันภายใต้สถานการณ์ที่ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้นอย่างไร้เสถียรภาพ
นาย Wendell Samuel กล่าวย้ำถึงความจำเป็นในการปรับตัวของภูมิภาคว่า “ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ภาวะราคาอาหารและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างไร้เสถียรภาพ อาจนำไปสู่ภาวะสินค้าขาดตลาด ซึ่งภูมิภาคแคริบเบียนแทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการปรับโครงสร้างเพื่อพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น”