‘รัฐบาลหนู2’ เละตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
แม้รัฐบาลจะเรียกประชุม ครม.นัดพิเศษเมื่อวันที่ 26 มี.ค. และออก 7 มาตรการเร่งด่วน ทั้งลดภาษีน้ำมัน เพิ่มเงินบัตรคนจน ช่วยกลุ่มขนส่ง เกษตรกร ผู้รับเหมา เอสเอ็มอี และชาวประมง แต่ก็ยังถูกตั้งคำถามว่าช้าเกินไปหรือไม่
เพราะต้นทุน และราคาสินค้าได้ขยับไปแล้ว อีกทั้งยังมีแรงกดดันให้รัฐบาลต้องกล้าจัดการ“ไอ้โม่ง” ที่ถูกมองว่าได้ประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน จนเกิดภาวะขาดแคลนหน้าปั๊ม หากยังไม่แตะโครงสร้าง และยังเกรงใจกลุ่มทุน ความเชื่อมั่นอาจสั่นคลอน และกลายเป็นบททดสอบสำคัญของ “อนุทินชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ว่าจะเอาอยู่หรือไม่
ขณะเดียวกัน ภายใน “ค่ายสีน้ำเงิน” ก็เริ่มมีแรงกระเพื่อมจากการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี หลัง “กลุ่มลูกเทพ” 8 คนได้เลื่อนขึ้น ขณะที่นักการเมืองบ้านใหญ่หลายพื้นที่ที่ทำผลงานกลับยังไม่ได้รับการตอบแทน ทำให้ต้องจับตาว่าจะมีการปรับสมดุล เช่น การปรับครม.เป็นสูตรคนละครึ่ง เพื่อลดแรงกระแทกหรือไม่
ในส่วนของ “พรรคเพื่อไทย” สถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะถูกบีบทั้งทางการเมือง และทางอำนาจ ไม่เพียงถูกจำกัดบทบาทในรัฐบาลให้ดูแลกระทรวงด้านสังคม ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังถูกกำกับโดยรองนายกฯจาก“ค่ายสีน้ำเงิน” แต่ผลงานยังเสี่ยงถูกพรรคแกนนำดึงไปเป็นเครดิตทั้งหมด โอกาสจะเติบโตไปถึง 150 เสียงตามที่ “จุลพันธ์อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เคยประกาศจึงยิ่งห่างไกล
พร้อมกันนี้ ยังเผชิญแรงกดดันจากคดีความในพื้นที่ โดยเฉพาะกรณี “บ้านใหญ่หวังศุภกิจโกศล” ในโคราช และเครือข่าย “แป้งมันพันล้าน” ที่มี สส.อยู่ในมือจำนวน15 เสียง ผ่าน “พรรคเพื่อไทย” และ “ไทรวมพลัง” กำลังถูกตัดตอนทางการเมือง หลัง “สุดาวรรณหวังศุภกิจโกศล” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยถูกดำเนินคดีปมบุกรุกที่ดินในอดีต ในช่วงตั้ง ครม. จนหลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรี และต้องส่งคนอื่นขึ้นมาแทน
สถานการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นเกมบีบให้ยอมอ่อนข้อ หรือเปิดทางย้ายเข้า “สู่ค่ายสีน้ำเงิน” ในอนาคต รวมถึงสกัดไม่ให้เติบโตเป็นคู่แข่ง และชำระแค้น หลัง “กำนันป้อ” วีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล เคยแตกหักทางการเมืองกับ “ภูมิใจไทย”
ยิ่งซ้ำเติมด้วยรอยร้าวภายใน “พรรคเพื่อไทย” โดยเฉพาะ “กลุ่ม 2 ส.” ที่ไม่พอใจอย่างหนักต่อการจัดสรรเก้าอี้ ครม. หลัง “แพทองธารชินวัตร” และคนใน “ตระกูลวงศ์สวัสดิ์” เข้ามามีบทบาทนำ และรวมศูนย์อำนาจไว้เกือบทั้งหมด
ทำให้กลุ่มเดิมที่มี สส.ในมือรวมกว่า 30 คน และลงทุนทางการเมืองอย่างหนัก ในช่วงเลือกตั้งที่ต้อสู้กับปมคลิปเสียงอังเคิล ได้เพียงตำแหน่ง “รมว.เกษตรและสหกรณ์” ตำแหน่งเดียว
ความไม่พอใจจึงสะสมจนกลายเป็นรอยร้าวลึก แม้แต่ “สมศักดิ์เทพสุทิน”อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย ยังต้องสะดุดพลาดเป็นรัฐมนตรีครั้งแรก ขณะที่ความพยายามดัน “อนุชา นาคาศัย” สส.ชัยนาท หลายสมัย มาเป็นรัฐมนตรีช่วยก็ไม่สำเร็จ ท่ามกลางกระแสข่าวการขยับทางการเมืองของ“กลุ่ม2 ส.บ้านใหญ่” ในอนาคต ว่าจะย้ายค่ายหรือไม่
ในจังหวะที่ “ภูมิใจไทย” ยังเปิดช่องทั้งโควตารัฐมนตรีที่เหลือ 1 ตำแหน่ง โดย “ครม.อนุทิน2” ตั้งเพียง 35 ตำแหน่ง ไม่ตั้งเต็ม 36 ตำแหน่ง เพื่อเป็นแรงจูงใจทางการเมืองให้คนที่อยากเป็นรัฐมนตรีเข้ามอบตัว ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการ “เลือดไหล” ของ “พรรคเพื่อไทย” หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย
ทั้งหมดนี้ทำให้ “พรรคเพื่อไทย” ต้องเผชิญทั้งแรงกดดันภายนอก และแรงปะทุภายในพร้อมกัน และจุดชี้ขาดสำคัญจึงอยู่ที่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ที่เตรียมพักโทษในวันที่ 11 พ.ค. ว่าจะกลับมาเป็น “กาวใจ” เชื่อมรอยร้าว และหยุดการแตกตัวของพรรคได้หรือไม่
เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์เดินต่อไปโดยไร้ศูนย์รวมอำนาจที่ทุกฝ่ายยอมรับ“พรรคเพื่อไทย”อาจแตกก่อนจะฟื้นไปถึง150 เสียงตามเป้าหมาย