โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เบื้องหลังวิธีคิด “ตู้สั่งอาหาร” McDonald’s จากมีไว้เอาใจคนไม่ชอบรอ แต่ทำเงินมหาศาลอย่างคาดไม่ถึง

Thairath Money

อัพเดต 09 ก.ย 2567 เวลา 07.14 น. • เผยแพร่ 09 ก.ย 2567 เวลา 07.14 น.
ภาพไฮไลต์

McDonald’s แบรนด์ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดเจ้าใหญ่ของโลก ที่อยู่มายาวนานถึง 84 ปี ปัจจุบันเป็นเชนร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีสาขามากกว่า 40,000 แห่งในหลายร้อยประเทศทั่วโลก เป็นหนึ่งในเชนร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ในปี 2023 McDonald’s มีมูลค่าทางตลาดอยู่ที่ 2.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มีมูลค่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับเชนร้านฟาสต์ฟู้ดเจ้าอื่น อย่างเช่น Yum! Brand เจ้าของ KFC และ Pizza Hut มีมูลค่าอยู่ที่ 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ Restaurant Brands International เจ้าของแบรนด์ Burger King มีมูลค่าอยู่ที่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

และแม้เวลาจะผ่านไป McDonald’s ก็ยังสามารถรักษาฐานลูกค้า และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงบริการให้ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภค หนึ่งในความสำเร็จของ McDonald’s ในการพัฒนาแบรนด์นั้นมาจาก การเดินหน้าทำ “Digital Transformation” ปรับรูปแบบธุรกิจสู่การใช้งานเทคโนโลยีเป็นหลัก

McDonald’s ทุ่มเงินหลายพันล้านต่อปี เพื่อพัฒนาด้านเทคโนโลยี และก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ประสบความสำเร็จจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ แล้ว McDonal’s ทำได้อย่างไร? บทความนี้ Thairath Money คอลัมน์ How to Make Money จะพาไปเจาะกลยุทธ์ของ McDonald’s ที่ทำให้ธุรกิจมีกำไรจากการเปลี่ยนผ่านมาใช้งานเทคโนโลยีเป็นหลัก

Digital Transformation ฉบับ McDonald’s

ต้องบอกก่อนว่า McDonald’s มีความพยายามในการเปลี่ยนผ่านเชนร้านค้าให้มีการใช้งานเทคโนโลยีมากขึ้นมานานแล้ว แต่ที่เริ่มเห็นได้ชัดเจนนั้น มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2015 มาจนถึงปัจจุบัน

  • 2008, 2015-2016: เปิดตัว Self-Ordering Kiosks ตู้กดสั่งอาหารอัตโนมัติในร้านสาขา โดยมีการทดลองเปิดให้ใช้งานมาก่อนแล้วในยุโรปเมื่อปี 2008 ก่อนจะขยายมาสู่อเมริกาในปี 2015 และขยายอีกทั่วโลกใยปีต่อมา

  • 2015: เปิดตัวแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ ที่ในช่วงเริ่มต้นจะเปิดให้ลูกค้าได้ดูเมนูอาหาร หาโลเคชันร้าน และต่อมาได้มีการเพิ่มฟีเจอร์ให้สั่งและจ่ายผ่านแอปฯ ได้ในปี 2017

  • 2016: เปิดตัวโปรเจกต์ "Experience of the Future" (EOTF) คอนเซปต์ที่มุ่งเน้นในการเปลี่ยนผ่านร้านอาหารด้วยเทคโนโลยี ซึ่งโปรเจกต์นี้คือ จุดริเริ่มในการพัฒนาร้าน McDonald’s ทุกสาขาด้วยเทคโนโลยี อย่างเช่น การเพิ่มตู้ Self-Ordering Kiosks มีการใช้งานซอฟต์แวร์หลังบ้านที่เชื่อมต่อกับออเดอร์ในครัว เป็นต้น

  • 2019: เข้าซื้อกิจการของผู้ให้บริการด้าน AI อย่าง Dynamic Yield ด้วยมูลค่ากว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับในบริการบอร์ดเมนูดิจิทัล ที่จะให้เหมาะสมกับลูกค้ามากขึ้น และมีความ Personalized มากขึ้น รวมไปถึงเข้าซื้อกิจการของ Apprente บริษัทผู้พัฒนาระบบเสียงสั่งการ AI เพื่อมายกระดับบริการ Drive-Thru ให้รับออเดอร์ได้แม่นยำมากขึ้น

  • ปัจจุบัน: AI และบริการอัตโนมัติกำลังเป็นเป้าหมายหลักของ McDonald’s ในการนำมายกระดับบริการในร้าน เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้า และเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละคนมากขึ้น

ซึ่งหนึ่งในบริการที่เกิดจาก Digital Transformation ของ McDonald’s อย่าง ตู้กดสั่งอาหารอัตโนมัติ หรือ Self-Ordering Kiosks ได้กลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมของ McDonald’s อย่างไม่น่าเชื่อ

เจาะกลยุทธ์ Self-Ordering Kiosks ที่เพิ่มยอดซื้อได้กว่า 30%

ทุกครั้งเวลาที่เราเดินเข้าร้าน McDonald’s และเห็นว่ามีคนต่อแถวยาวเพื่อรอคิวสั่งอาหาร เชื่อว่าทำให้ความอยากอาหารของใครหลายคนลดลง และมีอีกหลายคนที่เลือกที่จะไปร้านอื่นแทน ซึ่งจากการศึกษา พบว่า 70% ของลูกค้า เลือกที่จะไม่รอต่อแถวที่มีคิวเกินกว่า 7 คน

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ McDonald’s เกิดไอเดีย ดึงเทคโนโลยีดิจิทัลอย่าง Self-Ordering Kiosks หรือตู้กดสั่งอาหารแบบอัตโนมัติ ที่ลูกค้าสามารถสั่งสินค้า พร้อมกับจ่ายเงินได้ทันทีผ่านตู้ และไปนั่งรอให้พนักงานเรียกไปรับอาหารเท่านั้น

นอกจากเรื่องของความสะดวกรวดเร็วแล้ว กลยุทธ์ตู้ Self-Ordering Kiosks ยังส่งผลดีต่อ McDonald’s มากกว่าที่คิด

1. ทำให้ลูกค้าสั่งเยอะขึ้น

จากการศึกษาของหลายแห่ง พบว่า รายการอาหารที่สั่งบน Self-Ordering Kiosks มีขนาดที่ใหญ่กว่าการสั่งกับพนักงานที่เคาน์เตอร์ ด้วยกลยุทธ์เพิ่มยอดขาย อย่าง Upselling บนหน้าจอ Self-Ordering Kiosks ที่จะมีการเสนอแนะรายการสินค้ามาเรื่อย ๆ ระหว่างการกดสั่งอาหาร อีกทั้งยังมีการนำเสนอการซื้อเป็นชุด ด้วยการเพิ่มสินค้ากลุ่ม เฟรนช์ฟรายส์ ไอศกรีม และเครื่องดื่ม ลงไปในออเดอร์ ส่งผลให้ลูกค้าสั่งอาหารชุดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมากขึ้นนั่นเอง

จากข้อมูลของ Indigo9 Digital พบว่า ในการสั่งผ่าน Self-Ordering Kiosks จะเป็นออเดอร์ที่ราคาสูงกว่าสั่งกับเคาน์เตอร์มากถึง 20-30% โดยข้อมูลของ fern ชี้ว่า ในยุโรป แต่ละออเดอร์ที่สั่งผ่าน Self-Ordering Kiosks จะตกที่ประมาณ 20 ยูโร หรือประมาณ 750 บาทเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า ปริมาณอาหารที่สั่งมากขึ้นผ่าน Self-Ordering Kiosks มีผลมาจากการที่ลูกค้าไม่ต้องถูกกดดันด้วยสายตาของพนักงาน ไม่ต้องถูกลูกค้าคนอื่นๆ ในแถวกดดันหรือได้ยินสิ่งที่ต้องการจะสั่ง

2. ช่วยเพิ่มยอดขาย

เมื่อปี 2022 McDonald’s ทำยอดขายทั่วโลกจากการขายสินค้าผ่านบริการดิจิทัลได้กว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นยอดขายที่ได้จาก แอปพลิเคชัน บริการเดลิเวอรี่ และจาก Self-Ordering Kiosks หรือ คิดเป็น 30% ของยอดขายทั้งหมด

ปัจจุบัน McDonald’s มีลูกค้าทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 69 ล้านคน และพบว่า ลูกค้าเกือบครึ่งสั่งสินค้าผ่าน Self-Ordering Kiosks ซึ่งนับได้ว่า บริการนี้กลายเป็น Interface ที่มีคนใช้งานจำนวนมาก และอาจจะเป็นรองแค่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

และถึงแม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาแน่ชัดว่า Self-Ordering Kiosks ทำรายได้เป็นสัดส่วนเท่าไร แต่เชื่อว่า เป็นส่วนสำคัญของการเพิ่มขึ้นของรายได้อย่างแน่นอน เนื่องจากหน้าร้าน McDonald’s คือส่วนสำคัญที่เป็นตัวทำรายได้ของบริษัท

และจากรายงานของ McDonald's พบว่า ยอดรายได้ร้านทั้งหมดของ McDonald’s ที่เป็นทั้งของบริษัทเอง และของแฟรนไชส์ มีรายได้อยู่ที่ประมาณ 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023

3. ช่วยเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการหน้าร้าน

อย่างที่เราทราบกันดีว่า บริการ Self-Ordering Kiosks เกิดขึ้นมาเพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพให้ลูกค้าได้ออเดอร์อาหารได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องต่อแถวรอคิวนาน แต่ Self-Ordering Kiosks ยังช่วยเพิ่มยอดขาย และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการหน้าร้านได้อีกด้วย

ซึ่งเมื่อลูกค้าสามารถสั่งอาหารได้เองผ่านตู้ พนักงานก็จะสามารถจัดการกับเคาน์เตอร์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีเวลาใส่ใจในการเตรียมอาหารมากขึ้น และช่วยลดความกดดันของพนักงานลงในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน อีกทั้ง ตู้ Self-Ordering Kiosks ที่มีหน้าจอ 2 ด้าน ทำให้รองรับลูกค้าในจำนวนที่มากขึ้นได้ มีบริการที่รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้มียอดขายที่เพิ่มขึ้น

และด้วยจำนวนผู้ใช้งานผ่าน Self-Ordering Kiosks ที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน ทำให้ McDonald’s มีข้อมูลการสั่งสินค้าจำนวนมากของลูกค้า โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปพัฒนาหน้า Interface ของตู้ และปรับเปลี่ยนการนำเสนอสินค้าตามข้อมูลที่ได้มาจากลูกค้าในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ลูกค้าสั่งของมากขึ้นนั่นเอง

ที่มา: McDonald’s [1][2], fern, EZ Chow, WaveTec, CompanyMarketCap, Indigo9 Digital

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...