โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

รู้จักยานยนต์อัตโนมัติ กับความสามารถทั้ง 5 ระดับ

Car2day

อัพเดต 14 มิ.ย. 2565 เวลา 04.05 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2565 เวลา 04.05 น. • Car2Day

นอกจากเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นทุกวันแล้ว ยานยนต์ไร้คนขับ หรือ ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ก็เริ่มที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเช่นกัน ทุกวันนี้ได้มีการวิจัยและพัฒนายานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการเดินทางมากขึ้น โดยคาดว่าภายในปี 2025 บนท้องถนนจะเต็มไปด้วยยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติประมาณ 8 ล้านคัน

แต่ก่อนที่ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติจะได้ลงมาโลดแล่นบนท้องถนน พวกมันจะถูกแบ่งระดับตามเทคโนโลยีที่ทำได้ ซึ่งสมาคมวิศวกรยานยนต์ (Society of Automotive Engineers - SAE) ได้แบ่งระดับการขับขี่ออกเป็น 6 ระดับ เริ่มตั้งแต่ระดับ 0 ซึ่งไม่มีการขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ไปจนถึงระดับ 5 ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองอย่างสมบูรณ์

ยานยนต์อัตโนมัติ 5 ระดับ

ระดับ 0

ยานยนต์บนท้องถนนทุกวันนี้ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 0 ผู้ขับขี่จะเป็นผู้ควบคุมรถทั้งหมด ถึงแม้ว่าอาจจะมีระบบที่ช่วยเหลือผู้ขับขี่ ยกตัวอย่างเช่น ระบบเบรกฉุกเฉิน แต่ด้วยความที่มันไม่ใช่เทคโนโลยีที่ “ขับเคลื่อน” รถ ดังนั้นมันจึงไม่ถูกนับว่าเป็นเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติ

ระดับ 1

เป็นระดับต่ำสุดของเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติ ตัวรถนั้นจะมีการติดตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ อย่างเช่น การบังคับเลี้ยวเข้าที่จอดรถ หรือ การควบคุมความเร็ว ที่ทำงานได้อย่างใดอย่างหนึ่งในหนึ่งสถานการณ์ เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันได้ (Adaptive Cruise Control) ซึ่งเป็นระบบที่ควบคุมความเร็วรถที่สามารถรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าได้ อย่างไรก็ตามผู้ขับขี่ยังคงที่จะต้องเป็นผู้ควบคุมยานพาหนะหลัก โดยการเลี้ยวหรือเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ระดับ 2

ในระดับนี้ตัวรถนั้นจะสามารถควบคุมการเร่งหรือลดความเร็วเองได้ แต่ยังคงต้องมีผู้ขับขี่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย เพื่อที่ผู้ขับขี่จะได้เข้าควบคุมรถหากเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ทันท่วงที Autopilot ของ Tesla และ Super Cruise Systems ของ Cadillac ถูกจัดอยู่ในระดับนี้

ที่มาภาพ : blickfeld.com

ระดับ 3

จากระดับ 2 มาระดับ 3 เรียกได้ว่ามีการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีเลยทีเดียว ในระดับ 3 นี้ตัวรถจะสามารถตรวจจับสภาพแวดล้อมได้และสามารถที่จะตัดสินใจเองได้ เช่น การเร่งผ่านรถที่ขับช้ากว่า อย่างไรก็ตามมันยังคงต้องการการควบคุมจากผู้ขับขี่ในกรณีที่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน รถที่ถูกจัดอยู่ในระดับนี้ เช่น 2019 Audi A8L ซึ่งมีเทคโนโลยี Traffic Jam Pilot

ระดับ 4

ความแตกต่างที่สำคัญเลยระหว่างระดับ 3 กับระดับ 4 คือ ในระดับ 4 ยานพาหนะสามารถที่จะเข้าไปแทรกแซงได้หากมีสิ่งผิดปกติหรือระบบขัดข้อง รถยนต์เหล่านี้ไม่ต้องการการปฏิสัมพันธ์ของผู้ขับขี่ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามผู้ขับขี่ยังคงมีทางเลือกในการที่จะเข้าควบคุมการขับขี่ด้วยตนเองได้อยู่

ถึงแม้ว่ายานพาหนะในระดับ 4 จะสามารถทำงานในโหมดขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้ แต่จนกว่ากฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานจะพัฒนาขึ้นมามากกว่านี้ พวกมันจะถูกใช้งานได้ภายในพื้นที่จำกัดเท่านั้น อย่างเช่น ภายในเมืองที่ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 48 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยเฉลี่ย) โดยยานยนต์ระดับ 4 ส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ถูกเน้นไปที่การใช้งานร่วมกัน เช่น

  • NAVYA บริษัทจากฝรั่งเศสได้ขายรถรับส่งและแท็กซี่ระดับ 4 ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมันขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าล้วน และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 88.5 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • Waymo พึ่งเปิดให้บริการแท็กซี่ระดับ 4 ในแอริโซน่า ที่ซึ่งพวกมันถูกทดสอบการขับขี่ด้วยตัวเองแบบไร้ผู้ขับขี่คอยควบคุมมาเป็นเวลากว่า 1 ปี และระยะทางถึง 16 ล้านกิโลเมตร
  • Magna ซัพพลายเออร์สายยานยนต์จากแคนาดาได้พัฒนาเทคโนโลยี (MAX4) ระดับ 4 เพื่อการใช้งานทั้งในเขตเมืองและบนทางหลวง พวกเขากำลังพัฒนาชุดคิทสุดล้ำร่วมกับ Lyft ในการเปลี่ยนยานยนต์ทั่วไปให้กลายเป็นยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ
  • ไม่กี่เดือนก่อน Volvo และ Baidu ได้ประกาศความร่วมมือในการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าระดับ 4 ที่จะกลายมาเป็น Robotaxi ในจีน
ที่มาภาพ : asia.nikkei.com

ระดับ 5

เมื่อถึงระดับนี้ตัวรถนั้นไม่ต้องการการใส่ใจจากผู้ขับขี่อีกต่อไป ตัวรถนั้นจะไม่มีพวงมาลัย หรือแป้นเหยียบเบรกและคันเร่ง ผู้ขับขี่จะกลายเป็นผู้โดยสารโดยสมบูรณ์ ยานยนต์นั้นสามารถทำได้ทุกอย่างเหมือนกับที่มนุษย์ทำได้เวลาขับขี่ ทั่วโลกนั้นมีการพัฒนาและทดสอบเพื่อให้เข้าถึงระดับ 5 แต่ยังไม่มีใครที่สามารถเปิดตัวออกมาให้สาธารณะชมได้

ถึงแม้ว่าอนาคตของยานยนต์ขับขี่อัตโนมัตินั้นจะดูสดใสและน่าตื่นเต้น แต่เทคโนโลยีนั้นยังคงห่างไกลจากการขับขี่อัตโนมัติที่อยู่สูงกว่าระดับ 2 อยู่อีก 2-3 ปี ซึ่งอันที่จริงแล้วไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีของเรายังไม่ถึงขั้น เพียงแต่มันยังขาดแคลนซึ่งความปลอดภัยในแง่ต่าง ๆ

เมื่อต้นปีนี้ สถาบัน Ponemon ได้เผยแพร่รายงาน (ที่ได้รับมอบหมายโดย Synopsys) เรื่อง “การรักษาความปลอดภัยของรถยนต์ที่มีการเชื่อมต่อ : การศึกษาแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของอุตสาหกรรมยานยนต์” จากรายงานพบว่า ยานพาหนะที่มีการเชื่อมต่อ เช่น รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ มีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยทางกายภาพมากมาย ได้แก่ เข็มขัดนิรภัย, ถุงลมนิรภัย, เบรก ABS แต่ยังมีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยทางดิจิตอลไม่มากนัก เมื่อพูดถึงสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำงานอย่างปลอดภัยในโลกออนไลน์

รายงานนี้อ้างอิงจากการสำรวจของผู้ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย 593 คน, กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์, และ กลุ่มวิศวกร มากกว่า 2 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่า ความจำเป็นในการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ดีขึ้นนั้นต้องมีความเร่งด่วนด้วยเหตุผลที่ชัดเจน โดยกลุ่มผู้ถูกสำรวจ 62 เปอร์เซ็นต์ กล่าวว่า พวกเขาคิดว่าการโจมตีทางซอฟต์แวร์/ส่วนประกอบยานยนต์ มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า

เป็นเรื่องยุติธรรมที่จะพูดว่า ผู้บริโภคจะไม่ยอมรับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะมั่นใจว่าอย่างน้อยพวกเขาก็จะปลอดภัยพอ ๆ กับการนั่งเครื่องบินพาณิชย์ รถไฟ หรือรถบัส วันเหล่านั้นกำลังจะมาถึง แต่วงการยานยนต์อาจจะต้องผ่านเส้นทางอันขรุขระสักเล็กน้อยก่อน

อ้างอิง : synopsys.com

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...