โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เจอจ่ายจบ เคลมท่วมแสนล้าน ถึงคิว สินมั่นคง ยื่นฟื้นฟูกิจการ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 27 เม.ย. 2565 เวลา 03.53 น. • เผยแพร่ 27 เม.ย. 2565 เวลา 03.23 น.

จับตาสินมั่นคงประกันภัยเหยื่อ “เจอจ่ายจบ” รายที่ 5 ดิ้นฝ่ามรสุมพิษเคลมประกันภัยโควิดล้นทะลัก เตรียมยื่นแผนขอฟื้นฟูกิจการจาก คปภ.เป็นรายแรกในประวัติศาสตร์ คุ้มครอง “พักชำระหนี้” ขอเวลาเจรจาผู้ร่วมทุนรายใหม่แก้ปัญหาสภาพคล่อง หลังหนี้สินพุ่งเฉียดหมื่นล้านบาท

วงในเผยพอร์ตใหญ่ “ประกันรถยนต์” ยังมีอนาคต บริษัทเดินหน้าฟ้อง คปภ.ออกคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย วงการวิเคราะห์ความเสียหายยอดเคลมโควิดรวมปีนี้ทะลุแสนล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 เป็นระเบิดลูกใหญ่ใส่ธุรกิจประกันวินาศภัย จากการเปิดขายกรมธรรม์โควิดแบบ “เจอ-จ่าย-จบ” ทำให้บริษัทประกันวินาศภัยประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินจนทำให้ต้องปิดกิจการไปแล้วทั้งสิ้น 4 บริษัท

คือ บริษัท เอเชียประกันภัย, เดอะวัน ประกันภัย, อาคเนย์ประกันภัย และไทยประกันภัย ทำให้ภาระไปตกที่กองทุนประกันวินาศภัย (กปว.) จะเข้ามาจัดการชำระหนี้ที่เกิดจากการเอาประกันภัย ในกรณีที่บริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาตหรือปิดกิจการ

อย่างไรก็ตามบริษัทประกันภัยที่เผชิญวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ยังไม่จบ รายงานข่าวระบุว่า บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) เหยื่อ “เจอจ่ายจบ” รายที่ 5 กำลังฝ่ามรสุมพิษเคลมประกันภัยโควิดที่ล้นทะลักอย่างหนักในปีนี้ที่จะหาทางออกของธุรกิจอย่างไร ขณะที่มีการวิเคราะห์กันว่าปีนี้อาจต้องจ่ายเคลมสูงทะลุแสนล้าน

“สินมั่นคง” ดิ้นฟ้อง คปภ.

รายงานข่าวระบุว่า ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2565 ของบริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันพุธที่ 30 มีนาคม 2565 ได้มีมติอนุมัติดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก คปภ.ด้วยมูลค่ามากกว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยตระกูลดุษฎีสุรพจน์ และบริษัท ดุษฎีสุรพจน์ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้ถือหุ้นใหญ่รวมทั้งสิ้น 37.92%

ขอใช้สิทธิอนุมัติการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้น กรณีผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อบริษัท จากคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 เกี่ยวกับสัญญาประกันภัยโควิดเจอ-จ่าย-จบ

โดยระบุว่า เนื่องจากนายทะเบียนหรือเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีคำสั่ง (เดิม) เห็นชอบให้บริษัทใช้ข้อความในสัญญาประกันภัยเจอ-จ่าย-จบ โดยให้สิทธิแก่บริษัทและลูกค้าบอกเลิกสัญญาได้ ซึ่งบริษัทเชื่อถือในคำสั่งเดิมและทำสัญญาประกันภัยโควิดกับลูกค้า จำนวน 1.95 ล้านราย ทุนประกันภัยรวม 1.64 แสนล้านบาท

แต่เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 มีคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 ระบุว่า ให้ “ยกเลิก” เงื่อนไขสิทธิบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัย ทำให้บริษัทเลิกสัญญากรมธรรม์ประกันภัยเจอ-จ่าย-จบไม่ได้ และต้องรับผิดชอบค่าสินไหมทดแทนจำนวนมาก

สกัดรายย่อยฟ้องบริหารพลาด

แหล่งข่าว คปภ.กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัทสินมั่นคงประกันภัยได้ยื่นฟ้อง คปภ.ไปแล้วเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2565 ตอนนี้รอการพิจารณารับคำฟ้องจากศาล หากศาลรับเรื่องก็จะส่งหนังสือมายังสำนักงาน คปภ.เพื่อให้ยื่นคำให้การต่อไป

ทั้งนี้อาจเหมือนกรณีอาคเนย์และไทยประกันภัยก็ได้ที่ศาลไม่รับฟ้อง คือนัดไต่สวนมูลฟ้องและให้ คปภ.ไปให้การ แต่กรณีนั้นศาลยังไม่ได้ตัดสินรับคำฟ้องแต่ทั้งสองบริษัทก็ถอนฟ้องไปก่อน

“โดยปกติแล้วเวลาบริหารงานผิดพลาดอาจโดนผู้ถือหุ้นรายย่อยฟ้องได้ ฉะนั้นการเดินเกมฟ้อง คปภ.น่าจะเพื่อปกป้องตนเอง ว่าไม่ได้เสียหายเพราะบริหารงานไม่ดี แต่เป็นเพราะ คปภ.ไม่ให้ยกเลิกสัญญาจึงเกิดความเสียหายจนทำให้บริษัทขาดทุน อย่างไรก็ตามโดยหลักการเป็นไปได้ยากมากที่บริษัทจะชนะคดีนี้” แหล่งข่าวกล่าว

หนี้สินพุ่งเฉียดหมื่นล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทสินมั่นคงประกันภัยถือเป็นหนึ่งในบริษัทประกันที่ได้รับผลกระทบจากการขายกรมธรรม์โควิด “เจอ-จ่าย-จบ” จนทำให้สถานะการเงินของบริษัทมีปัญหา ทำให้ที่ผ่านมาบริษัทได้ยื่นขอเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือของ คปภ. ในการลดภาระการดำรงเงินกองทุนของบริษัทประกันภัยในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อให้บริษัทถือเงินสดในมือได้มากขึ้น

โดยที่ผ่านมาสินมั่นคงฯได้มีความพยายามในการขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับนักลงทุนในวงจำกัดแต่เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นยังไม่สิ้นสุด ทำให้ผู้ลงทุนใหม่ขอยุติการเจรจา

ขณะที่ผลประกอบการบริษัทสินมั่นคงประกันภัย ณ สิ้นปี 2564 พบว่าขาดทุนสุทธิ 4,753 ล้านบาท จากปีก่อนหน้าที่มีกำไร 757 ล้านบาท สาเหตุหลักจากการประสบผลขาดทุนของกรมธรรม์ประกันภัยโควิดสูงถึง 7,632 ล้านบาท โดยต้องจ่ายค่าสินไหมโควิดรวม 8,141 ล้านบาท

ส่งผลให้อัตราค่าสินไหมรวม (Loss Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 135.4% จาก 62.8% ในปี 2563 และมีหนี้สินรวม 9,521 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.18% ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 68.17% จาก 6,901.23 ล้านบาท ในปี 2563 เหลือแค่ 2,196 ล้านบาท

ลูกค้าแห่ทวงเงินเคลมโควิด

จากการตรวจสอบข้อมูลในเพจเฟซบุ๊ก “สินมั่นคงประกันภัย” พบว่ามีผู้ซื้อกรมธรรม์โควิด “เจอ-จ่าย-จบ” ของสินมั่นคงจำนวนมากเข้าไปทวงถามเงินเคลม “เจอ-จ่าย-จบ” ที่ประสบปัญหาคล้าย ๆ กันคือปัญหาช่องทางการติดต่อบริษัทเรื่องเบอร์คอลเซ็นเตอร์1596 โทรไม่ติดเลย

รวมถึงในกรณีการยื่นเอกสารเคลมประกันไปในช่องทางต่าง ๆ นานนับเดือนแต่ยังไม่ได้รับฟีดแบ็กหรือการติดต่อกลับจากบริษัทแต่อย่างใด จะมีเพียงตอบกลับว่าได้รับเอกสารแล้ว ขณะที่บริษัทก็ไม่ได้มีการออกมาชี้แจงข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับความล่าช้าในการจ่ายเงินเคลม

แหล่งข่าว คปภ.กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า กรณีที่ลูกค้าประสบปัญหาติดต่อบริษัทประกันไม่ได้ หรือได้รับเงินเคลมสินไหมประกันภัยโควิดล่าช้า คปภ.แนะนำให้เข้ามาร้องเรียนสำนักงาน คปภ.จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อจะได้มีกลไกที่ชัดเจนในการตรวจสอบเอกสาร และให้เจ้าหน้าที่ คปภ.ได้ช่วยประสานงานให้ก่อน

ซึ่ง คปภ.กำหนดให้จ่ายเคลมภายใน 15 วัน โดยนับวันแรกจากวันที่เอกสารครบ และไม่มีข้อโต้แย้ง หากมีปัญหาต่อเนื่องจะลงโทษฐานประวิงเวลาจ่ายสินไหมทดแทน

โดยต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท และปรับรายวันอีกวันละไม่เกิน 20,000 บาท จนกว่าบริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วเสร็จ

เปิดช่องประกัน “ฟื้นฟูกิจการ”

แหล่งข่าวจากสำนักงาน คปภ.กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2565 นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. ได้ลงนามออกประกาศ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การขอความยินยอมในการฟื้นฟูกิจการของบริษัทประกันวินาศภัย พ.ศ. 2565 โดยตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ได้กำหนดให้บริษัทประกันภัยซึ่งเป็นหนี้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว

หรือไม่สามารถที่จะชำระหนี้ตามกำหนดได้รวมกันไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ฟื้นฟูกิจการได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากกรมการประกันภัย แต่เนื่องจากกรมการประกันภัยถูกยุบเลิกไป ตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย พ.ศ. 2550 ดังนั้นต้องได้รับความยินยอมจาก คปภ.

ทั้งนี้ บริษัทที่จะยื่นขอฟื้นฟูกิจการต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขคือ 1.หนี้สินล้นพ้นตัวและเป็นหนี้เจ้าหนี้เดียวหรือรวมกันเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม 2.มีเหตุอันสมควรและมีช่องทางจะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

3.ไม่มีคำสั่งศาลพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด 4.ต้องไม่ถูกศาลหรือนายทะเบียนสั่งให้เลิกหรือเพิกถอนทะเบียนนิติบุคคล 5.ต้องไม่เคยถูกศาลล้มละลายยกคำร้องขอยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ภายในระยะเวลา 6 เดือนก่อนที่ยื่นคำร้องขอ และ 6.มีแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

โดยการทำแผนฟื้นฟูกิจการ ประกอบด้วย 1.รายชื่อและคุณสมบัติของผู้ทำแผนและผู้บริหารแผน 2.หนังสือยินยอมของผู้ทำแผนและผู้บริหารแผน 3.แนวทางในการบริหารสภาพคล่อง 4.แหล่งที่มาของสภาพคล่องในช่วงที่ดำเนินการฟื้นฟู 5.ระยะเวลาที่ใช้ในการฟื้นฟู

6.กลไกในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกันภัยและประชาชน 7.การจัดหาเงินทุนเพิ่มเติม 8.แนวทางในการแก้ไขปัญหาของลูกหนี้และการกลับมาดำเนินธุรกิจในอนาคต และ 9.ความเป็นไปได้ในการชำระหนี้

“การออกประกาศฉบับนี้ คปภ.ต้องจัดการให้มีระเบียบรองรับเหมือนกับที่ ธปท.และ ก.ล.ต.มี เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย เพราะก่อนหน้านี้สินมั่นคงฯมีแผนจะยื่นขอฟื้นฟูกิจการมาแล้วรอบหนึ่งและได้ถอนออกไป หลังมีผู้สนใจร่วมทุน แต่เมื่อผู้ร่วมทุนขอชะลอดูเคลมสินไหมโควิดไปก่อนหลังสิ้นเดือน เม.ย.65 ก็มีกระแสว่าจะมาขอยื่นขอฟื้นฟูกิจการอีกครั้ง” แหล่งข่าว คปภ.กล่าว

ฟื้นฟูกิจการ-ใส่เงินเพิ่มทุน

แหล่งข่าววงในธุรกิจประกันวินาศภัยกล่าวว่า ถ้าเทียบระหว่างอาคเนย์ประกันภัยกับสินมั่นคงประกันภัยที่มีขนาดเบี้ยประกันใกล้เคียงกันประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แต่มูลค่าธุรกิจจะไม่เหมือนกัน เพราะสินมั่นคงประกันภัยทำกำไรในอัตราที่ดีมาตลอดเป็นระยะ 10 ปี และมีเงินกองทุนสะสมก่อนเกิดโควิดมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท ถือว่าแข็งแรงมาก เพียงแต่ตอนนี้เจออุบัติเหตุจากโควิดทำให้เงินกองทุนขาดหรือต่ำกว่าเกณฑ์ คปภ.

นอกจากนี้สินมั่นคงฯยังมีแบรนดิ้งที่ดี คือมีฐานลูกค้าที่ดี รวมทั้งเครือข่ายตัวแทนที่ค่อนข้างแข็งแรง ถึงแม้วันนี้เงินกองทุนจะขาด แต่ปัจจัยข้างต้นถือเป็นมูลค่าของบริษัท ที่จะสามารถหานักลงทุนรายใหม่มาเพิ่มทุนได้ง่ายกว่า เพราะนักลงทุนจะมั่นใจในระบบที่มีอยู่ ซึ่งคาดว่าอาจต้องใส่เงินเพิ่มทุนหลักหมื่นล้านบาทถึงจะเพียงพอดำเนินธุรกิจต่อไป

“สินมั่นคงประกันภัยเหมือนเรือที่ยังไม่พัง ยังออกหาปลาได้ แต่อาคเนย์พังหมดแล้วเพราะขาดทุนไปกว่า 2 หมื่นล้านบาท ถ้าเทียบความเข้มแข็งการทำกำไรหรือมาตรฐานระบบบริหารงาน สู้สินมั่นคงฯไม่ได้ ดังนั้นต้องช่วยให้เขาผ่านไปให้ได้ แม้เงินกองทุนจะขาดเหมือนกันแต่สถานะต่างกัน”

ศาลคุ้มครอง “พักชำระหนี้”

แหล่งข่าวเผยว่า หนี้ส่วนใหญ่ของสินมั่นคงฯเป็นหนี้เคลมประกันภัยโควิดของลูกค้ารายย่อย ปัญหาตอนนี้คือเงินกองทุนขาด แม้ คปภ.จะยืดหยุ่นเกณฑ์คำนวณเงินกองทุนล่าสุด แต่คงไม่พอต้องเพิ่มทุนเท่านั้น ฉะนั้นแนวทางยื่นขอฟื้นฟูกิจการน่าจะเป็นการดึงเวลามากกว่าอาจจะ1-2 เดือน

หลังจากรู้ยอดหนี้จะพูดคุยกับนักลงทุนรายใหม่ได้ เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่อง อย่างไรก็ตามธุรกิจประกันภัยถ้าทำแผนฟื้นฟูแม้จะดำเนินธุรกิจได้ แต่ผู้บริโภคอาจขาดความเชื่อถือ กังวลว่าซื้อประกันแล้วเกิดเหตุอาจไม่มีเงินจ่าย

ทั้งนี้ หากศาลรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการแล้ว ก็จะทำให้บริษัทได้รับความคุ้มครองอยู่ใน “สภาวะพักชำระหนี้” (Automatic Stay) จะทำให้ไม่ถูกเจ้าหนี้ฟ้องคดีแพ่ง/ล้มละลาย รวมถึงไม่ถูกหน่วยงานของรัฐเพิกถอนใบอนุญาต

พ.ค.เจรจาผู้ร่วมทุนรอบใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของสินมั่นคงประกันภัย เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2565 ระบุว่า ภายในเดือนเม.ย.หรือ พ.ค. 2565 บริษัทมีแผนจะเจรจาบริษัทประกันวินาศภัยต่างประเทศขนาดใหญ่ 10 บริษัท ที่สนใจจะร่วมทุนกับบริษัทรอบใหม่ หลังจากเดือน ม.ค. 2565 ทุกรายได้แจ้งชะลอการเจรจาเพื่อประเมินผลกระทบและค่าสินไหมจากเคลมประกันภัยโควิดที่ชัดเจนมากขึ้น

รายงานข่าวระบุว่า จากข้อมูลเบี้ยประกันรับปี 2564 มูลค่า 10,215 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.64% โดยมาจากเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 8,144 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.33% และเบี้ยประกันภัยเบ็ดเตล็ด (รวมกรมธรรม์ เจอ-จ่าย-จบ) 1,859 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.52%

เบี้ยประกันอัคคีภัย 187 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.01% และเบี้ยประกันภัยทางทะเลและขนส่ง 26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.79% ฉะนั้นประเมินจากพอร์ตเบี้ยส่วนใหญ่ที่ยังเป็นพอร์ตดี ที่น่าจะทำให้ผู้ร่วมทุนยอมใส่เงินเพื่อสนับสนุนให้สินมั่นคงฯรอดจากวิกฤตนี้ไปได้

คปภ.ผ่อนเกณฑ์เงินกองทุนพ้นน้ำ

ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายการเงินและบัญชี บริษัทประกันวินาศภัย กล่าวว่า เมื่อ ม.ค. 65 อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio) ของบริษัทสินมั่นคงประกันภัยอยู่ที่ 112% ต่ำกว่าเกณฑ์ คปภ.กำหนด แต่เมื่อ 22 เมษายน 2565 คปภ.ได้ออกประกาศยืดหยุ่นให้ปรับเกณฑ์คำนวณอัตราเงินกองทุนฯ

เพื่อประคับประคองบริษัทประกันวินาศภัยที่ขายประกันภัยโควิดเจอจ่ายจบให้ผ่านช่วงวิกฤตจ่ายเคลม โดยให้นำภาษีเงินได้รอตัดบัญชี (Deferred Tax Asset) และหนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชี (Deferred Tax Liability) มาประเมินเป็นสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทได้

ฉะนั้นคาดการณ์ว่าจะทำให้อัตราเงินกองทุนฯ ของบริษัทสินมั่นคงประกันภัยในช่วงไตรมาส 1/65 จะกลับมาที่สัดส่วนระดับ 200% หรือสูงกว่า 120% ตามเกณฑ์ คปภ.กำหนด เพื่อไม่ให้บริษัทถูกระงับการประกอบกิจการ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหลังผ่านเทศกาลสงกรานต์ไปแล้วต้องมาพิจารณาตัวเลขจ่ายเคลมประกันภัยโควิดกันอีกทีว่าจะเพิ่มไปแค่ไหน

เคลมโควิดทะลุแสนล้าน

นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ยอดการเคลมประกันภัยโควิด ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2565 แตะระดับ 60,000 ล้านบาทแล้ว เพิ่มขึ้นทะลุ 150% หรือ 1.5 เท่า จากสิ้นปี 2564 อยู่ที่ 40,000 ล้านบาท และยังมีความเสี่ยงยอดเคลมสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ มีโอกาสที่ยอดผู้ติดเชื้อจะพุ่งสูงกว่าช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ บริษัทไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) หรือ THRE คาดการณ์ยอดเคลมประกันภัยโควิดทั้งระบบ จะปรับเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2564 อยู่ที่ 40,000 ล้านบาท ไปแตะระดับ 100,000 ล้านบาท ในเดือนเม.ย.นี้ ซึ่งเป็นช่วงที่กรมธรรม์ส่วนใหญ่จะสิ้นสุดความคุ้มครอง

แหล่งข่าวกล่าวว่า สถานการณ์ยอดผู้ติดเชื้อโควิดปี 2564 มีประมาณ 2.2 ล้านราย บริษัทประกันวินาศภัยจ่ายเคลมประกันภัยโควิดกว่า 4 หมื่นล้านบาท (รวมเคลมบริษัทเอเชียประกันภัย, เดอะวันประกันภัย, อาคเนย์ประกันภัย, ไทยประกันภัย) ส่วนปีนี้ขณะนี้ยอดผู้ติดเชื้อโควิดแค่ 1.88 ล้านราย แต่จ่ายเคลมสินไหมตอนนี้เพิ่มเกือบ 2 เท่า ซึ่งถือว่าสูงผิดปกติมาก

โดยยอดเคลมสินไหมของทั้งอาคเนย์ประกันภัยและไทยประกันภัยที่แจ้งปิดกิจการ น่าจะแจ้งไปยังกองทุนประกันวินาศภัย (กปว.) รวมประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนเคลมสินไหมของสินมั่นคงฯ ตอนนี้คาดว่าน่าจะสูงกว่าหมื่นล้านบาทไปแล้ว ดังนั้นปีนี้จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2565 ทั้งธุรกิจประกันวินาศภัยน่าจะต้องจ่ายเคลมประกันภัยโควิดมูลค่าหลักแสนล้านบาท แต่บางส่วนจะตกเป็นภาระกองทุนประกันวินาศภัย

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก คปภ. ณ 15 มี.ค. 65 กรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 ยอดเคลมสินไหมโควิดทั้งระบบ 52,100 ล้านบาท

กปว.ดิ้นหาเงินจ่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลกระทบจากการขายกรมธรรม์โควิด-19แบบเจอ-จ่าย-จบ ทำให้บริษัทประกันวินาศภัยประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินจนทำให้ต้องปิดกิจการไปแล้วทั้งสิ้น 4 บริษัท โดยกองทุนประกันวินาศภัย (กปว.) จะเข้ามาจัดการชำระหนี้ที่เกิดจากการเอาประกันภัย ในกรณีที่บริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาตหรือปิดกิจการ

รายงานข่าวระบุว่า ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2565 นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการสำนักงาน คปภ. ระบุในแถลงการณ์คำสั่งปิดกิจการบริษัทอาคเนย์ประกันภัยและบริษัทไทยประกันภัยว่า กองทุนประกันวินาศภัย (กปว.) ในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทประกันวินาศภัยที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ปัจจุบันกองทุนฯมีสภาพคล่องอยู่ราว 5,000-7,000 ล้านบาท หากนับรวมสองบริษัทนี้ กับบริษัทที่ปิดกิจการไปแล้ว ที่ต้องดำเนินการจ่ายเงินให้เจ้าหนี้สัญญาประกันภัย ทางกองทุนฯอาจต้องหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม

เรื่องนี้ กปว.ได้เตรียมแนวทางไว้แล้วคือ 1.บอร์ดบริหาร กปว.มีการออกประกาศหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงิน หรือออกตราสารการเงินอื่น 2.หารือกับสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ซึ่งต้องนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.)

และ 3.กู้จากแหล่งเงินทุนโดยตรงที่เป็นธนาคารพาณิชย์ เช่น ธนาคารออมสิน หรือกู้เงินจากบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประกอบภัยจากรถ จำกัด อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีการรายงานความคืบหน้าว่ากองทุนประกันวินาศภัย ถึงการหาแหล่งเงินสนับสนุน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...