โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

แนะอำเภออู่ผิง“ปฏิรูปป่าไม้”–เส้นทางสี จิ้นผิง(126)

China Media Group

อัพเดต 19 ต.ค. 2567 เวลา 02.44 น. • เผยแพร่ 19 ต.ค. 2567 เวลา 02.44 น.
เดือนกันยายน ค.ศ. 2000 นายสี จิ้นผิง รองเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนและผู้ว่าการมณฑลฝูเจี้ยนในขณะนั้นกำลังสำรวจและให้คำแนะนำงานป้องกันไต้ฝุ่นในพื้นที่อำเภออู่ผิง เมืองหลงเหยียน มณฑลฝูเจี้ยน (ภาพจากแฟ้มภาพ)

แนะอำเภออู่ผิงปฏิรูปป่าไม้”--เส้นทางสี จิ้นผิง(126)

เดือนกรกฎาคมปีค.ศ.1999 เมืองหลงเหยียนได้เผยแพร่ “ประกาศคณะกรรมการป่าไม้เมืองหลงเหยียนเกี่ยวกับความคิดเห็นชี้แนะการลงลึกปฏิรูปกรรมสิทธิ์พื้นที่ป่าไม้และไม้ป่าส่วนรวม” และตัดสินใจเลือกหมู่บ้านหนึ่งแห่งในอำเภออู่ผิงเพื่อนำร่องการปฏิรูประบบกรรมสิทธิ์ป่าไม้ส่วนรวม ประกาศฉบับนี้กลายเป็นเอกสารอ้างอิงเดียวสำหรับอำเภออู่ผิงในการเริ่มปฏิรูประบบกรรมสิทธิ์ป่าไม้ส่วนรวม

การไม่ได้รับมอบอำนาจอย่างเป็นทางการจากหน่วยเหนือแถมยังไม่มีประสบการณ์จากที่อื่นให้เรียนรู้ ทำให้ตั้งแต่ระดับรากหญ้าถึงระดับผู้นำของอำเภออู่ผิงต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล ได้เริ่มดำเนินการ “ปฏิรูปป่าไม้” ในหมู่บ้านที่ค่อนข้างมีลักษณะเป็นตัวแทนจำหนวนหนึ่งในตำบลว่านอัน ตำบลจงชื่อ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นผู้นำการปฏิรูปในด้านนี้ของทั่วประเทศ

เวลานั้นหมู่บ้านเจี๋ยเหวินตำบลว่านอันประสบความทุกข์ยากอันเนื่องมาจากปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าตามอำเภอใจ มีการตัดต้นไม้จากพื้นที่ป่าส่วนรวมจำนวนนับไม่ถ้วน แต่บัญชีของหมู่บ้านกลับเป็นหนี้อยู่ 280,000 หยวน เจ้าหน้าที่หมู่บ้านและชาวบ้านต่างมีความต้องการอย่างแรงกล้าในการแสวงหาการเปลี่ยนแปลงเชิงรุก และไม่มีข้อโต้แย้งมากนักจากการได้รับเลือกให้เป็นหมู่บ้านนำร่องการปฏิรูปกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ป่าไม้และกรรมสิทธิ์ในไม้ป่าส่วนรวม

วันหนึ่งในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2001 การประชุมใหญ่ของหมู่บ้านเจี๋ยเหวินเต็มไปด้วยผู้คนจนไม่มีที่นั่งว่างเลย เพื่อหาคำตอบต่อประเด็นที่ยุ่งยากที่สุดอันได้แก่ “จะแบ่งภูเขาอย่างไรและให้ใครเป็นผู้แบ่งภูเขา” คณะทำงานที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนและอำเภออู่ผิงได้เสนอแนวคิด“ภูเขาควรต้องแบ่งเท่า ๆ กัน และภูเขาควรแบ่งโดยมวลชนเอง” กล่าวคือ พื้นที่ป่าไม้ส่วนรวมทั้งหมดควรแบ่งให้แต่ละครัวเรือนเท่าๆ กันตามหลักการ “ที่ดินเป็นของผู้หว่านไถ” ซึ่งชาวบ้านยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์

วันที่ 30 ธันวาคมของปีนั้น นายหลี่ กุ้ยหลิน ชาวบ้านหมู่บ้านเจี๋ยเหวินได้รับใบรับรองสิทธิป่าไม้ฉบับใหม่ซึ่งเป็นฉบับแรกของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินป่าไม้เป็นของคณะกรรมการหมู่บ้านเจี๋ยเหวิน ส่วนสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ กรรมสิทธิ์ป่าไม้หรือต้นไม้ในป่า รวมถึงสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ป่าไม้หรือต้นไม้ในป่านั้นเป็นของหลี่ กุ้ยหลิน

วันนั้นนายหลี่ กุ้ยหลินมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง ภาพถ่ายที่ถือใบรับรองสิทธิ์ป่าไม้ของเขาถูกนำไปสร้างเป็นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่และติดไว้ที่บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านเจี๋ยเหวินในปัจจุบัน

ต่อมา มีการคัดเลือกหมู่บ้านนำร่องตำบลละ 2 หมู่บ้านจากทั้งหมด 17 ตำบล เป็นอันว่า “การปฏิรูปป่าไม้” ได้เริ่มขยายจาก “จุด" สู่ “พื้นที่”

เดือนเมษายน ค.ศ. 2002 คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนและอำเภออู่ผิงได้แต่งตั้งทีมผู้นำการปฏิรูประบบกรรมสิทธิ์ป่าไม้ส่วนรวม และกำหนด “ความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูประบบกรรมสิทธิ์ป่าไม้ส่วนรวมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น” โดยเรียกร้องให้มีการนำร่องเพิ่มมากขึ้น นำมาซึ่ง “การปฏิรูปป่าไม้” ในทั้งอำเภอทันที

จาก 34 หมู่บ้านเป็นมากกว่า 200 หมู่บ้าน ควบคู่ไปกับการเดินหน้าการปฏิรูป ปัญหาต่างๆ ก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เช่น บางหมู่บ้านมีพื้นที่ภูเขาหลายสิบแห่ง ควรแบ่งกันอย่างไร? กรรมสิทธิ์ในอดีตนั้นยากที่จะหาความชัดเจนได้ เจ้าหน้าที่บางคนขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง ใช้วิธีการที่ขาดเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ ระเบียบขั้นตอนการแบ่งภูเขาไม่มาตรฐาน ทำให้มวลชนมีความเห็นต่างมากและเห็นว่า “การแบ่งภูเขาไม่ยุติธรรม” ชาวบ้านบางส่วนขาดความมั่นใจ ไม่มี “เอกสารหัวแดง” (เอกสารที่ออกโดยหน่วยงานภาครัฐ) ใบรับรองที่ออกให้ชาวบ้านจะมีผลใช้บังคับจริงหรือไม่ ภูเขาที่ได้รับการจัดสรรหรือแบ่งให้นั้นจะถูกเรียกคืนหรือไม่

ปีนั้น จำนวนคำร้องที่เกี่ยวข้องกับ “การปฏิรูปป่าไม้” เพิ่มขึ้น ซึ่งยิ่งสร้าง “ความปวดหัว”ให้กับคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนและอำเภออู่ผิง

“น้องเหยียน ทำอย่างนี้ใช้ได้ไหม? จะมีปัญหาอะไรตามมาหรือเปล่า?” ในเวลานั้นมีผู้นำรุ่นเก่าบางคนได้เตือนนายเหยียน จินจิ้งด้วยความหวังดี แต่ขณะนั้นได้มีการออกเอกสาร “การปฏิรูปป่าไม้” แล้ว “ลูกศรที่ถูกปล่อยออกจากคันธนูแล้วย่อมต้องพุ่งตรงไปข้างหน้าโดยมิอาจหันหลังกลับได้” นายเหยียน จินจิ้งตกอยู่ในภาวะที่ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ขี่หลังเสือแล้วลงยาก”

เมื่อ “การปฏิรูปป่าไม้” ของอำเภออู่ผิงเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2002 นายสี จิ้นผิง ได้เรียกนายหวง เจี้ยนซิง ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมป่าไม้มณฑลฝูเจี้ยนให้มาพบที่สำนักงาน

“ป่าส่วนรวมนั้นเป็นของชาวบ้านร่วมกัน ควรคืนภูเขาให้กับประชาชน คืนสิทธิให้กับประชาชน และคืนผลประโยชน์ให้กับประชาชน มีความเป็นไปได้ไหมที่จะใช้ที่ดินป่าไม้เสมือนที่ดินเพาะปลูกโดยแบ่งให้ครัวเรือนเกษตรกรเพื่อเหมาดำเนินการตามสัญญา” นายสี จิ้นผิง ถามนายหวง เจี้ยนซิง

“ในช่วงเวลานี้หลังผมเข้ารับตำแหน่ง ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ในการรับรู้สภาพต่างๆจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทั้งระดับมณฑล เมือง และอำเภอ พร้อมกับขอความคิดเห็นของพวกเขา โดยฉันทามติของพวกเขาก็คือ หากต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมป่าไม้ จำเป็นต้องทำให้ได้ดังต่อไป คือ ‘ภูเขาต้องมีเจ้าของ เจ้าของต้องมีสิทธิ สิทธิต้องคู่กับความรับผิดชอบ และความรับผิดชอบต้องคู่กับผลประโยชน์’ คณะกรรมการพรรคฯและอำเภออู่ผิงได้ออกเอกสารเกี่ยวกับการปฏิรูประบบกรรมสิทธิ์ที่ดินป่าไม้และไม้ป่าเมื่อเดือนเมษายนปีนี้” นายหวง เจี้ยนซิง ตอบ

“เอาละ เราเจียดเวลาไปสำรวจอู่ผิงหน่อยเร็วๆนี้ ทำการทดลองก่อน” นายสี จิ้นผิงกล่าว

แปลเรียบเรียงโดย ภาคภาษาไทย ศูนย์เอเชียแอฟริกา สถานีวิทยุและโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน(CMG)

ติดตามตอนก่อนหน้าได้ที่

https://www.jeenthainews.com/china-news/122282_20241016

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...