มหากาพย์ Alice Guo (2): “เขาวานให้เธอเป็นสายลับจีน!” คำเปิดโปงสะท้านฟิลิปปินส์ จากเจ้าพ่อจีนเทาในเรือนจำไทย
**อ่านตอนแรกได้ที่ มหากาพย์ Alice Guo (1): ชีวิตยิ่งกว่าหนังของนายกเทศมนตรีฟิลิปปินส์ ผู้ถูกจับโป๊ะว่าเป็นสาวจีนสวมสัญชาติ
“Chinese Spy Mayor” หรือที่แปลว่านายกเทศมนตรีสายลับจีน กลายเป็นคำที่ปรากฏว่อนตามหน้าสื่อมวลชนของฟิลิปปินส์ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเป็นคำที่สื่อท้องถิ่นฟิลิปปินส์ใช้เรียกนางสาว ‘อลิซ กัว’ (Alice Guo) นายกเทศมนตรีเมืองบัมบัน (Bamban) ที่มาถูกจับโป๊ะได้ว่าแท้จริงแล้วเป็นคนจีนสวมสัญชาติมา และมีชื่อจริงว่า กัว หัว ปิง (Guo Hua Ping)
แม้ในช่วงแรกจะยังไม่มีมูลเหตุหลักฐานใดยืนยันได้แน่ชัดว่าอลิซเป็นสายลับของทางการจีนหรือไม่ แต่สื่อมวลชนและคนฟิลิปปินส์ก็เรียกเธอด้วยสมญานามนี้ไปแล้วอย่างแพร่หลาย นับตั้งแต่ที่เรื่องของเธอแดงขึ้นในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
คนฟิลิปปินส์จำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่าการที่อลิซปลอมสัญชาติมาจนคว้าเก้าอี้นายกเทศมนตรีได้สำเร็จนั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์แค่เพื่อจะต้องการจะฉวยใช้อำนาจหน้าที่ในการกรุยทางให้ธุรกิจสีเทาที่ตัวเองมีส่วนได้เสียอยู่เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วเธออาจถูกทางการจีนว่าจ้างให้เป็นนาตาชาสอดแนมกิจการภายในของฟิลิปปินส์อย่างลับๆ
การเกิดขึ้นและแพร่สะพัดของทฤษฎีสมคบคิดที่ว่านี้ไม่ใช่เพราะคนฟิลิปปินส์ดูหนังหรือละครแนวสายลับมากเกินไป แต่มีเหตุการณ์ที่เอื้อให้ความคิดนี้เกิดขึ้น นั่นคือความรู้สึกกินแหนงแคลงใจของคนฟิลิปปินส์จำนวนมากที่กำลังมีต่อจีนแผ่นดินใหญ่ จากประเด็นข้อพิพาทเหนือน่านน้ำทะเลจีนใต้ที่มีระหว่างกันมายาวนาน และกำลังทวีความร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นที่หวาดกลัวว่ากำลังจะเข้าใกล้สงครามเต็มรูปแบบ
ข้อกล่าวหาว่าอลิซเป็นสายลับจีนนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะฝั่งทางการ โดยเฉพาะคณะกรรมการพิเศษของวุฒิสภาฟิลิปปินส์ก็ตั้งข้อสงสัยในเรื่องนี้ และมีการลุยสืบสวนสอบสวนในประเด็นนี้อย่างหนักเช่นกัน
ประเด็นหนึ่งที่มีการตั้งข้อสังเกตขึ้นมาคือกิจการพนันออนไลน์ หรือที่เรียกกันในฟิลิปปินส์โดยทั่วไปว่า POGO (Philippine Offshore Gaming Operators) ในเมืองบัมบัน ของจังหวัดตาลัค (Tarlac) ที่พบว่าอลิซมีส่วนพัวพันนั้น ตั้งอยู่ใกล้กับฐานทัพ Camp O’Donnell ของกองทัพฟิลิปปินส์เพียง 14 กิโลเมตรเท่านั้น
อันที่จริง POGO แห่งนี้ไม่ใช่ที่แรกและที่เดียวที่ถูกตั้งข้อสังเกตเช่นนี้ แต่ที่ผ่านมามี POGO ในหลายเมืองของฟิลิปปินส์ที่ผู้คนพากันแคลงใจเช่นกันว่าเหตุใดถึงได้มักตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่ของกองทัพฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ที่เป็นฐานของกองทัพเรือและกองทัพอากาศ ทำให้เกิดการตั้งข้อสงสัยว่ากันว่า POGO อาจไม่ได้เป็นแค่เป็นแหล่งฟอกตัวของกลุ่มทุนจีนเทา แต่อาจมีหน้าที่สอดแนมกิจการภายในของฟิลิปปินส์อย่างลับๆ ด้วย
ในช่วงเวลาที่ข่าวของอลิซดำเนินไปอยู่นี้เอง เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2024 POGO แห่งหนึ่งในเมืองโพรัค (Porac) จังหวัดปัมปางา (Pampanga) ก็ถูกเจ้าหน้าที่บุกค้น ซึ่งก็เผอิญไปพบว่ามีเครื่องแบบทหารของกองทัพจีนอยู่ในตัวอาคาร แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าเหตุใดถึงได้มีชุดทหารจีนมาโผล่ใน POGO แห่งนี้ แต่ก็ยิ่งทำให้ข้อสงสัยที่ว่าจีนใช้ POGO เป็นแหล่งสอดแนมกองทัพฟิลิปปินส์นั้นเป็นที่พูดถึงมากขึ้นไปอีก
กลับมาที่กรณีของอลิซ แน่นอนว่าเธอยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องสายลับจีนอย่างหนักแน่น และทีมสืบสวนก็ไม่ได้พบหลักฐานอะไรที่จะมายืนยันว่าข้อกล่าวหานี้มีมูลความจริง
แต่จู่ๆ หลักฐานชิ้นสำคัญก็ปรากฏขึ้นอย่างไม่คาดคิด ทำให้คำกล่าวหาอลิซว่าเป็นสปายให้จีนนี้เริ่มจะไม่ได้เป็นแค่เรื่องโคมลอยอีกต่อไป
หลักฐานที่ว่านั้นมาในรูปของผลงานสารคดีข่าวโดยสำนักข่าวระดับโลกอย่างอัลจาซีรา (Al Jazeera) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา ในชื่อ She Zhijiang: Discarded Chinese spy or criminal mastermind? ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของเจ้าพ่อจีนเทาขาใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในอาเซียนอย่าง ‘เฉอ จื้อเจียง’ (She Zhijiang)
ชื่อของเฉอ จื้อเจียงนี้ อาจพอเป็นที่คุ้นหูสำหรับคนไทยบางคน เพราะนายเฉอคนนี้คือเจ้าของบริษัทหย่าไถ้ (Yatai International Holding Group) ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ โดยมีธุรกิจชิ้นโบแดงคืออาณาจักรคาสิโน ‘ชเวโก๊กโก่’ ในพื้นที่เมียวดี เมืองเอกของรัฐกะเหรี่ยงบนแผ่นดินพม่า ประชิดพรมแดนไทยทางอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมืองใหม่ชเวโก๊กโก่แห่งนี้นี่เองที่ปรากฏชื่อตามหน้าข่าวของไทยตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาในฐานะแหล่งสแกมเมอร์ที่มีทั้งคนไทยและคนต่างชาติถูกหลอกไปทำงานจำนวนมาก
ในเดือนเมษายน 2022 เฉอ จื้อเจียง ยังได้ส่งตัวแทนจากบริษัทหย่าไถ้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) หรือที่มักรู้จักกันว่าเป็นการพิจารณาให้คาสิโนถูกกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันเรื่องนี้ก็ยังคงอยู่ในระหว่างกระบวนการ โดยในการประชุมครั้งนั้น กลุ่มหย่าไถ้ได้เข้ามาร่วมให้ข้อมูล พร้อมแสดงความสนใจในการลงทุนสร้างเมืองใหม่อัจฉริยะที่แม่สอด รวมถึงการสร้างสถานบันเทิงครบวงจรขนาดใหญ่ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ
ต่อมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกันนั้นเอง เฉอกลับถูกทางการไทยจับกุมขณะที่เขาอยู่ในประเทศไทย หลังจากที่เขาตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับแดงของตำรวจสากลหรืออินเตอร์โพลตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2021 เนื่องมาจากการถูกตั้งข้อหาอาญาโดยทางการจีนจากธุรกิจสีเทาของเขาที่สร้างความเดือดร้อนให้เหยื่อคนจีน ซึ่งทางการไทยมีแผนที่จะส่งตัวเฉอกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศจีนตามคำขอของทางการจีน แต่จนถึงตอนนี้เฉอก็ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมตัวของเรือนจำในไทย
ระหว่างถูกกักขังอยู่ในไทยนี้เอง ทีมข่าวของอัลจาซีราสามารถติดต่อขอสัมภาษณ์เฉอจากเรือนจำได้ โดยเป็นการสัมภาษณ์ผ่านทางออนไลน์ และบทสัมภาษณ์นี้ก็ได้กลายเป็นไฮไลต์สำคัญของสารคดีข่าวข้างต้น
คำให้สัมภาษณ์ของเฉอที่ปรากฎในคลิปสารคดีชิ้นนี้กลายเป็นที่ฮือฮาไม่น้อย เมื่อเฉอเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า ที่จริงแล้วเขาคือสายลับที่ทำงานรับใช้กระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ (Ministry of State Security) ของจีน โดยกระทรวงความมั่นคงแห่งชาตินี้เองที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้เฉอสามารถดำเนินกิจการสีเทาของเขาได้ในหลายประเทศทั้งพม่า กัมพูชา รวมไปถึงฟิลิปปินส์ อันเป็นประเทศแรกสุดที่เฉอได้เดินทางเข้าไปเปิดกิจการของตนและทำงานเป็นสายลับอย่างลับๆ ในปลายปี 2016 ก่อนมีเหตุให้ต้องโยกย้ายไปประเทศอื่นๆ ซึ่งท้ายสุดก็คือที่ประเทศพม่า
เฉอกับคนสนิทของเขาอีกคนหนึ่งที่ไม่เปิดเผยชื่อและใบหน้าในสารคดี ยังเล่าถึงเหตุผลที่ทางการจีนตัดสินใจออกหมายจับเฉอในท้ายสุดว่าเป็นเพราะเฉอขัดคำสั่งของกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติที่ให้เฉอย้ายออกจากพม่าไปประจำการที่ไต้หวัน นอกจากนี้เฉอยังพูดด้วยตัวเองว่าเป็นเพราะเขารู้ความลับต่างๆ มากเกินไป ทางการจีนจึงต้องการให้ส่งตัวเขากลับ โดยเฉอเชื่อว่าเมื่อเขากลับไป เขาจะถูกทางการจีนเก็บอย่างแน่นอน เป็นเหตุให้เฉอคัดค้านการส่งตัวเขาเองกลับมาตลอดนับตั้งแต่ถูกจับกุม
ในคลิปสารคดีข่าวชิ้นนี้ เพื่อนคนสนิทอีกคนหนึ่งของเฉออย่าง หวัง ฝูกุ้ย (Wang Fugui) ยังเปิดเผยว่าตัวเขาเองเป็นคนเดียวที่เฉอไว้ใจให้เก็บรักษาไฟล์เอกสารทั้งหมดที่เฉอเก็บไว้ และยังได้เปิดไฟล์เอกสารชุดหนึ่งที่เขาอ้างว่าเป็นข้อมูลประวัติสายลับของกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติจีนให้ทีมข่าวอัลจาซีราได้เห็น
ระหว่างที่ทีมข่าวพลิกดูข้อมูลสายลับบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ไปทีละคนนั้น ก็ไปสะดุดกับใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งที่ช่างดูคลับคล้ายคลับคลาเหมือนว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน โดยชื่อของผู้หญิงคนนั้นถูกระบุไว้ในไฟล์เอกสารว่า กัว หัว ปิง
หากจำกันได้ กัว หัว ปิง ก็คือชื่อจริงของ อลิซ กัว นั่นเอง เท่ากับว่าอัลจาซีราเป็นสำนักข่าวแห่งแรกและแห่งเดียวที่ได้ข้อมูลที่คนฟิลิปปินส์กำลังหาคำตอบมานาน อย่างที่สำนักข่าวเองก็ไม่ได้คาดหวังมาแต่แรก เสมือนอยู่ๆ ส้มก็มาหล่นตรงหน้า
ข้อมูลหลายอย่างที่ปรากฏในหน้าประวัติของกัว หัว ปิง นั้นเหมือนกับข้อมูลที่ทางการได้สืบสวนค้นพบไว้ทุกประการ โดยเฉพาะวันเกิดและชื่อของบิดามารดาที่แท้จริง และที่สำคัญเอกสารยังระบุว่าบ้านเกิดของเธออยู่ที่มณฑลฝูเจี้ยน (Fujian) ประเทศจีน ตอกย้ำว่าเธอเป็นคนสัญชาติจีนจริงตามที่ถูกกล่าวหา
ในเอกสารนั้นยังได้ระบุที่อยู่ของเธอไว้อย่างละเอียด ทีมข่าวจึงไม่รอช้าเดินทางไปค้นหาตามที่อยู่ที่ว่านั้น และเมื่อไปถึงจุดหมาย พวกเขาก็ถึงกับอึ้งเมื่อพบว่าอาคารที่อยู่ตรงหน้านั้นคืออาคารที่ทำการของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนประจำฝูเจี้ยน
ความพยายามสืบสวนของทีมข่าวยังไม่จบแค่นั้น พวกเขายังได้พูดคุยสอบถามกับชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงอาคารดังกล่าว พร้อมโชว์รูปของ กัว หัว ปิง ที่ปรากฏในเอกสารของเฉอ จื้อเจียง ให้ดูว่ารู้จักคนในภาพหรือไม่ ปรากฏว่าใบหน้าของเธอเป็นที่รู้จักดีของชาวบ้านตรงนั้น โดยชาวบ้านบอกว่าคนในภาพนี้คือลูกสาวของ หลิน เหวินยี่ (Lin Wenyi) ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับที่ปรากฏในไฟล์เอกสาร และตรงกับชื่อที่ทางการฟิลิปปินส์ค้นพบภายหลังว่าเป็นแม่ที่แท้จริงของ กัว หัว ปิง หรือ อลิซ กัว หลังจากที่เธอโกหกว่าแม่ของเธอเป็นชาวฟิลิปปินส์ชื่ออาเมเลีย กัว (Amelia Guo) นอกจากนั้นชาวบ้านยังบอกด้วยว่า กัว หัว ปิง ย้ายออกไปจากที่นั่นในปี 2002 ซึ่งก็เป็นเวลาที่เหมาะเจาะกับที่ทางการฟิลิปปินส์พบว่าเธอเดินทางเข้าเมืองมาในเดือนมกราคม 2003
ในคลิปสารคดีข่าว เฉอได้ยืนยันว่ากัวก็เป็นคนหนึ่งที่ทำงานให้กับกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติจีนเช่นเดียวกับเขา และแฉด้วยว่ากัวเคยโทรศัพท์ติดต่อมาขอเงินทุนสนับสนุนจากเฉอในการลงเลือกตั้ง แต่เฉอปฏิเสธ
ในช่วงท้ายๆ ของสารคดี เฉอยังได้ฝากข้อความถึงกัวว่า “กัว หัว ปิง! จีนไว้ใจไม่ได้หรอก เราทั้งคู่อุทิศชีวิตทำงานให้กระทรวงความมั่นคงแห่งชาติจีนก็จริง แต่ดูสิว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม ถ้าคุณไม่อยากโดนเก็บ คุณควรพูดความจริงกับชาวโลกนะ”
คลิปสารคดีความยาว 25 นาทีชิ้นนี้ถือเป็นจุดหักเหสำคัญของมหากาพย์อลิซ กัว ทำให้โฟกัสของการสืบสวนเคลื่อนจากประเด็นเครือข่ายธุรกิจจีนเทา ไปที่ประเด็นสายลับจีนทันที
จากนั้นเพียงสองวันหลังจากที่คลิปนี้เผยแพร่ คณะกรรมาธิการของวุฒิสภาที่รับผิดชอบไต่สวนเรื่องนี้ก็งับเอามันไปใช้เป็นหลักฐานเชือดอลิซ กัว เริ่มจากการนำคลิปนี้ไปเปิดต่อหน้าอลิซอย่างจังในระหว่างที่เธอเข้ารับการไต่สวน ในระหว่างที่คลิปวิดีโอถูกเล่นไปสีหน้าของอลิซที่จับจ้องหน้าจออยู่นั้นก็ค่อยเปลี่ยนแปลง จากใบหน้าเดิมที่เรียบเฉย ตาของเธอเริ่มเบิกโพลงและอ้าปากค้าง ก่อนที่ต่อมาสีหน้าของเธอจะแสดงความโกรธเล็กๆ คล้ายว่ากำลังสติหลุดและไม่อาจเก็บซ่อนอารมณ์ไว้ได้อีกต่อไป
หลังจบคลิป เธอยังคงยืนกรานปฏิเสธด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวว่า “ฉันไม่ได้เป็นสายลับ ไม่ได้เป็นอย่างแน่นอน ฉันไม่ใช่ผู้หญิงในภาพนั้น (ภาพในเอกสารของเฉอ จื้อเจียง) และสิ่งที่เขา (เฉอ จื้อเจียง) พูดก็ไม่เป็นความจริง”
นอกจากนั้นอลิซยังบอกว่าข้อกล่าวหานี้ไม่เป็นธรรมสำหรับเธอ เธอยอมรับว่าเธอของขึ้นเมื่อได้ฟังข้อความในคลิปนี้ และพูดต่ออีกว่า “สิ่งที่ฉันอยากให้สาธารณชนรู้คือฉันไม่ใช่สายลับ ฉันเป็นคนฟิลิปปินส์ ฉันรักประเทศนี้ และไม่ได้เป็นคนของจีนแต่อย่างใด”
ล่าสุด วุฒิสมาชิก ริซ่า ฮอนติเวโรส (Risa Hontiveros) ผู้เป็นหนึ่งในหัวหอกไต่สวนเรื่องนี้ บอกว่าเธอพยายามติดต่อกับเฉอ จื้อเจียง ที่กำลังถูกคุมขังในไทยเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม แต่เธอไม่สามารถติดต่อได้ และได้รับรู้มาว่าเฉอได้ถูกทางการไทยย้ายตัวไปคุมขังที่อื่นแล้ว โดยไม่รู้ได้แน่ชัดว่าเป็นที่ใด โดยริซ่าได้เรียกร้องให้กระทรวงต่างประเทศของฟิลิปปินส์เร่งประสานกับทางการไทยทุกวิถีทาง เพื่อให้สามารถพูดคุยกับเฉอได้
อย่างไรก็ตาม ริซ่าสามารถติดต่อและพูดคุยกับคนสนิทของเฉออย่างหวัง ฟูกุ้ย ที่ปรากฏในคลิปสารคดีของอัลจาซีราได้ โดยมีการพูดคุยสัมภาษณ์กันผ่านทางออนไลน์ ก่อนที่ริซ่าจะนำคลิปวิดีโอการสัมภาษณ์ดังกล่าวมาเผยแพร่ในที่ประชุมของวุฒิสภาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา และได้เผยแพร่สู่สาธารณชนในเวลาต่อมา
ในคลิปดังกล่าว หวังยืนยันว่าอลิซ กัว หรือ กัว หัว ปิง เป็นสายลับให้ทางการจีนจริง แต่ไม่ได้เป็นสายลับพิเศษอะไรเท่าคนอื่นๆ และชี้ว่าเป็นเพราะอลิซมีจุดอ่อนสำคัญคือเรื่องการปลอมแปลงตัวตนของตัวเอง บีบให้เธอต้องคอยฟังคำสั่งกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหวังยังแฉด้วยว่ากระทรวงความมั่นคงแห่งชาติของจีนก็คือผู้จัดแจงแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งนายกเทศมนตรีของอลิซ
ข้อมูลน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งที่หวังบอกกับริซ่าคือ มีความเป็นได้สูงว่าบุคคลของกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติที่เป็นคนคอยติดต่อประสานงานกับอลิซนั้น มีชื่อว่าหม่า ดอง ลี (Ma Dong Li) ซึ่งหวังชี้ว่ามีตำแหน่งเป็นรองประธานสมาคมไทย-จีน (Thai-Chinese Association) และเคยเป็นหนึ่งในผู้บริหารระดับสูงของบริษัทหย่าไถ้ ก่อนที่ผู้บริหารใหญ่อย่างเฉอ จื้อเจียงจะโดนทางการไทยจับด้วย
อย่างไรก็ตาม หวังบอกว่าเฉอ จื้อเจียงสามารถให้รายละเอียดข้อมูลทั้งหมดได้ดีกว่าเขา แต่ก็บอกว่าหลังจากที่คลิปข่าวนี้เผยแพร่ไปแล้ว ทางการจีนก็ได้จับตาเฉอมากขึ้นเป็นพิเศษ ขณะที่ทางการไทยก็เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมตัวเฉอในเรือนจำ รวมถึงจำกัดการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกอย่างเข้มงวด จึงไม่ง่ายที่จะติดต่อกับเฉอในตอนนี้
ในคลิปสัมภาษณ์ หวังยังย้ำให้คนฟิลิปปินส์ฟังว่าสายลับของทางการจีนในต่างประเทศมีอยู่จริง โดยส่วนหนึ่งมีการทำงานในลักษณะเก็บรวบรวมและสอดแนมข้อมูล ขณะที่บางส่วนก็พยายามทำงานเพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมืองและธุรกิจให้กับรัฐบาลจีน โดยเฉพาะบรรดาเจ้าหน้าที่ทางการและนักธุรกิจต่างๆ และหวังยังบอกด้วยว่ากิจการ POGO ก็มีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับความพยายามสอดแนมของสายลับจีนเหล่านี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหวังบอกว่าในฟิลิปปินส์ ไม่ได้มีแค่สายลับจีน แต่มีสายลับประเทศอื่นอยู่อีกเต็มไปหมด
ในช่วงระหว่างที่เรื่องของอลิซ กัว เป็นที่สนอกสนใจกันอยู่นั้น ฟิลิปปินส์ก็มีกระแสข่าวเรื่องสายลับจีนเกิดขึ้นพร้อมกันอยู่เนืองๆ เช่น กรณีที่สำนักข่าวสืบสวนอย่างแรปเลอร์ (Rappler) เปิดเผยว่าทางการฟิลิปปินส์กำลังตั้งข้อสงสัยและกำลังสืบสวนว่าหัวหน้าสำนักข่าวเหวินฮุยเดลี่ (Wenhui Daily) ประจำสำนักมะนิลาที่ชื่อ จาง สตีฟ ซง (Zhang Steve Zong) อาจเป็นสายลับของกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติจีน รวมถึงกระแสข่าวที่ทางการตั้งข้อสงสัยเรื่องนักศึกษาจีนที่ดูจะไหลทะลักเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติในบางสถาบันการศึกษาที่ตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากฐานที่มั่นของกองทัพฟิลิปปินส์ ซึ่งในบางกระแสข่าวนั้น สถานทูตจีนประจำกรุงมะนิลาได้ออกมาปฏิเสธ ขณะที่ในเรื่องของอลิซ กัวนั้น ยังไม่มีการออกมาโต้ตอบใดๆ ออกมาจากทางการจีน
สุดท้ายแล้ว อลิซ กัว จะเป็นสายลับจีนจริงตามที่หลักฐานและพยานบุคคลต่างๆ บ่งชี้หรือไม่นั้นยังต้องรอบทสรุปหลังจากที่กระบวนการสืบสวนของทางการฟิลิปปินส์จะเสร็จสิ้น โดยหลังจากนี้วุฒิสมาชิกของฟิลิปปินส์ยังมีแผนที่จะเรียกตัวบุคคลที่ต้องสงสัยมาไต่สวนเพิ่มเติม ก่อนจะพยายามปิดการไต่สวนให้ได้ในเร็วๆ นี้ และขณะเดียวกัน คำถามที่ว่าสายลับจีนกำลังอยู่รอบตัวคนฟิลิปปินส์จริงหรือไม่นั้น ก็ต้องรอความกระจ่างแจ้งมากกว่านี้เช่นกัน
แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร เรื่องราวของอลิซ กัว ที่เริ่มต้นจากประเด็นเล็กๆ นี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปแล้วทั่วทั้งในระดับสังคม การเมือง และอาจกำลังลุกลามไปถึงการเมืองระหว่างประเทศในไม่ช้า
อ่านเพิ่มเติม
New evidence links Alice Guo to Chinese espionage in the Philippines, raising alarms
In Manila, how China set up an influence, espionage network