โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ภาพเก่า เล่าตำนาน : มัสยิดต้นสน...พระเจ้าตากเคยเสด็จฯ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 19 มิ.ย. 2566 เวลา 04.52 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2566 เวลา 06.15 น.

ภาพเก่า เล่าตำนาน : มัสยิดต้นสน…พระเจ้าตากเคยเสด็จฯ

มัสยิดซุนนีที่ “เก่าแก่ที่สุด” ของกรุงเทพฯ อยู่ในเขตบางกอกใหญ่ เคยมีชื่อเรียกว่า กุฎีบางกอกใหญ่ หรือเรียกสั้นๆ ว่า กุฎีใหญ่

เป็นมัสยิดตั้งแต่ก่อนสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.2153-2171) ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา

ชื่อ “กุฎีบางกอกใหญ่” หรือ “กุฎีใหญ่” ก็เพราะมัสยิดตั้งอยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ ส่วนชื่อ “มัสยิดต้นสน” นั้น ได้มาจาก “ต้นสนคู่” ที่ปลูกใหม่ในสมัย รัชกาลที่ 3 ตรงหน้าประตูกำแพง

สมัยกรุงศรีอยุธยารุ่งเรืองเฟื่องฟู ดึงดูดพ่อค้าและผู้คนหลากหลายเข้ามาตั้งถิ่นฐาน รวมถึงกลุ่มชาวมุสลิมจากเปอร์เซีย เป็นชุมชนใหญ่ เข้มแข็ง เก่งทั้งการค้าการปกครอง การทหาร

พ.ศ.2310 พม่าตีอยุธยาแตก กลุ่มชาวมุสลิมที่เรียกกันว่า “แขกแพ” (คำเรียกชาวมุสลิมที่อาศัยเรือนแพประกอบอาชีพค้าขายในกรุงศรีอยุธยา) ได้ถอดแพอพยพหนีลงมาสมทบกันอยู่ที่ชุมชนปากคลองบางกอกใหญ่ด้วยมีมัสยิดอยู่ตรงนี้ก่อนแล้ว

เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ตั้งกรุงธนบุรี เคยเสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีศาสนกิจฝังศพ เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ (หมุด) นายทหารนักรบคู่พระทัย ที่เป็นมุสลิม

โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ พระราชทานที่ดินขยายพื้นที่จากเดิมที่เจ้าพระยาราชวังสันเสนีย์ (มะฮ์มูด) บุตรเจ้าพระยารามเดโชชัยสร้างไว้ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ในอดีตมุสลิม “ชีอะฮ์” ไม่มีมัสยิดสำหรับประกอบศาสนกิจ ก็ได้ใช้มัสยิดนี้ในการปฏิบัติศาสนกิจทั่วไป รวมทั้งกิจในเดือนมะหะหร่ำของชีอะฮ์ หรือแม้แต่การใช้กุโบร์ร่วมกัน

“มัสยิดต้นสน” รวมอดีต 3 สมัยเข้าด้วยกัน คือกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ ร่างของบรรพชนมุสลิมที่ได้รับราชการมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาได้นำมาฝัง ณ สุสานแห่งนี้ ซึ่งท่านเหล่านี้ได้มีส่วนในการกู้บ้านเมืองให้กลับคืนสู่อิสรภาพ

ร่างของ “เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์” หรือ หมุด พระยาราชบังสัน (ฉิม ) แม่ทัพเรือในสมัยรัชกาลที่ 3 หลวงโกชาอิศหาก (นาโคดาลี) ผู้ปฏิสังขรณ์มัสยิดต้นสนใน พ.ศ.2370

เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ หรือ “หมุด” ปรากฏนามตามพระราชพงศาวดารสมัยธนบุรีว่า …ท่านผู้นี้รับราชการตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ เป็น “หลวงศักดิ์นายเวร” ได้เก็บส่วยเมืองจันทบุรีสมทบแก่พระยาตากเป็น “ทุนรอน” สร้างกองเรือรบเพื่อกอบกู้บ้านเมืองในปี พ.ศ.2310

หลังพระยาตากทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าตากสิน ณ กรุงธนบุรี ทรงแต่งตั้งท่านผู้นี้เป็น “เจ้าพระยาจักรี” หรือ “แขก” ต่อมาได้ยกทัพไปตีเมืองนครศรีธรรมราชแล้วจึงได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาจักรีองครักษ์และถึงแก่อสัญกรรมในช่วงปี พ.ศ.2317

เมื่อแรกสร้างเป็นเพียงเรือนไม้ยกพื้น ฝาขัดแตะ และหลังคามุงจาก หลังจากที่ชาวมุสลิมที่มาประกอบพิธีทางศาสนามีจำนวนมากขึ้น จึงมีการขยายมัสยิดให้กว้างขวาง โดยเปลี่ยนเป็นเรือนไม้สักและหลังคามุงกระเบื้อง

ในสมัยในหลวง ร.2 ทรงสถาปนามัสยิดให้เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หน้าบันเป็นลายลงรักปิดทองประดับช่อฟ้า ใบระกาคล้ายวัดในพุทธศาสนา

ในสมัยรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯให้ยกช่อฟ้า ใบระกาออก เพื่อมิให้เกิดความเข้าใจผิด จากนั้นมัสยิดได้ทรุดโทรมลง จึงมีการสร้างมัสยิดขึ้นใหม่ โดยรักษาสถาปัตยกรรมเดิมไว้ ส่วนโดมนั้นเป็นทรงอียิปต์ สมัยฮิจเราะห์ศักราช 800 ภายในมีกระดานโบราณแกะสลักเป็นภาษาอาหรับ วิหารกะอ์บะฮ์ และผังมัสยิดในนครเมกกะ

นับศตวรรษที่ผ่านมา เป็นสถานที่ประกอบกิจทางศาสนา พื้นที่ภายนอกเป็นกุโบร์ สำหรับฝังศพ ได้รับการดูแลจากราชสำนักเสมอมา

ในอาคาร ปรากฏโคมไฟพระราชทาน ปรากฏข้อความจารึกอยู่ที่โคมไฟ “ที่รฤกในงานพระบรมศพ ร.ศ.129” โคมไฟดังกล่าวเป็นเครื่องสังเค็ดที่ได้รับพระราชทานเนื่องในงานพระบรมศพของในหลวง รัชกาลที่ 5 ที่เสด็จสวรรคตในปีพุทธศักราช 2453 ตรงกับรัตนโกสินทรศก 129 พบเห็นได้เฉพาะมัสยิดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เท่านั้น

ในหลวง ร.8 และพระอนุชา เคยเสด็จฯ มัสยิดต้นสน

26 เมษายน พ.ศ.2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมพร้อมด้วยพระอนุชา (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ )

“สมาคมสนธิอิสลาม” อยู่ด้านในของมัสยิด เคยเป็นอาคารรับเสด็จในหลวง ร.8 มีการปรับปรุงอาคารไม้สองชั้นหลังคาทรงปั้นหยาประดับลวดลายขนมปังขิง

ด้านนอก….มีแท่นหลุมศพออกญาราชวังสันเสนีย์ (มะฮ์มูด) เคยมีการขุดสำรวจบูรณะและศึกษาในรายละเอียด รูปทรงสถาปัตยกรรม ขนาดการเรียงอิฐ ตำแหน่งทิศที่ตั้ง และข้อมูลเอกสาร ทำให้ทราบว่างานดังกล่าวเป็นลักษณะฐานปัทม์ ตกท้องสำเภา อันเป็นศิลปะนิยม “ในสมัยอยุธยา” ที่สร้างขึ้นในเมืองธนบุรีขณะนั้น

ปรากฏหินสลักชื่อตำแหน่งการฝังศพของออกญาราชวังสันเสนีย์ (มะฮ์มูด) บุตรออกญารามเดโชชัย (ทิพ) ซึ่งเป็นแม่ทัพเรือกำกับพลทหารฝรั่งเศส ณ ป้อมวิชาเยนทร์ ปากคลองบางกอกใหญ่ และเป็นผู้ปฏิสังขรณ์กุฎีใหญ่แห่งนี้ ในช่วงปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ พ.ศ.2231

“กุโบร์” หรือสุสานของมัสยิด ซึ่งเป็นสถานที่ฝังศพของชาวมุสลิมมีบทบาทสำคัญต่อประวัติศาสตร์ไทยอย่างแนบแน่น รวมถึง หลวงโกชาอิศหาก (นาโคดาลี) ผู้ปฏิสังขรณ์มัสยิดต้นสนเมื่อ พ.ศ.2370

มัสยิดต้นสน เป็นสุสานที่ฝังศพของจุฬาราชมนตรีทั้ง 9 ท่าน ตลอดสมัยรัตนโกสินทร์จนถึงเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475

ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ “เจ้าจอมหงส์” เจ้าจอมองค์สำคัญที่เป็นมุสลิมสมัยในหลวง ร.1 “เจ้าจอมจีบ” ในสมัยในหลวง ร.2 “เจ้าจอมละม้าย” ในสมัยในหลวง ร.5 ก็ถูกฝังอยู่ในสุสานแห่งนี้

สถานที่ฝังร่างพร้อมทั้งนามที่ปรากฏทำให้เห็น “ความผูกพัน” ของมุสลิม ในฐานะ “แม่ทัพ” ที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รวมถึง “ทักษะ” อื่นๆ โดยเฉพาะด้านการเดินเรือ การจัดทัพทางเรือ ที่มุสลิมมีประสบการณ์สูง

มีร่างของบุคคลสำคัญอีกหลายท่าน เช่น หลวงเสน่ห์สรชิต (อาหมัด) เจ้ากรมพระแสงปืนต้นขวา หลวงโกชาอิสหาก (นาโคดาลี) ผู้ทำหน้าที่ล่ามหลวงรับรองเซอร์จอห์น ครอเฟิร์ด ผู้แทนของอังกฤษครั้งเข้ามาเจรจาทำสนธิสัญญาพระราชไมตรีในสมัยรัชกาลที่ 3

พันเอกพระยากัลยาณภักดี (ยะกูบ กัลยาณสุต) ผู้นำอิหม่ามมัสยิดต่างๆ ในจังหวัดพระนครและหัวเมืองสำคัญเข้าถวายพระพรชัยมงคลรัชกาลที่ 6 ใน พ.ศ.2458-2459 พร้อมได้รับพระราชทานเสื้อครุยประจำตำแหน่งอิหม่าม

นับเป็นกุโบร์ที่รวมความแตกต่างทางด้านสำนักคิดของชาวมุสลิมนิกายซุนนี-ชีอะฮ์ (เจ้าเซ็น) อยู่ร่วมกัน เป็นเครื่องยืนยันความถ้อยทีถ้อยอาศัยของผู้คนในอดีตถึงปัจจุบันมายาวนานร่วม 300 ปี

ผู้เขียนเดินสำรวจภายนอก รู้สึกได้ว่า.. ตรงนี้เป็นพื้นที่แห่งประวัติศาสตร์ที่ล้ำลึก มีคุณค่าทางจิตใจต่อแผ่นดิน …

ทำให้ทราบว่า…พี่น้องมุสลิมตั้งแต่ในสมัยอยุธยา กรุงธนบุรี รัตนโกสินทร์ เป็นกำลังสำคัญในราชสำนัก ดูแลการค้าขาย การต่างประเทศ ดูแลความมั่นคงปลอดภัยของอาณาจักร เป็นทหารเอกคู่พระทัยของพระมหากษัตริย์ ช่วยพระยาตากกอบกู้เอกราช สร้างกรุงธนบุรีขึ้นมาเป็นราชธานี

แถมเป็นข้อมูลครับ…การทำศพของมุสลิมนั้นไม่อนุญาตให้ทำสิ่งอื่นใดนอกจากการฝัง สถานที่ฝังศพกรุงเทพฯ ชั้นในยังมี “สุสานไทยอิสลาม” เขตสาทร เป็นสถานที่จัดเก็บศพมานานกว่า 100 ปี ซึ่งละแวกนั้นในสมัยก่อนมีชาวชวา มลายู อาหรับ เปอร์เซีย

ปกติการฝังศพตามศาสนาอิสลามจะมี 2 แบบ คือ นำศพใส่โลงกับใช้ผ้าขาวหุ้มศพก่อนฝัง ซึ่งอย่างหลังจะต้องมีกระดานปิด เพื่อไม่ให้ดินโดนตัวศพ โดยผู้ที่จะใกล้ชิดมากที่สุดในการทำพิธี คือลูกหลาน แล้วหน้าที่ในสุสานจะเป็นหน้าที่ของผู้ชาย หน้าที่ลูก ภรรยา หรือสามี

การวางศพจะต้องหันปลายเท้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งของหินกะอ์บะฮ์ที่ตั้งอยู่นครเมกกะ

ฝั่งธนบุรี…มีเรื่องราว เหตุการณ์ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ให้ค้นหาอีกมหาศาลนะครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...