โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โรงงานอาหารสัตว์แจง 9 ปมร้อน บีบซื้อข้าวโพด 8 บาท ไม่ได้แก้วิกฤต

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 ก.ย 2567 เวลา 08.30 น. • เผยแพร่ 21 ก.ย 2567 เวลา 07.45 น.
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล

สัมภาษณ์

ธุรกิจผู้ผลิตอาหารสัตว์ของประเทศไทย ปัจจุบันมีอยู่ 50 ราย ผลิตอาหารสัตว์ครอบคลุม 90% ของประเทศ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3 แสนล้านบาท แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ต้องพบกับปัญหาอุปสรรค ทำให้ภาคธุรกิจไม่สามารถเติบโตได้ “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล” นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ถึงสถานการณ์ปัญหาการผลิต โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีให้หลัง ประเทศไทยขาดแคลนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จะนำมาใช้เป็นวัตถุดิบ กว่าปีละ 3 ล้านตัน และล่าสุดปี 2567 นี้อาจจะขาดแคลนมากขึ้นถึง 4 ล้านตัน

ความท้าทาย “อาหารสัตว์”

อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในปี 2567 อยู่ที่ 21.30 ล้านตัน ขยายตัวจากปี 2566 ที่มีปริมาณ 20.3 ล้านตัน เป็นการเติบโตภายใต้มาตรการควบคุมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น มาตรการนำเข้าข้าวสาลี 3 ส่วน และรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 1 ส่วน หรือ มาตรการ 3:1 ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมไม่เติบโตไปมากกว่านี้แล้ว เพราะปริมาณผลผลิตข้าวโพดที่ไทยสามารถผลิตได้ลดลง จาก 5 ล้านตันเมื่อปีก่อน จะเหลือ 4.89 ล้านตันในปีนี้ สวนทางกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ไทยจึงอาจจะขาดแคลนข้าวโพดที่จะนำมาใช้สำหรับเป็นวัตถุดิบ

อีกทั้ง หากซื้อข้าวโพดตามมาตรการ 3:1 คำนวณจากปริมาณผลผลิตข้าวโพดในปัจจุบันที่มีอยู่ 4.89 ล้านตัน เทียบออกมาจะสามารถนำข้าวสาลีประมาณ 1.5 ล้านตัน โดยเฉลี่ยแล้ว และเมื่อรวมการนำเข้าข้าวโพดจากเพื่อนบ้าน ประมาณ 3 ล้านตัน ก็ยังขาดแคลน 3.9 ล้านตัน

ขณะเดียวกันราคาข้าวโพดของไทยยังสูงกว่าหลายประเทศ ล่าสุดเดือนกรกฎาคม ราคาอยู่ที่ 12.23 บาทต่อกก. ส่วนราคาข้าวโพดในตลาดโลกอยู่ที่ 5.50 บาทต่อ กก.

ทั้งยังไม่สามารถนำเข้าได้เสรี เพราะมีเรื่องของโควตาและภาษีมาเกี่ยวข้อง ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยจะต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี จำกัดเพื่อนำมาผลิตอาหารสัตว์อยู่ โดยการผลิตอาหารสัตว์ส่วนใหญ่นั้นใช้ภายในประเทศเป็นหลัก มีเพียงส่งออกอาหารสัตว์สำเร็จรูปเพียงเล็กน้อยที่ไปต่างประเทศเท่านั้น

และในอนาคตอีก 2 ปีข้างหน้า อียูจะออกมาตรการเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตรที่รุกป่า (EUDR) จะเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขที่จะส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงสัตว์ และศักยภาพการแข่งขันในอนาคต นับเป็นปัจจัยที่หลายหน่วยงานควรจะเร่งเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ให้มากขึ้น

โต้แย้งเกษตรกร จ.เพชรบูรณ์

ในกรณีข้อเรียกร้องของเกษตรกรจังหวัดเพชรบูรณ์ที่ได้ออกมายื่นข้อเสนอให้เรื่องการรับซื้อข้าวโพด 9 ข้อ ซึ่งผู้ผลิตอาหารสัตว์มีข้อสังเกตว่า ข้อเสนอ 1.ที่กำหนดให้รับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกร (ความชื้น 30%) ราคา 8 บาทต่อ กก.

“เรามีข้อสังเกตว่าราคา 8 บาท หากคำนวณเป็นต้นทุนแล้วจะทำให้ในตลาดปรับขึ้นไปกว่า 10.80 หรืออาจจะถึง 11 บาทต่อ กก. ขณะที่ข้าวโพดเวียดนามนำเข้าราคา 9 บาทต่อ กก. เท่ากับทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์ของไทยมีต้นทุนสูงกว่าเวียดนาม และหากเทียบกับราคาตลาดปัจจุบันข้าวโพด (ความชื้น 14.5%) โรงงานรับซื้อที่ 10.50 บาทต่อ กก. คิดเป็นราคาของข้าวโพดความชื้น 30% จะอยู่ที่ 7.50 บาทต่อ กก.”

2.ขอให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์แจ้งปรับปรุงราคาล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์ต่อครั้ง เพื่อไม่ให้ปรับราคาเร็วเกินไป จากที่ปกติจะประกาศราคาทุกวันตามอุปสงค์-อุปทาน หากดำเนินการเช่นนั้นจะทำให้เกิดการกระจุกตัว ไม่มีความเคลื่อนไหวในการรับซื้อ

3.ยื่นข้อเสนอปรับเปลี่ยนช่วงเวลานำเข้าข้าวโพดจากเพื่อนบ้าน เดิมให้นำเข้าเดือนกุมภาพันธ์-สิงหาคม เปลี่ยนเป็นกุมภาพันธ์-กรกฎาคม เพื่อไม่ให้ทับซ้อนกับข้าวโพดของประเทศไทย

เรามองว่าข้อเสนอนี้จะกลายเป็นแรงจูงใจทำให้พ่อค้านำเข้ามามากขึ้นและเร็วขึ้น เพื่อมาขายราคาภายในประเทศที่สูงกว่า แล้วผลประโยชน์จะตกอยู่ที่ใครและหากปีถัดไปเกิดเหตุการณ์ผลผลิตออกล่าช้า จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตอาหารสัตว์จนอาจต้องหยุดการผลิตได้

4.ให้ตรวจสอบเอกสารการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากผู้ผลิตอาหารสัตว์ว่าซื้อจากเกษตรกรไทยจำนวนเท่าไหร่ต่อปี เพื่อให้ผลผลิตจริงของเกษตรกรไทย ในส่วนนี้ผู้ผลิตอาหารสัตว์มีการรายงานการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งปริมาณจำนวน ซึ่งส่งรายงานทุกวันที่ 10 ของเดือน ให้กับกรมการค้าภายใน ในเรื่องนี้เกษตรกรสามารถตรวจสอบและขอข้อมูลจากหน่วยงานดังกล่าวได้ แต่ปัญหาคือมีผู้นำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านมาขายเป็นข้าวโพดไทยหรือไม่ เห็นควรว่าจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องนี้ด้วย

5.ให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปรับเปลี่ยนต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเป็นไปตามจริง 6,125 บาทต่อไร่ และผลผลิตของเกษตรกรความชื้น 14.5% ใหม่ มีผลต่อโควตาการนำเข้าวัตถุดิบทดแทนข้าวโพดในประเทศไทย เพื่อไม่ให้เกิดความต้องการใช้ในประเทศ ต้นทุนที่เสนอนั้น มีข้อสงสัยถึงที่มา หากอิงข้อมูลจาก สศก. อยู่ที่ 5,483 บาทต่อไร่ เรื่องนี้ยังมองว่าอยากให้มีการชี้แจงในรายละเอียดมากกว่านี้

6.ให้สนับสนุนการผลิตข้าวโพดแก่เกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท แบบเดียวกับข้าว เพื่อกระตุ้นการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการ เรื่องนี้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ไม่ขัดข้อง แต่ต้องการให้มีเงื่อนไขเพิ่มเติม คือ จะต้องให้มีมาตรฐาน GAP ไม่เผาเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ทั้งนี้ เพื่อยกระดับเกษตรกรและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไทย

7.ให้ตรวจสอบการรับรอบนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเพื่อนบ้านเดือนกันยายน เพราะยังคงมีการนำเข้าข้าวโพดเข้ามาทับซ้อนกับเกษตรกรไทย ทำให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์ชะลอการซื้อข้าวโพดเกษตรกรไทย 8.ห้ามยกเลิกมาตรการ 3:1 และ 9.เสนอให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจสอบความต้องการใช้ในหมวดคาร์โบไฮเดรตมีเกินความต้องการใช้จริงหรือไม่ ผลพวงมาจากการนำเข้าเกินความต้องการทำให้ราคาข้าวโพดภายในประเทศตกต่ำ

แนวคิดข้อ 7-9 ทั้งสามข้อนี้เห็นว่าเป็นการจำกัดจำนวนวัตถุดิบให้ขาดแคลน เพื่อยกระดับราคาข้าวโพด ตั้งแต่มาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี ส่งผลให้อาหารสัตว์เติบโตลดลงเหลือเพียงปีละ 1%

ชงรัฐเปิดเสรีนำเข้า

ทางผู้ผลิตอาหารสัตว์จึงได้มีข้อเสนอให้กับหน่วยงานภาครัฐ และเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ด้วย โดยผู้ผลิตอาหารสัตว์จะประกันราคารับซื้อข้าวโพดกับเกษตรกรที่ราคาหน้าโรงงาน 9.80 บาทต่อกิโลกรัม ในความชื้น 14.5% โดยคิดจากต้นทุนปลูกที่ 7.41 บาทต่อกิโลกรัม และคิดกำไร ค่าขนส่ง และค่าบริหารจัดการแล้ว

แต่ทั้งนี้จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ผู้ผลิตอาหารสัตว์สามารถนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลีได้อย่างเสรี และให้มีการยกเลิกมาตรการ 3:1 โดยให้ความมั่นใจว่าเกษตรกรจะได้รับผลประโยชน์สูงสุด

ทางสมาคมได้ยื่นหนังสือเพื่อขอเข้าพบทั้งหน่วยงานกระทรวงและนายกรัฐมนตรี เพราะนำข้อเสนอและข้อคิดเห็นต่าง ๆ

ผวาห่วงโซ่การผลิตปศุสัตว์พัง

“หากไม่แก้ข้อจำกัด ปลดล็อกการนำเข้าในอนาคตอุตสาหกรรมอาหารสัตว์มีโอกาสหยุดเติบโต และหากมีการจำกัดมากขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังรายได้ของประเทศ การขาดแคลนเนื้อสัตว์ และยังทำให้ราคาเนื้อสัตว์ปรับสูงขึ้นได้ ดังนั้น ภาครัฐควรปลดมาตรการควบคุมการนำเข้าทุกอย่าง เพื่อให้ปศุสัตว์มีวัตถุดิบใช้เพียงพอและมีต้นทุนที่แข่งขันได้เพื่อให้กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง”

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตอาหารสัตว์ไม่ได้เรียกร้องรัฐเพียงอย่างเดียว แต่เราได้ปรับตัวโดยวางระบบตรวจสอบย้อนกลับในการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยคาดว่าจะนำมาใช้ได้ในช่วงเดือนมีนาคม 2568 นี้ ซึ่งระบบนี้จะสามารถนำมาช่วยแก้ปัญหาเรื่องการใช้ EUDR ที่จะกระทบภาคปศุสัตว์ด้วย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โรงงานอาหารสัตว์แจง 9 ปมร้อน บีบซื้อข้าวโพด 8 บาท ไม่ได้แก้วิกฤต

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...