โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ราคารถยนต์ไฟฟ้า-ไฮบริดฮวบ ลดลงเกือบครึ่งหลังใช้ 1 ปี แต่ค่าใช้จ่ายรวม 10 ปี รถน้ำมันเยอะสุด

TODAY Bizview

อัพเดต 09 ส.ค. 2567 เวลา 14.12 น. • เผยแพร่ 09 ส.ค. 2567 เวลา 07.12 น. • workpointTODAY

จากรายงานของ SCB EIC ที่ประเมินค่าใช้จ่ายรวมจากการใช้งานรถยนต์นั่งเป็นเวลา 10 ปี พบว่า

-รถน้ำมัน (ICE) มีต้นทุนเฉลี่ย 456,976 บาท/10 ปี
-รถไฮบริด (HEV/PHEV) มีต้นทุนเฉลี่ย 426,868 บาท/10 ปี
-รถไฟฟ้าล้วน (BEV) มีต้นทุนเฉลี่ย 386,166 บาท/10 ปี

ส่วนเงื่อนไขการคำนวณคือ อายุใช้งาน 10 ปี และระยะการขับขี่เฉลี่ย 1 หมื่นกิโลเมตร/ปี และวางมูลค่ารถยนต์ใหม่ทุกประเภทเฉลี่ย 7 แสนบาท รวมทั้งนำเบี้ยประกันภัยรถยนต์มาเทียบกัน โดยรถน้ำมันกับไฮบริดวางค่าเฉลี่ย 1.77 หมื่นบาท/ปี ตลอดอายุการใช้งาน ส่วนรถไฟฟ้าล้วนค่าเฉลี่ย 3.1 หมื่นบาท/ปี จากนั้นลดลงปีละ 3%

ขณะที่ราคาพลังงานใช้ฐานคิดจากแก๊สโซฮอล์ 91 เฉลี่ย 38.08 บาท และปรับเพิ่มขึ้นปีละ 1% ส่วนรถไฟฟ้าคำนวนค่าชาร์จไฟฟ้าที่ 6 บาท และนำเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงตามอัตราการเปลี่ยนแปลงค่าไฟฟ้าขายปลีกมาร่วมคำนวณ

นอกจากนี้มีการคำนวณค่าบำรุงรักษาเข้าไปด้วย

[ ประเมินการเสื่อมราคาของรถยนต์นั่งประเภทต่าง ๆ ]

มูลค่าคงเหลือของรถยนต์ไฟฟ้าล้วนและไฮบริด มีแนวโน้มลดลงมากถึงเกือบ 50% จากราคาขาย เมื่อใช้งานไปเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น

มูลค่าซากของรถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อใช้งานไปเพียง 1 ปี จะเสื่อมค่าลงมากถึง 50% ขณะที่รถน้ำมันสามารถรักษามูลค่าในปีแรกไว้ได้ถึง 67% ของราคารถใหม่

สาเหตุที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเสื่อมค่าลงมากนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาขายที่ถูกปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความกังวลของภาคธุรกิจต่อรถ EV ในตลาดรถยนต์มือสอง

แต่ถึงมูลค่าจะเสื่อมลงเร็วกว่า แต่กลับพบว่า ค่าใช้จ่ายผันแปรของรถไฟฟ้าก็ต่ำกว่ารถน้ำมันและไฮบริดค่อนข้างมาก

โดยการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้ามีจ่ายจากการชาร์จไฟฟ้าเพียง 62 บาท/วัน ต่ำกว่าต้นทุนค่าเชื้อเพลิงของรถน้ำมันกว่าเท่าตัว เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายการเช็กระยะซึ่งก็ถูกกว่ารถประเภทอื่น ๆ ถึง 3 เท่า

อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาต้นทุนแฝงอื่น ๆ เช่น ค่าเสียโอกาสจากการรอชาร์จไฟเนื่องจากสถานีชาร์จสาธารณะมีไม่เพียงพอ รวมถึงค่าเดินทางและระยะเวลาซ่อมที่ยาวนาน เพราะอุปทานอะไหล่ยนต์ในประเทศมีจำกัด รวมถึงศูนย์ซ่อมบำรุงและอู่ซ่อมรายย่อยก็มีน้อยและกระจายตัวไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่

เมื่อดูเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าแพงกว่ารถน้ำมันและไฮบริดกว่าเท่าตัว เนื่องจากราคาขายที่ถูกปรับลดลงต่อเนื่อง รวมถึงระบบนิเวศน์ EV ในประเทศไทยยังพัฒนาได้ไม่เท่าทันกับความต้องการของตลาด

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้ายังสูง คือ การคำนวณทุนประกันทำได้ยาก เพราะผู้ผลิตรถมีการปรับลดราคาขายลงอย่างต่อเนื่อง ราคาอะไหล่ต่อชิ้นค่อนข้างแพง อู่ซ่อมรายย่อยมีน้อย และบริษัทรับทำประกันภัย EV ก็มีจำกัด

โดยประเมินว่า เบี้ยประกันรถ EV จะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง แต่หากเปรียบเทียบต้นทุนการถือครองรถยนต์นั่งประเภทต่าง ๆ ในช่วง 10 ปี รถยนต์ไฟฟ้าก็ถือเป็นตัวเลือกการขับขี่ที่ตอบโจทย์ความประหยัดในระยะยาวได้ดีที่สุด แม้การใช้งานช่วง 2-3 ปีแรกจะมีต้นทุนการถือครองที่สูงกว่ารถประเภทอื่น ๆ เนื่องจากภาระเบี้ยประกันและค่าเสื่อมที่อยู่ในระดับสูง

ตอนนี้จะเห็นว่าพฤติกรรมการซื้อรถของคนไทยเปลี่ยนไป ใช้เวลาตัดสินใจนานขึ้นกว่าจะซื้อรถใหม่ และต้องการข้อมูลที่รอบด้านมากยิ่งขึ้น

โดยจะเห็นว่านิสัยคนไทย มีพัฒนาการที่เปลี่ยนไป คือ

1.ใช้งานรถยนต์ยาวนานขึ้นเป็น 10 ปี จากเดิมที่มักเปลี่ยนรถกันทุก ๆ 7 ปี
2.ข้อมูลค่าใช้จ่ายจากการใช้งานรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดพลังงาน ค่าซ่อม ค่าเสื่อม และเบี้ยประกัน มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อใกล้เคียงกับการลดราคาขาย
3.รถยนต์ไฟฟ้าล้วนกับรถไฮบริดกลายเป็นตัวเลือกหลักของตลาดรถยนต์นั่งนับตั้งปี 2023 เป็นต้นมา และคาดว่าจะครองส่วนแบ่งยอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

[ สงครามราคาในตลาดรถยนต์ไทยยังรุนแรง ]

แม้จะมีการใช้สงครามราคา แต่สิ่งที่ค่ายรถจะได้ประโยชน์จากกลยุทธ์นี้มีแนวโน้มลดลง

SCB EIC ประเมินว่า การปรับลดราคาขายรถยนต์จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและขยายวงกว้าง โดย Segment ที่คาดว่าจะมีความรุนแรงสูงสุด คือ รถเก๋งขนาดเล็ก หรือ Eco car รถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจากประเทศจีนที่เปิดตัวไปแล้วในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา และ กลุ่มรถยนต์ราคาระหว่าง 5 แสน 1 ล้านบาท จะมีตัวเลือกในตลาดเพิ่มขึ้นมาก

อย่างไรก็ตาม ผลพวงจากการจัดโปรโมชันที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจะทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อรถใหม่ออกไป เพื่อรอให้ราคาปรับลดลงอีกในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...