โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘มนต์รักทรานซิสเตอร์’ : ‘บาป’ ที่ยังคงอยู่? ของ ‘คนชั้นกลางในเมือง’ / คนมองหนัง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 พ.ค. 2565 เวลา 06.13 น. • เผยแพร่ 15 พ.ค. 2565 เวลา 12.00 น.

คนมองหนัง

‘มนต์รักทรานซิสเตอร์’ :

‘บาป’ ที่ยังคงอยู่?

ของ ‘คนชั้นกลางในเมือง’

เพิ่งมีโอกาสได้ดูซ้ำภาพยนตร์ไทยเรื่อง “มนต์รักทรานซิสเตอร์” (2544) ผลงานการกำกับของ “เป็นเอก รัตนเรือง” ซึ่งดัดแปลงจากบทประพันธ์ชื่อเดียวกันของ “วัฒน์ วรรลยางกูร” ผ่านทางเน็ตฟลิกซ์

ผลปรากฏว่านี่อาจเป็น “หนังไทยยุคหลังต้มยำกุ้ง” (หนังไทยในครึ่งแรกของทศวรรษ 2540) เพียงไม่กี่เรื่อง ที่พอมานั่งชมใหม่ในอีก 1-2 ทศวรรษถัดจากนั้นแล้ว ผมกลับรู้สึกชอบหรือพบว่าตัวงานมีอะไรบางอย่างน่าสนใจมากกว่าตอนดูหนแรกๆ

ระหว่างรับชม “มนต์รักทรานซิสเตอร์” ในปี 2565 ผมรู้สึกประทับใจหนังเรื่องนี้ของเป็นเอกด้วยเหตุผลใหญ่ๆ 2 ข้อ

ข้อแรก เมื่อแรกดู “มนต์รักทรานซิสเตอร์” ในปี 2544 ผมกำลังเป็นคนหนุ่ม เรียนมหาวิทยาลัยปี 2 และกำลังมีอารมณ์แอนตี้/วิพากษ์/ต่อต้าน “กระฎุมพี/ชนชั้นกลาง” อย่างรุนแรง

หลังเดินออกจากโรงภาพยนตร์ ผมจึงได้ข้อข้อสรุปในทันทีว่า ภาพยนตร์ว่าด้วยชีวิต-ความฝันอันล่มสลายของหนุ่มสาวต่างจังหวัด ที่สร้างสรรค์โดยคนทำโฆษณา-นักเรียนนอกอย่างเป็นเอก นั้นมีบทลงเอยด้วยการนำพาตัวละครหวนกลับไปหา “ความพอเพียง” ในชนบท ตามโลกทัศน์ของชนชั้นกลาง (ที่เดินตามรอยชนชั้นนำ) หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540

อย่างไรก็ตาม ครั้นได้ดูหนังซ้ำหลังสงกรานต์ที่ผ่านมา ผมกลับพบว่ามี “สารสำคัญ” ประการหนึ่ง ที่ตนเองแทบจะ “มองไม่เห็น” หรือ “ไม่ได้ยิน” เลยเมื่อ 21 ปีก่อน นั่นคือ การที่เป็นเอกกำหนดให้ตัวละครของเขาพูดถึงแนวคิด “คนเท่ากัน” ออกมาซ้ำๆ หนแล้วหนเล่า

ผมเข้าใจว่าที่วลีนี้ตกหล่นไปจากการรับรู้ของตัวเองในวันนั้น ก็อาจเป็นเพราะแนวคิด “คนเท่ากัน” ยังไม่ใช่ไอเดียติดตลาด แม้กระทั่งในหมู่หนุ่มสาวหัวก้าวหน้า (ที่โปรประชาธิปไตย รำคาญชนชั้นกลาง เริ่มวิจารณ์สถาบันทางการเมืองสำคัญๆ) เมื่อกลางทศวรรษ 2540

นอกจากนั้น ฉากหนึ่งของหนังที่วิพากษ์สภาวะ “คนไม่เท่ากัน” ได้เป็นอย่างดีและเจ็บแสบ ก็คือ ฉากที่กลุ่มเศรษฐีมั่งมีในกรุงเทพฯ แสร้งทำตนเป็นผู้ใจบุญระดมทุนช่วยเหลือคนยากจน ผ่านการจัดงานปาร์ตี้-ประกวดการแต่งชุดแฟนซีเป็นคนจนที่โรงแรมหรู

แต่พอพบว่ามี “คนจนจริงๆ” แฝงตัวเข้ามาหาของกินในงานด้วย “เศรษฐีแกล้งจน” ทั้งหลายก็พากันขับไล่ถีบส่ง “คนจนจริงๆ” คู่นั้น ให้กระเด็นกระดอนออกจากโรงแรมอย่างไร้ปราณี

ขณะดูฉากที่น่าเศร้าและตลกร้ายดังกล่าวใน “มนต์รักทรานซิสเตอร์” ทางเน็ตฟลิกซ์ ผมก็พลันนึกถึงเนื้อหาของเพลง “Common People” (ค.ศ.1995/พ.ศ.2538) โดยวงดนตรีคณะ “Pulp” ซึ่งวิจารณ์ลักษณะสังคมชนชั้นในสหราชอาณาจักรเอาไว้อย่างเผ็ดร้อน ด้วยนิทานเปรียบเทียบอันคล้ายคลึงกัน

ข้อสอง ในช่วงกลางทศวรรษ 2540 ที่ “มนต์รักทรานซิสเตอร์” ออกฉายครั้งแรก นั้นเป็นบริบทที่ผมและคนรุ่นเดียวกันบางส่วน เกิดอาการไม่ไว้วางใจต่อ “การเขียนวัฒนธรรมชุมชน” หรือ “การวาดภาพสังคมชนบท” ผ่านมุมมองของชนชั้นกลาง (ผู้มีเสียงดัง) ในเมืองหลวง

ผมจึงพิพากษาหนังของเป็นเอกว่า ต่อให้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีความปรารถนาดีต่อผู้คนชนบทและสังคมต่างจังหวัดสักเพียงใด แต่สุดท้าย ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ก็ไม่สามารถเป็นปากเป็นเสียงหรือพูดแทนบรรดาตัวละครในหนัง/นิยายได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยแท้จริง

ความเชื่อดังกล่าวยิ่งถูกตอกย้ำให้หนักแน่นขึ้นไปอีก ณ ช่วงทศวรรษ 2550 เมื่อคนชนบทจำนวนมหาศาลลุกฮือเคลื่อนพลเข้ามาเรียกร้องทวงคืนระบอบประชาธิปไตย และยืนหยัดในคะแนนเสียงเลือกตั้งของตนเองถึงใจกลางเมืองหลวง (ก่อนจะโดนปราบปรามเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยม)

นั่นคือหมุดหมายที่ยืนยันว่าคนต่างจังหวัดสามารถส่งเสียงสะท้อนความปรารถนาของพวกเขาได้เอง โดยมิต้องพึ่งพาชนชั้นกลางในเมือง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นได้แค่พวก “เสื้อเหลือง” หรือ “สลิ่ม” ผู้ไร้เดียงสา ไม่ก็เห็นแก่ตัวอย่างน่ารังเกียจ

อย่างไรก็ดี เมื่อมาดู “มนต์รักทรานซิสเตอร์” ในปี 2565 ผมกลับคิดถึงอะไรบางอย่างที่สูญหายไป

กล่าวคือนับจากทศวรรษ 2550 ที่คนชั้นกลางในเมือง (รวมถึงคนทำหนัง) บางส่วนเริ่ม “สำนึกบาปทางการเมือง” ของตนเอง ผลลัพธ์ก็กลายเป็นว่าพรมแดนของเรื่องเล่าใน “หนังไทยยุคใหม่” นั้นได้ค่อยๆ หดแคบลงไปด้วย

เราอาจได้เห็นหนัง (หรือซีรีส์) ว่าด้วยสังคมชนบทที่แสนซื่อตรง โดยคนต่างจังหวัดรุ่นใหม่ที่เข้าถึงองค์ความรู้ในการสร้างภาพยนตร์จากสถาบันอุดมศึกษา

เราได้เห็นภาพยนตร์สารคดีที่สำรวจตรวจสอบแง่มุมเร้นลึกของสังคมเมืองได้อย่างแหลมคมลึกซึ้ง หรือหนังส่วนตัวที่มีเนื้อหาชวนไตร่ตรองสะท้อนคิดอย่างน่าทึ่ง โดยคนทำหนังที่เติบโตมาในกรุงเทพฯ หรือมีโอกาสเดินทางออกไปเรียนรู้โลกกว้างถึงต่างประเทศ

ทว่า ในตลอดสิบกว่าปีหลัง เรามักไม่ค่อยได้พบกับหนังของคนเมือง ที่พยายามจะทำความเข้าใจสังคมชนบทด้วยท่าที ทัศนคติ และจุดยืนที่ไม่เลวเลย ดังเช่น “มนต์รักทรานซิสเตอร์” อีกแล้ว

นี่เป็นเรื่องน่าเสียดาย หากคำนึงถึงบริบทปัจจุบันที่ว่า คนกรุงเทพฯ จำนวนมาก ไม่ได้มีจุดยืนทางการเมืองแบบอนุรักษนิยมสุดขั้ว-เหลืองหมด-สลิ่มล้วน เหมือนในทศวรรษ 2550 (แม้นักวิเคราะห์บางรายยังยึดติดกับการทึกทักหรือเหมารวมทำนองนั้นอยู่)

ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่ในเมืองจำนวนไม่น้อยก็กำลังตื่นตัวในเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ตลอดจนการรณรงค์ให้ทุกจังหวัดมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ของตัวเอง

“คนชั้นกลางในเมืองรุ่นใหม่” เหล่านี้ คงตระหนักดีว่าพวกตนนั้นได้รับมอบ “มรดกบาป” บางประการมาอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

แต่พวกเขาและเธอก็คล้ายจะพยายาม “ชำระบาป” ด้วยวิถีปฏิบัติ-รูปแบบกิจกรรม ซึ่งขับเน้นไปที่ “การร่วมกันสู้” หรือ “ร่วมกันเปลี่ยนแปลง” มากกว่าจะมัวใส่ใจและรู้สึกอ่อนไหวกับ “ความแปลกแยก” ซึ่งนำไปสู่การเกลียดชังตนเอง และการถอยห่างออกจาก “คนอื่น” •

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...