“ชัย โสภณพนิช” มองศก.บูมหลังสงคราม BKI เข้มคุมเสี่ยง-บอททอมไลน์ต้องบวก
#BKIH#ทันหุ้น – “ชัย โสภณพนิช” มองสงครามสงบ ศก.โลกจะบูม เพราะการฟื้นฟูในตะวันออกกลาง รวมถึง การกลับมาผลิตอาวุธของสหรัฐหลังสงครามสงบ ทางด้าน ผู้บริหาร BKIเสริม สถานการณ์ปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งจากภัยธรรมชาติ และผลกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ย้ำต้องเข้มบริหารความเสี่ยง เพื่อรักษาผลประกอบการออกมาเป็นบวก และต้องไม่ผลักภาระเบี้ยให้ผู้เอาประกันภัย
นายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการบริษัท บริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกด (มหาชน) หรือ BKIH มองว่า หลังการสู้รบระหว่างอิสราเอล-อเมริกา กับ อิหร่านในตะวันออกลางจบลง สิ่งที่ตามมาคือการลงทุนปรับปรุงโครงสร้างต่างๆ ที่เกิดความเสียหายในการสู้รบกัน ซึ่งในส่วนของสหรัฐอเมริกาเองก็จะกลับมาผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อเสริมในส่วนที่เสียไป ถ้ามองในมุมของเศรษฐกิจ ปัจจัยเหล่านี้ก็จะเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัวได้เช่นกัน
* ฟื้นฟูหลังสงครามดัน ศก.โลก
“จากการประเมินของสื่อในต่างประเทศ คาดว่าเศรษฐกิจจะถูกขับเคลื่อน และกลับมาบูมได้อีกผ่านการลงทุนฟื้นฟูความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน และอาคารต่างๆ รวมถึงการกลับมาผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ถูกใช้ไปของสหรัฐ มองว่ากาสู้รบกันครั้งนี้น่าจะไม่ยืดเยื้อนานมากน่าจะกินเวลาครึ่งปีแรก ดังนั้น ครึ่งปีหลังก็จะกลับมาฟื้นฟู”
นายชัย กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการลงทุนขยายธุรกิจของ BKIH ปีนี้ยังไม่ได้กำหนดไว้ เพราะการจะเข้าไปลงทุนในบริษัทหนึ่งจะต้องพิจารณาหลายปัจจัย ทั้งความเชี่ยวชาญในการดำเนินธูรกิจ ทั้งทีมผู้บริหาร และโอกาสของการเติบโตในอนาคต ดังนั้นการจะเข้าไปลงทุนต้องคิดหลายปัจจัยประกอบ
*ลดสัดส่วนการถือครอง
ขณะที่พอร์ตลงทุนของ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI ซึ่งเป็นลูกคนโตของ BKIH นั้น นายชัย กล่าวว่าอาจจะเริ่มมีการลดสัดส่วนการถือหุ้นใน บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และ บริษัทกรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA เนื่องจากหน่วยงานแจ้งว่า BKI เข้ามาถือหุ้นเกินสัดส่วนที่ตลาดกำหนดไว้
“เรามองว่า หุ้น BH, BBL และ BLA ดีในสายตาของเรา อย่างไรก็ตาม อาจจะต้องลดสัดส่วนการถือลง เพราะถือเกินกรอบที่เกณฑ์กำหนดไว้ ขณะที่ตลาดหุ้นไทย เรามองว่าเม็ดเงินต่างชาติยังคงเข้ามา ส่วนหนึ่งเพราะเชื่อว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีเสถียรภาพ และเป็นรัฐบาลชุดเดิมก่อนยุบสภา ทำให้สามารถเดินนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง”
*ปัจจัยเสี่ยงรุมล้อม
ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BKIH และบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI กล่าวว่า ในแง่ของธุรกิจประกันภัยนั้น ปี 2569 ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เช่นเดียวกับปี 2568 ทั้งจากสถานการ์ภัยธรรมชาติ ที่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดขึ้น และรุนแรงหรือไม่ ทั้งผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ที่ทำให้การส่งออกพลังงานทั่วโลกหยุดชะงัก พลังงานขาดแคลน จนอาจนำไปสู่การปรับขึ้นของเงินเฟ้อ
สิ่งที่ตามมาคือธนาคารกลางทั่วโลก อาจต้องเผชิญหน้ากับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จนทำให้นโยบายการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอาจทำไม่ได้ตามแผนที่วางไว้ ซึ่ง ดร.อภิสิทธิ์ มองว่า ในส่วนของประเทศไทยหากเกิดเงินเฟ้อก็จะกระทบต่อผู้ประกอบการ SME และหนี้ครัวเรือนที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้ หากแบงก์ชาติต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู้กับเงินเฟ้อ ดังนั้นแล้วการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้อาจต่ำกว่า 2% ซึ่งนั่นหมายถึงประเทศไทยไม่มีการเติบโตเลย
*ไทยพื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ
ส่วนเรื่องของภัยธรรมชาติที่เป็นความเสี่ยงของธุรกิจประกันภัย นั้น ดร.อภิสิทธิ์ บอกว่า บริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ ได้ตีว่าไทยเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงในเรื่องภัยธรรมชาติแล้ว จากอดีตที่ประเมินว่า ไทยคือพื้นที่ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ ซึ่งก็เกิดขึ้นหลังจากไทยต้องเผชิญกับน้ำท่วมใหญ่บ่อยครั้ง และครั้งล่าสุดคือที่หาดใหญ่ รวมถึงภัยที่เกิดจากแผ่นดินไหว เมื่อปีที่ผ่านมา ผลที่ตามมาคือ บริษัทต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยต่อสูงขึ้น ตามความเสี่ยงที่เพิ่มเข้ามา
ผลกระทบจากน้ำท่วมในหาดใหญ่ในปีที่ผ่านมา บริษัทมีเคลมจากความเสียหายทางทรัพย์สินอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท เคลมของรถยนต์อยู่ที่ประมาณ 550 ล้านบาท ขณะที่แผ่นดินไหวเมื่อ ต้นปี 2568 เคลมจากความเสียหายอยู่ที่ ประมาณ 4,800 ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้มีการเคลมกับรีอินชัวรันส์ หรือบริษัทประกันภัยต่อไว้ไม่น้อย
*ไม่ผลักภาระเบี้ยให้ลูกค้า
อย่างไรก็ตาม ดร.อภิสิทธิ์ บอกว่า บริษัทไม่ได้มีการผลักภาระเบี้ยไปให้กับผู้เอาประกันภัย แม้เบี้ยประกันภัยต่อจะเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะบริษัทมีการประหยัดต่อขนาด คือเน้นรับงานมากขึ้น แต่ไม่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ซึ่งหมายถึงการกระจายความเสี่ยงเข้ารับงานในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกันเบี้ยประกันภัยต่อที่เพิ่มขึ้นก็มาจากการที่บริษัทบริหารความเสี่ยงซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติม เพื่อปกป้องผลประกอบการจากความเสียหายที่คาดไม่ถึง ซึ่งความเสียหายแต่ละครั้งไม่ใช่น้อย
“เช่นสัญญาประกันภัยต่อให้ความคุ้มครองความเสียหายจากภัยธรรมชาติ 2 ครั้ง แต่เราก็ซื้อสัญญาเพิ่มเติม ให้เป็นความคุ้มครองเป็น 3 ครั้ง เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าความเสี่ยหายจะเกิดขึ้นกี่ครั้ง และเพื่อปกป้องผลประกอบการของเราให้ออกมาเป็นบวก เรายอมที่จะจ่ายเพิ่ม แต่ไม่ได้ไปชาร์จเพิ่มจากผู้เอาประกัน”