โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Parallel Processing คืออะไร ? ทำงานอย่างไร ? รู้จักการประมวลผลแบบขนาน

Thaiware

อัพเดต 30 ส.ค. 2567 เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 30 ส.ค. 2567 เวลา 02.00 น. • Cocothedog
Parallel Processing คืออะไร ? ทำงานอย่างไร ? รู้จักกับ Parallel Processing หรือการประมวลผลแบบขนาน เข้าใจความหมาย และหลักการทำงานรวมถึงการนำเอาไปใช้งาน

Parallel Processing คืออะไร ?

ในยุคที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การประมวลผลแบบขนาน หรือ Parallel Processing ได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนประสิทธิภาพการทำงานในคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การประมวลผลแบบขนานถูกนำมาใช้งานแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นบนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงการคำนวณ และการจำลองที่ซับซ้อน ซึ่งช่วยผลักดันเทคโนโลยีของโลกเราไปอย่างมาก
และในบทความนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับการประมวลผลแบบขนานทั้งในส่วนของ ความหมาย, หลักการทำงาน, ประวัติความเป็นมา, ประเภท รวมไปถึงตัวอย่างการนำเอาไปใช้งานอีกด้วย

เนื้อหาภายในบทความ

  • การประมวลผลแบบขนาน คืออะไร ?
    (What is Parallel Processing ?)
  • การประมวลผลแบบขนาน ทำงานอย่างไร ?
    (How Parallel Processing work ?)
  • ประวัติศาสตร์ของ การประมวลผลแบบขนาน
    (History of Parallel Processing)
  • ประเภทของ การประมวลผลแบบขนาน
    (Types of Parallel Processing)
  • ความแตกต่างระหว่าง การประมวลผลแบบอนุกรม และ การประมวลผลแบบขนาน
    (What is the difference between Parallel Processing and Serial Processing ?)
  • ตัวอย่างการนำเอา การประมวลผลแบบขนาน ไปใช้งาน
    (Parallel Processing Usage Examples)
  • สรุปเกี่ยวกับ การประมวลผลแบบขนาน
    (Parallel Processing Conclusion)

การประมวลผลแบบขนาน คืออะไร ? (What is Parallel Processing ?)

Parallel Processing หรือ การประมวลผลแบบขนาน เป็นวิธีการประมวลผลในคอมพิวเตอร์ที่นำเอา หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) หรือโปรเซสเซอร์ ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมาใช้งาน เพื่อจัดการส่วนต่าง ๆ ของงานทั้งหมด โดยแบ่งงานออกเป็นส่วนย่อย ๆ ซึ่งโปรเซสเซอร์หลายตัวจะช่วยลดเวลาในการรันโปรแกรมระบบใด ๆ ที่มีโปรเซสเซอร์มากกว่าหนึ่งตัว ก็จะสามารถทำการประมวลผลแบบขนานได้ เช่นเดียวกับ โปรเซสเซอร์แบบมัลติคอร์ (Multi-Core) ที่พบได้ทั่วไปในคอมพิวเตอร์ยุคปัจจุบัน

Parallel Processing คืออะไร ?

ภาพจาก : https://researchgate.net/figure/Illustration-of-parallel-processing-managed-by-the-workflow-system-The-first-group-of_fig9_319187030

โปรเซสเซอร์แบบมัลติคอร์ เป็นชิปวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ประกอบด้วย แกนประมวลผล (Core) 2 ตัวขึ้นไป เพื่อให้ประมวลผลได้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น, ใช้พลังงานน้อยลง และประมวลผลงานหลาย ๆ งานได้พร้อม กัน ซึ่งโปรเซสเซอร์แบบมัลติคอร์ก็เหมือนกับว่ามีหน่วยประมวลผลแยกกันหลายตัว ติดตั้งอยู่ในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีตั้งแต่ 2 Core ขึ้นไปจนถึง 12 หรือมากกว่าขึ้นไปอีก

Parallel Processing คืออะไร ?

ภาพจาก : https://www.techspot.com/article/2363-multi-core-cpu/

การประมวลผลแบบขนาน มักจะใช้ในการทำงาน และการคำนวณที่ซับซ้อน นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลมักใช้การประมวลผลแบบขนานสำหรับงานที่ต้องประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก ๆ

การประมวลผลแบบขนาน ทำงานอย่างไร ? (How Parallel Processing work ?)

โดยหลักการทำงานของการประมวลผลแบบขนานนั้น จะแบ่งงานกันระหว่างไมโครโปรเซสเซอร์ 2 ตัวขึ้นไป ทั่วไปแล้วงานที่ซับซ้อนจะถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ โดยใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางที่กำหนดสัดส่วนต่าง ๆ ให้กับโปรเซสเซอร์แต่ละตัว ตามองค์ประกอบของงานเช่น จำนวน, ประเภท และขนาดของหน่วยประมวลผลที่มี หลังจากนั้นโปรเซสเซอร์แต่ละตัวจะทำในส่วนของตัวเองให้เสร็จสิ้น

Parallel Processing คืออะไร ?

ภาพจาก : https://studying-engineer.com/2023/11/08/parallel-processing-a-primer-for-the-curious-mind/

โปรเซสเซอร์แต่ละตัวจะดำเนินการทำงานแบบขนานตามคำสั่ง โดยดึงข้อมูลจากหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ และพึ่งพาซอฟต์แวร์สำหรับสื่อสารกันระหว่างโปรเซสเซอร์ เพื่อให้สามารถซิงค์กันได้ หากโปรเซสเซอร์ทั้งหมดซิงค์กัน ก็จะทำให้ในตอนท้ายของงานนั้น ๆ ซอฟต์แวร์จะสามารถประกอบชิ้นส่วนข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกันได้อย่างพร้อมเพรียง

การประมวลผลแบบขนาน สามารถเป็นที่จะเป็นแบบละเอียด (Fine-Grained) หรือหยาบ (Coarse-Grained) ก็ได้ ในการประมวลผลแบบละเอียด จะสื่อสารงานกันหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งเหมาะสำหรับกระบวนการที่ต้องการข้อมูลแบบเรียลไทม์ กลับกันการประมวลผลแบบหยาบ จะจัดการกับชิ้นส่วนขนาดใหญ่ของงาน และสื่อสารระหว่างโปรเซสเซอร์น้อยลง ซึ่งการประมวลผลแบบนี้มีประโยชน์มากกว่าในการใช้งานที่มีการจำกัดเรื่องการสื่อสาร

ทั้งนี้ คอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้มีโปรเซสเซอร์หลายตัว ก็สามารถใช้การประมวลผลแบบขนานได้เหมือนกันหากมีการเชื่อมเครือข่ายเข้าด้วยกันให้เป็น การประมวลผลแบบคลัสเตอร์ (Cluster Computing) นั่นเอง

ประวัติศาสตร์ของ การประมวลผลแบบขนาน (History of Parallel Processing)

ในคอมพิวเตอร์ยุคแรก ๆ นั้น จะมีเพียงโปรแกรมเดียวที่รันได้ในเวลาเดียวกัน ยกตัวอย่างการรันโปรแกรมคำนวณที่อาจใช้เวลา 1 ชั่วโมง และโปรแกรมคัดลอกเทปที่ใช้เวลาอีก 1 ชั่วโมง รวมทั้งหมดก็จะใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง ซึ่งการประมวลผลแบบขนานเบื้องต้นจะทำให้สามารถประมวลผลทั้ง 2 โปรแกรมไปพร้อม ๆ กัน คอมพิวเตอร์จะเริ่มการดำเนินการอินพุต/เอาต์พุต (I/O) และในขณะที่รอให้การดำเนินการเสร็จสิ้น ก็จะไปเริ่มดำเนินการโปรแกรมที่ใช้โปรเซสเซอร์มากกว่าก่อน ซึ่งทำให้เวลาในการประมวลผลโดยรวมสำหรับงานทั้ง 2 ก็จะเหลือเพียงชั่วโมงเศษ ๆ

Parallel Processing คืออะไร ?

ภาพจาก : https://www.computerhistory.org/revolution/birth-of-the-computer/4/92

การปรับปรุงครั้งถัดมา คือการประมวลผลแบบมัลติโปรแกรม (Multi-Programming) ในช่วงปลายปี ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) และช่วงต้นปี ค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503) ในระบบมัลติโปรแกรม โปรแกรมหลายโปรแกรมที่ส่งโดยผู้ใช้จะได้รับอนุญาตให้ใช้โปรเซสเซอร์เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ต่อผู้ใช้แต่ละคน ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรจึงเกิดขึ้นครั้งแรกในระบบนี้ ซึ่งคำขอเข้าถึงทรัพยากรประมวลผลที่มาพร้อมกันจะทำให้โปรแกรมเข้าถึงทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัญหาในระดับวิกฤตเลยทีเดียว

ต่อมามีการพัฒนาระบบประมวลผลแบบเวกเตอร์ (Vector Processing) ขึ้นมา เป็นอีกความพยายามหนึ่งที่เริ่มต้นในช่วงปี ค.ศ. 1964 (พ.ศ. 2507) ความสามารถที่ถูกเพิ่มเข้าไปคือให้คำสั่งเดียวสามารถบวก, ลบ, คูณ หรือจัดการ Array ตัวเลขขนาด 2 ตัวได้ ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการใช้งานด้านวิศวกรรม ที่ข้อมูลเกิดขึ้นตามธรรมชาติในรูปแบบของเวกเตอร์ (Vector) หรือเมทริกซ์ (Matrices) แต่ในการใช้งานที่มีข้อมูลที่ไม่เป็นรูปเป็นร่างมากนัก การประมวลผลแบบเวกเตอร์จะไม่ค่อยตอบโจทย์เท่าไหร่

Parallel Processing คืออะไร ?

ภาพจาก : https://www.ausairpower.net/OSR-0600.html

ลำดับต่อมา ในการประมวลผลแบบขนานคือการนำเอาการประมวลผลแบบมัลติโปรเซสซิ่ง (Multiprocessing) มาใช้งาน เริ่มต้นในช่วงปี ค.ศ. 1970 (พ.ศ. 2513) ในเวอร์ชันแรกมีการกำหนดโปรเซสเซอร์หลัก และรอง โปรเซสเซอร์หลักได้รับการตั้งโปรแกรมให้รับผิดชอบงานทั้งหมดในระบบ โปรเซสเซอร์รองทำเฉพาะงานที่โปรเซสเซอร์หลักมอบหมายให้ การประมวลผลแบบขนานยังคงพัฒนาต่อไป

ในช่วงต้นปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ.2543) ก็ได้เห็นการเพิ่มขึ้นของการใช้ หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ซึ่งประกอบด้วยหน่วยประมวลผลขนาดเล็กจำนวนมากที่เรียกว่า คอร์ (Core) คอร์แต่ละตัวสามารถดำเนินการคำสั่งของตนเองโดยไม่ขึ้นกับคอร์อื่น ๆ และเปิดใช้งานการประมวลผลแบบขนาน ต่อมา GPU ก็ถูกนำมาใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับงานประมวลผลทั่วไปนอกเหนือจากกราฟิก

นับตั้งแต่นั้นมา มีการพัฒนาอุปกรณ์เร่งความเร็วเฉพาะทาง เช่น Field-Programmable Gate Arraysและวงจรเฉพาะ (Application-specific integrated circuits) ที่ทำมาเพื่อเร่งการประมวลผลสำหรับงานประมวลผลแบบขนาน และล่าสุดองค์กรต่าง ๆ ได้เริ่มนำคอมพิวเตอร์ควอนตัม มาใช้ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การสร้างโปรเซสเซอร์ควอนตัมแบบขนาน ที่ทำการคำนวณโดยใช้ควิบิต (Qubits)

Parallel Processing คืออะไร ?

ภาพจาก : https://www.techspot.com/article/2363-multi-core-cpu/

ประเภทของการประมวลผลแบบขนาน (Types of Parallel Processing)

ประเภทของการประมวลผลแบบขนานมีหลากหลาย สามารถแบ่งได้ดังนี้

Single Instruction Multiple Data (SIMD)

คอมพิวเตอร์มีโปรเซสเซอร์ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปที่ทำตามชุดคำสั่งเดียวกัน ขณะที่โปรเซสเซอร์แต่ละตัวจัดการข้อมูลที่แตกต่างกัน SIMD มักจะถูกใช้ในการวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ แต่ทำงานในคำสั่งเพียงคำสั่งเดียว

Parallel Processing คืออะไร ?

ภาพจาก : https://www.sciencedirect.com/topics/computer-science/single-instruction-multiple-data

Multiple Instruction Multiple Data (MIMD)

เป็นประเภทของการประมวลผลแบบขนานที่ใช้กันทั่วไป คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องมีโปรเซสเซอร์เป็นของตนเองตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป รับข้อมูล และคำสั่งจากสตรีมข้อมูลที่แยกออกจากกัน

Parallel Processing คืออะไร ?

ภาพจาก : https://www.sciencedirect.com/topics/computer-science/memory-multiple

Multiple Instruction Single Data (MISD)

โปรเซสเซอร์แต่ละตัวจะใช้คำสั่งที่แตกต่างกัน แต่ใช้ข้อมูลอินพุตเดียวกัน ประเภทของการประมวลผลนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมในการใช้งานมากเท่าไรในปัจจุบัน

Parallel Processing คืออะไร ?

ภาพจาก : https://www.sciencedirect.com/topics/computer-science/single-instruction-multiple-data

Single Program Multiple Data (SPMD)

โปรเซสเซอร์หลาย ๆ ตัวดำเนินการงานเดียวกัน แต่รับชุดข้อมูลที่แตกต่างกัน ประเภทของการประมวลผลนี้มักใช้สำหรับการจำลอง (Simulation), การประมวลผลข้อมูล หรือการทำอัลกอริทึมแบบขนาน

Parallel Processing คืออะไร ?

ภาพจาก : https://oneapi-src.github.io/oneDAL/onedal/spmd/index.html

Massively Parallel Processing (MPP)

MPP ใช้โปรเซสเซอร์จำนวนมากเพื่อดำเนินการประสานงานแบบขนาน ระบบนี้ใช้โปรเซสเซอร์สูงสุดถึงหลายร้อย หรือหลายพันตัว ทำงานส่วนหนึ่งของงานโดยรวมอย่างอิสระจากกัน ประเภทของการประมวลผลนี้ใช้เพื่อแก้ปัญหาขนาดใหญ่ และซับซ้อนที่ไม่สามารถทำได้ด้วยโปรเซสเซอร์จำนวนน้อยนั่นเอง

Parallel Processing คืออะไร ?

ภาพจาก : https://www.linkedin.com/pulse/what-massively-parallel-processing-mpp-sankha-mitra

ความแตกต่างระหว่าง การประมวลผลแบบอนุกรม และ การประมวลผลแบบขนาน (What is the difference between Parallel Processing and Serial Processing ?)

การประมวลผลแบบขนาน (Parallel Processing) สามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันโดยใช้โปรเซสเซอร์ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป ในขณะที่ การประมวลผลแบบอนุกรม (Serial Processing) หรือเรียกว่าการประมวลผลแบบลำดับ (Sequential processing) จะทำงานได้เพียงอย่างเดียวในเวลาเดียวกัน และใช้โปรเซสเซอร์เพียง 1 ตัว หากคอมพิวเตอร์ต้องการทำงานที่ได้รับมอบหมายหลายอย่าง จะทำทีละงานส่งผลให้คอมพิวเตอร์ที่ใช้การประมวลผลแบบอนุกรมจะใช้เวลานานกว่า เมื่อเทียบกับโปรเซสเซอร์แบบขนาน

Parallel Processing คืออะไร ?

ภาพจาก : https://www.xait.com/resources/blog/serial-vs-parallel-process

ตัวอย่างการนำเอาการประมวลผลแบบขนานไปใช้งาน (Parallel Processing Examples)

การประมวลผลแบบขนานถูกนำมาใช้ในหลากหลายสาขางานที่ต้องการพลังการคำนวณสูง เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และความแม่นยำมากขึ้น ตัวอย่างสำคัญก็ได้แก่

ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในดาราศาสตร์ (Supercomputers for using in Astronomy)

นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ทำงานแบบขนาน ในการจำลองปรากฏการณ์ที่ในจักรวาลที่อาจต้องใช้เวลากว่าล้านปีในการเกิดขึ้น เช่น การชนกันของดาวเคราะห์, การรวมตัวของกาแล็กซี และการดูดกลืนของหลุมดำ การจำลองเหล่านี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจพฤติกรรมของหลุมดำ และปรากฏการณ์อื่น ๆ ที่เคยเป็นปริศนา ให้สามารถศึกษาการขยายตัวของจักรวาลได้อย่างแม่นยำ

Parallel Processing คืออะไร ?

ภาพจาก : https://today.ucsd.edu/story/supercomputer-simulations-reveal-details-of-galaxy-clusters

การทำนายผลผลิตทางเกษตรกรรม (Making Predictions in Agriculture)

ซุเปอร์คอมพิวเตอร์ Blue Waters ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ถูกใช้เพื่อพัฒนาการทำนายผลผลิตทางการเกษตรที่แม่นยำยิ่งขึ้น ใช้ การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ที่ประมวลผลข้อมูลหลายประเภทพร้อมกัน เช่น การเจริญเติบโตของพืช, ข้อมูลสภาพอากาศตามฤดูกาล และข้อมูลจากดาวเทียม การประมวลผลแบบขนานนี้ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี

Parallel Processing คืออะไร ?

ภาพจาก : https://www.ncsa.illinois.edu/research/project-highlights/blue-waters/

การคำนวณความเสี่ยง และการจัดการสกุลเงินดิจิตอลในธนาคาร (Risk Calculations and Cryptocurrencies in Banking)

ธนาคารขนาดใหญ่ต่าง ๆ เริ่มใช้การประมวลผลแบบขนานที่ผสานการทำงานของ CPU และ GPU เพื่อคำนวณความเสี่ยงทางการเงิน, ตรวจจับการทุจริต และจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลในศูนย์ข้อมูล การใช้ GPU ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคำนวณได้ถึง 40% และลดต้นทุนการประมวลผลลงไปถึง 80% นอกจากนี้ การขุด คริปโตเคอร์เรนซี เช่น Bitcoin ยังต้องพึ่งพาการประมวลผลแบบขนานอย่างมากในการทำธุรกรรม และรักษาความปลอดภัยของบล็อกเชน

การสร้างเอฟเฟคในภาพยนตร์ (Video Post-Production Effects)

ภาพยนตร์ที่ใช้เอฟเฟกต์พิเศษขั้นสูง พึ่งพาการประมวลผลแบบขนานผ่าน GPU ในการเรนเดอร์ภาพ 3D การใช้เรย์เทรซิง (Ray Tracing), การสร้างแอนิเมชัน และการแก้ไขสี DaVinci Resolve Studio ที่เป็นซอฟต์แวร์มาตรฐานฮอลลีวูด ก็อาศัยการประมวลผลแบบขนานเพื่อเรนเดอร์ และประมวลผลเอฟเฟกต์ต่าง ๆ ให้มีความสมจริงสูงที่สุด

Parallel Processing คืออะไร ?

ภาพจาก : https://www.blackmagicdesign.com/products/davinciresolve/studio

การถ่ายภาพทางการแพทย์ที่แม่นยำ (Accurate Medical Imaging)

การประมวลผลแบบขนานโดยเฉพาะผ่านหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการถ่ายภาพทางการแพทย์ เช่น MRI, CT, X-ray และการถ่ายภาพด้วยแสง ทำให้สามารถเพิ่มความเร็ว และความละเอียดของภาพได้อย่างมาก การพัฒนาเครื่องมือการประมวลผลแบบขนานจาก Nvidia ยังช่วยให้นักรังสีวิทยาสามารถใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์ข้อมูลภาพทางการแพทย์ได้ดีมากยิ่งขึ้น

คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป และแล็ปท็อป (Desktops and Laptops)

โปรเซสเซอร์ที่ใช้ในคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ ได้รับการออกแบบให้รองรับการประมวลผลแบบขนาน โดยมีแกนประมวลผล (Core) ตั้งแต่ 4 ไปจนถึง 56 แกน หรือมากกว่านั้นในบางรุ่น ช่วยให้สามารถจัดการงานที่ซับซ้อน เช่น การจำลองสามมิติ, การจัดการเซิร์ฟเวอร์ และการตัดต่อ วิดีโอ 8K แบบเรียลไทม์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Parallel Processing คืออะไร ?

ภาพจาก : https://vintageits.com/desktop-vs-laptop-vs-tablet/

สรุปเกี่ยวกับ การประมวลผลแบบขนาน (Parallel Processing Conclusion)

การประมวลผลแบบขนานเป็นเทคโนโลยีที่มีความสำคัญกับทั้งในปัจจุบัน และอนาคต ด้วยความสามารถในการประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อน และมีปริมาณมาก ในเวลาอันสั้น เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การประมวลผลชนิดนี้ถูกนำมาพัฒนาอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

การประยุกต์ใช้งานในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นดาราศาสตร์, เกษตรกรรม, ธนาคาร, การแพทย์ หรือแม้แต่ในชีวิตประจำวันผ่านทางคอมพิวเตอร์ที่พวกเราใช้กันทั่วไป ล้วนแต่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการประมวลผลแบบขนานที่มีประสิทธิภาพ และขับเคลื่อนการพัฒนาของมนุษยชาติให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นอย่างไม่หยุดนิ่ง

➤ Website : https://www.thaiware.com
➤ Facebook : https://www.facebook.com/thaiware
➤ Twitter : https://www.twitter.com/thaiware
➤ YouTube : https://www.youtube.com/thaiwaretv

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...