เช็กสิทธิติดตั้งโซลาร์บนหลังคา ‘หัวเว่ย’ ชี้ช่วยประหยัดค่าไฟทันที
ภาครัฐเดินหน้าส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ด้วยมาตรการสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) พร้อมมอบสิทธิลดหย่อนภาษี เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน และกระตุ้นการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนในภาคธุรกิจ โดยมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2571
สำหรับมาตรการติดตั้งโซลาร์เซลล์ แบ่งสิทธิลดหย่อนออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่
1.นิติบุคคล (บริษัท ห้างหุ้นส่วน เจ้าของธุรกิจ หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ ประเภท 5–8)
ภาคธุรกิจ สามารถนำค่าใช้จ่ายในการลงทุนซื้ออุปกรณ์ในระบบโซลาร์เซลล์ หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ 100% ตามปกติ และหักเพิ่มได้อีก 50% ของมูลค่าการลงทุนในอุปกรณ์
อุปกรณ์ต้องได้รับการรับรอง ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ระดับ 5 ดาว ตามมาตรฐานที่กำหนด เช่น หากมีมูลค่าการลงทุนในอุปกรณ์ 1,000,000 บาท จะสามารถนำไปหักค่าใช้จ่ายทางภาษีรวมได้สูงสุด 1,500,000 บาท
2.บุคคลธรรมดา (บ้านอยู่อาศัย)
ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อแพ็กเกจที่รวมค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบ Solar Rooftop มาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
ระบบที่ติดตั้งต้องเป็นระบบ On-grid (สามารถติดตั้งแบตเตอรี่ร่วมได้) และมีกำลังการติดตั้งไม่เกิน 10 kWp ต่อหนึ่งมิเตอร์ไฟฟ้า พร้อมมี E-Tax Invoice เป็นหลักฐานประกอบการใช้สิทธิ
มาตรการนี้ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้ง่ายขึ้น พร้อมเลือกใช้อุปกรณ์ที่มี คุณภาพและประสิทธิภาพสูง ในราคาที่คุ้มค่าและเข้าถึงได้มากขึ้น โดยมาตรการสนับสนุนทั้งสองรูปแบบนี้ ช่วยให้ระยะเวลาการคืนทุนของระบบโซลาร์เซลล์สั้นลงประมาณ 1–2 ปี ทำให้ทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนสามารถเห็นผลประหยัดค่าไฟและผลตอบแทนจากการลงทุนได้เร็วขึ้น
มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับ Solar Rooftop ถือเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ภาคธุรกิจและประชาชนหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาวแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืนของประเทศในอนาคต
ข้อมูลคำแนะนำจาก "หัวเว่ย” ระบุว่า การติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปยังช่วยให้ผู้ใช้งาน เริ่มประหยัดค่าไฟฟ้าได้ทันทีหลังจากระบบเริ่มผลิตไฟฟ้า เมื่อระบบสามารถสร้างผลประหยัดได้จริงในระยะยาว
ผู้ติดตั้งจึงควรให้ความสำคัญกับการเลือกใช้อุปกรณ์ที่มี ประสิทธิภาพสูง ได้มาตรฐาน และผ่านการรับรองตามเงื่อนไขของมาตรการภาครัฐ เพื่อให้ได้รับทั้งประโยชน์ด้านการลดค่าไฟและสิทธิประโยชน์ทางภาษีควบคู่กันอย่างเต็มประสิทธิภาพ
ตัวอย่างโซลาร์ Huawei Inverter 10K-MAP0 เป็นอุปกรณ์ได้รองรับมาตรการภาครัฐ และมีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ระดับ 5 ดาว สะท้อนถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและความคุ้มค่าในการใช้งาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และรองรับการใช้งานทั้งในภาคธุรกิจและภาคที่อยู่อาศัย
นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวสามารถออกแบบและติดตั้งได้ตั้งแต่ขนาด 10 kWp ไปจนถึง 30 kWp เหมาะสำหรับธุรกิจ SME อาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก และบ้านขนาดใหญ่ ที่ต้องการลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว