โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การปรับตัวของสาธารณสุขไทย ใต้เงาวิกฤตพลังงานโลก

สยามรัฐ

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ขณะที่สงครามตะวันออกกลางดำเนินต่อเนื่องนับเดือน ด้านสาธารณสุขเป็นอีกภาคส่วนที่ต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมเหมือนกับทุกฝ่าย เนื่องจากต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่สูงขึ้น โดยเมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขภายใต้การนำของ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้นำทีมผู้เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงแผนเผชิญเหตุเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน เน้นย้ำว่าระบบสาธารณสุขไทยจะยังคงให้บริการอย่างต่อเนื่องแม้ในสภาวะไม่ปกติ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้มาตรการรัดเข็มขัดที่เข้มงวดที่สุดเท่าที่เคยมีมา

• ตรึงราคาและสำรองคลังรับมือต้นทุนพุ่ง

หัวใจสำคัญของความพร้อมในครั้งนี้คือความมั่นคงทางยา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เฝ้าระวังรายการยาและเวชภัณฑ์จำเป็น 70 รายการ เช่น ยาช่วยชีวิต ยามะเร็ง และน้ำยาโปลิตีเนียมล้างไต โดยปัจจุบันมีการสำรองเพียงพอสำหรับการใช้งาน 3-12 เดือน ท่ามกลางอุปสรรคด้านการขาดแคลนบรรจุภัณฑ์พลาสติกและค่าขนส่งที่สูงขึ้น อย. ได้แก้ไขปัญหาด้วยการอนุญาตให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบหรือภาชนะบรรจุได้สะดวกขึ้นตามประกาศเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พร้อมจัดตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามสถานการณ์ร่วมกับภาคเอกชนและตรวจสอบระดับสต๊อกผ่านระบบ Dashboard แบบเรียลไทม์ (เขียว-เหลือง-แดง) ในทุกระดับตั้งแต่จังหวัดถึงส่วนกลาง

ในด้านการผลิต องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งถือครองสัดส่วนตลาด 7% แต่รับผิดชอบยาสำคัญ ได้เพิ่มระดับการสำรองวัตถุดิบและยาสำเร็จรูปจาก 3 เดือนเป็น 6 เดือนทันทีหลังจากเริ่มเกิดสงคราม แม้ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้นแล้ว 10% ตามราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม แต่ อภ. ยืนยันที่จะตรึงราคายาต่อไปอย่างน้อย 6 เดือน และพร้อมจะแบกรับภาวะขาดทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ นอกจากนี้ อภ. ยังเตรียมสภาพคล่องรวมกว่า 7,000-7,500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสภาพคล่องให้กับโรงพยาบาลของรัฐในการจัดซื้อยาในช่วงวิกฤตนี้

• ขยายระบบ Telemedicine เต็มรูปแบบ

วิกฤตพลังงานครั้งนี้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้กระทรวงสาธารณสุขปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการสู่ระบบ "การแพทย์ทางไกล" หรือ Telemedicine เพื่อลดภาระการเดินทางของประชาชน โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้รับบริการจาก 8% เป็น 30% ผ่านแอปพลิเคชัน "หมอพร้อม" ซึ่งมีการประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น True ในการเปิดให้ใช้แอปพลิเคชันโดยไม่เสียค่าอินเทอร์เน็ต และอยู่ระหว่างหารือกับ AIS ในทิศทางเดียวกัน ทางออกนี้ช่วยประหยัดน้ำมัน และเพิ่มความรวดเร็วในการนัดหมายออนไลน์และการรับยาต่อเนื่องผ่านไรเดอร์หรือไปรษณีย์สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ควบคุมอาการได้ดี

• แพทย์ฉุกเฉินและการบริหารจัดการในระดับพื้นที่

สำหรับระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ที่มีรถพยาบาลกว่า 20,000 คันทั่วประเทศ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ระบุว่ามีความต้องการใช้น้ำมันราว 1.2-1.3 แสนลิตรต่อวัน แม้จะมีผลกระทบในบางพื้นที่ เช่น 22 จังหวัดที่ต้องต่อคิวหรือ 3 จังหวัดที่ต้องเดินทางไปเติมน้ำมันไกลขึ้น แต่ในภาพรวมยังบริหารจัดการได้ 24 ชั่วโมง เนื่องจากได้รับการจัดลำดับความสำคัญเพื่อไม่ให้การบริการฉุกเฉินสะดุด จากความร่วมมือของกระทรวงพลังงานและสถานีน้ำมันทั่วประเทศ

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดยาวและภาคเอกชนหรือท้องถิ่นซึ่งดูแลรถฉุกเฉินถึง 70-80% แบกรับต้นทุนไม่ไหว กระทรวงสาธารณสุขก็มีแผนให้รถพยาบาลภาครัฐเข้าสนับสนุนในจุดวิกฤตทันที

• คุมต้นทุน เฝ้าระวังต่อเนื่อง

บทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้ทำให้รัฐบาลเร่งผลักดันแผนความมั่นคงทางยาในระยะยาว โดยเฉพาะโครงการผลิตสารตั้งต้นยา (API) ในประเทศเพื่อให้เห็นผลภายใน 4 ปี เพื่อลดการนำเข้าและสร้างความยั่งยืน ส่วนในระยะสั้น โรงพยาบาลทุกแห่งต้องบริหารจัดการงบประมาณภายใต้ต้นทุนค่าไฟและน้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยเน้นมาตรการประหยัดพลังงานและควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ยังต้องเฝ้าระวังประเด็นอื่นๆ ควบคู่กันไป เช่น การสำรองน้ำยาฉีดเข้าเส้นเลือด (Warfarin) ที่นำเข้าจากอิสราเอลซึ่งยังมีใช้ถึงเดือนกรกฎาคม และการติดตามโควิดสายพันธุ์ BA.3.2 ที่แม้ยังไม่พบการระบาดรุนแรงในไทยแต่ต้องไม่ประมาท

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าระบบสาธารณสุขไทยมีความพร้อมรับมือวิกฤตพลังงานอย่างครบมิติ ทั้งการสำรองยา การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการบริหารจัดการงบประมาณ เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างปลอดภัย ไม่สะดุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...