โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ความลับบนโต๊ะอาหาร และการรับรู้รสชาติผ่านมุมมองจิตวิทยา

Health Addict

อัพเดต 25 ต.ค. 2567 เวลา 09.08 น. • เผยแพร่ 25 ต.ค. 2567 เวลา 09.08 น. • Health Addict
การรับรู้รสชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับลิ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นประสบการณ์โดยรวมจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 และกลไกทางจิตวิทยาที่ซับซ้อน แต่น่าหลงใหล ความลับบนโต๊ะอาหารจะมีอะไรบ้างให้เราได้ค้นหา ไปดูกัน!

ทุกวันนี้ เราใช้เวลาโดยเฉลี่ยมากกว่า 2.5 ชั่วโมง ในการรับประทานอาหาร แต่น้อยคนนักที่จะตระหนักว่าในทุกๆ คำที่เราทานนั้น มีการทำงานที่ซับซ้อนของประสาทสัมผัส และกลไกทางจิตวิทยามากมายที่ทำงานประสานกันอย่างน่าประหลาดใจ
การรับประทานอาหารจึงไม่ได้เป็นเพียงการตอบสนองต่อความหิวเท่านั้น แต่ยังเป็นประสบการณ์ที่เชื่อมโยงทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์เข้าด้วยกัน ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซึ่งเราเรียกกันว่า ‘Gastrophysics หรือฟิสิกส์ทางอาหาร’ คือศาสตร์ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้รสชาติอาหารกับประสาทสัมผัสต่างๆ ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น รูป รส กลิ่น เสียง และบรรยากาศโดยรวมบนโต๊ะอาหารนั่นเอง จะมีความลับอะไรบ้างให้เราได้ค้นหาผ่านมุมมองจิตวิทยา ไปดูกันเลย

‘สายตา’ ประตูด่านแรกสู่ความอร่อย
ก่อนที่เราจะได้ลิ้มรสอาหารสักคำ สายตาของเราก็ได้เริ่มทานอาหารไปแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัว ผ่านการสแกนสายตา งานวิจัยจาก Oxford University แสดงให้เห็นว่า การมองเห็นมีอิทธิพลต่อการรับประทานอาหารมากถึง 30% ของประสบการณ์การรับประทานอาหารทั้งหมด
นักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารได้ค้นพบว่า อาหารที่มีการจัดวางอย่างสวยงามสามารถกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนความสุขได้มากกว่าอาหารที่จัดวางแบบไม่เป็นระเบียบถึง 60% นี่จึงเป็นเหตุผลที่ร้านอาหารระดับหรูให้ความสำคัญกับการจัดจานอย่างพิถีพิถัน ไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่เพื่อยกระดับประสบการณ์ในการรับประทานให้ผู้บริโภคประทับใจและจดจำได้เพิ่มมากขึ้นง
นอกจากนี้ สีสันของอาหารไม่เพียงแต่บ่งบอกถึงความสดใหม่และคุณภาพของอาหารเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการคาดการณ์รสชาติ แถมยังช่วยกระตุ้นต่อมน้ำลายอีกด้วย ทั้งนี้ ยังรวมไปถึงสีสันและรูปทรงของภาชนะ ที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการรับรู้รสชาติอย่างเลี่ยงไม่ได้ เช่น

  • จานสีขาว : สีจานยอดฮิตที่ใครหลายคนเลือกใช้ เพราะว่าสีขาวช่วยให้สีสันของอาหารนั้นโดดเด่นมากขึ้น เปรียบเหมือนผืนผ้าใบ Canvas ที่เชฟสามารถครีเอทสุดยอดเมนูอาหารได้บนจานสีนี้ จึงเหมาะสำหรับการถ่ายภาพอาหาร เพื่อนำเสนออาหารที่มีสีสันสดใส
  • จานสีดำ : นอกจากจะทำให้อาหารดูหรูหรา ลึกลับน่าค้นหามากขึ้นแล้ว ยังช่วยจำกัดปริมาณการทานอาหารให้เราทานน้อยๆ แบบไม่รู้ตัวได้ด้วย ถ้าไม่เชื่อ ลองสังเกตสีจานในร้านโอมากาเสะดูสิ!
  • จานสีแดง : ให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับจานสีดำ คือช่วยให้เราทานอาหารได้น้อย เพราะสีแดงดูเป็นสีที่อันตราย ไม่น่าไว้ใจ และดูมีพิษนั่นเอง
  • จานสีฟ้า : ยิ่งช่วยลดความอยากอาหาร เนื่องจากเป็นสีที่พบน้อยในอาหารธรรมชาติ
  • ชามทรงลึก : ทำให้ผู้บริโภคประเมินปริมาณอาหารต่ำกว่าความเป็นจริง 25-30% ซึ่งอาจนำไปสู่การทานอาหารที่มากเกินไปได้
  • จานแบน : ช่วยให้ประเมินปริมาณอาหารได้แม่นยำกว่า และทำให้รู้สึกว่าได้ทานอาหารในปริมาณที่มากกว่า
  • จานขนาดเล็ก : ช่วยควบคุมปริมาณการทานอาหารได้ดีกว่า เนื่องจากทำให้อาหารดูเต็มจานมากกว่า

‘ศิลปะแห่งกลิ่น’ ตัวกระตุ้นความทรงจำและความอยากอาหาร
นักประสาทวิทยาค้นพบว่า ‘กลิ่นอาหาร’ สามารถกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งเกี่ยวข้องกับความทรงจำและอารมณ์ได้อย่างดีเยี่ยม นี่คือเหตุผลที่กลิ่นอาหารบางอย่างสามารถพาเราย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาพิเศษในอดีตได้อย่างชัดเจน เช่น กลิ่นขนมปังอบใหม่อาจพาเราย้อนกลับไปสู่ความทรงจำในวัยเด็ก หรือกลิ่นกาแฟคั่วอาจกระตุ้นความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้แม้ยังไม่ได้ดื่ม
ความลับของ ‘เนื้อสัมผัส’ ในเมนูอาหาร
เนื้อสัมผัสของอาหารเป็นสิ่งที่มักถูกมองข้าม แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความพึงพอใจในการรับประทาน เนื่องจาก อาหารที่มีเนื้อสัมผัสหลากหลายจะกระตุ้นความสนใจและความพึงพอใจได้มากกว่าอาหารที่มีเนื้อสัมผัสเดียว
นอกจากนี้ อุณหภูมิของอาหารก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญและส่งผลต่อการรับรู้รสชาติ เช่น ไอศกรีมที่อุณหภูมิ -14 องศาเซลเซียส จะให้รสชาติที่ดีที่สุด ในขณะที่กาแฟร้อนที่ 60 องศาเซลเซียส จะมีกลิ่นและรสชาติกลมกล่อมมากที่สุด
‘เสียง’ ออร์เคสตราแห่งความอร่อย และความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการกิน
สมองของเรามีการเชื่อมโยงที่น่าทึ่งระหว่างเสียงและการรับรู้คุณภาพอาหาร โดยเฉพาะเสียง 'กร้วม' เบาๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเรากัดอาหารบางชนิด ไม่ว่าจะเป็นแครอทสด แอปเปิล หรือผักกรอบต่างๆ เสียงเหล่านี้ทำให้สมองของเราตีความว่าอาหารนั้นมีความสดใหม่อยู่เสมอ
ผู้ประกอบการร้านอาหารหลายแห่งจึงได้นำความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้ในการนำเสนออาหาร เช่น การแช่ผักในน้ำเย็นจัดก่อนเสิร์ฟ เพื่อเพิ่มความกรอบ, การใช้กระดาษรองอาหารทอด เพื่อให้เกิดเสียงเมื่อรับประทาน หรือจะเป็นการจัดวางอาหารบนภาชนะที่มีเสียงเวลารับประทาน เพราะยิ่งอาหารส่งเสียงกรอบมากเท่าไร สมองก็จะยิ่งตีความว่าอาหารนั้นมีความสดและกรอบมากขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ เสียงดนตรีและบรรยากาศยังมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการทานอาหารของเรามากกว่าที่คิด ร้านอาหารแต่ละประเภทจึงเลือกใช้ดนตรี (Sound Ambience) ต่างกันตามวัตถุประสงค์ เช่น ร้านฟาสต์ฟู้ด มักเปิดเพลงป๊อปจังหวะเร็ว เพื่อให้ลูกค้าหมุนเวียน และทานเร็วขึ้น แต่ถ้าเป็นร้านอาหารครอบครัว หรือร้าน Fine Dining มักจะใช้ดนตรีบรรเลงเนิบช้า เพื่อให้ลูกค้าทานช้าลง ใช้เวลาในการทานอาหารนานขึ้น รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น รวมทั้งกลั่นรสชาติอาหารได้มากกว่าฟังเพลงเร็วนั่นเอง

ผู้คน อารมณ์ และบทสนทนาบนโต๊ะอาหาร ความเพลินที่ไม่มีใครต่อต้านได้
รู้หรือไม่? ว่าคนที่เราทานอาหารด้วยก็มีผลต่อพฤติกรรมการทานอาหารของเราเช่นกัน
การกินข้าวกันเป็นครอบครัวหรือกลุ่มใหญ่ จะส่งผลให้เรากินมากกว่าปกติถึง 30% เพราะมีการแลกเปลี่ยนพูดคุยเรื่องต่างๆ จึงทำให้เราไม่ได้โฟกัสที่อาหาร แต่โฟกัสที่บทสนทนามากกว่า ซึ่งทำให้เราเผลอกินเพลินขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีความสุขมากนั่นเอง เช่น การคุยธุรกิจหรือนัดสำคัญๆ ก็มักจะชวนกันมาทานอาหารร่วมกันก่อน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้สนิทกันมากขึ้น ซึ่งถือว่าการทานอาหารเป็นการละลายพฤติกรรมอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้
และยิ่งหากเรากินข้าวคนเดียว แล้วนั่งดูทีวี หรือสไลด์หน้าจอมือถือไปด้วย ก็จะยิ่งทำให้เรากินอาหารมากเกินกว่าปกติเช่นกัน ดังนั้น เราควรมีสมาธิและตั้งใจกับการทานอาหารมื้อนั้นๆ เพื่อรับรู้รสชาติความอร่อยที่แท้จริง
นอกจากนี้ การทานอาหารตอนที่เรากำลังมีความเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งกระตุ้นความอยากอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง จึงทำให้เราเกิดพฤติกรรม "การกินตามอารมณ์" ที่พบได้บ่อยนั่นเอง
อย่าติดนิสัย ‘ปรุงก่อนกิน’
เป็นภาพที่คุ้นตาในสังคมไทย เมื่อเราเข้าไปในร้านอาหารตามสั่งหรือร้านก๋วยเตี๋ยว สิ่งแรกที่หลายคนมองหามักเป็นชุดเครื่องปรุงที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ไม่ว่าจะเป็นน้ำปลา พริกป่น น้ำตาล หรือน้ำปลาพริก พฤติกรรมนี้สะท้อนให้เห็นมิติทางจิตวิทยาที่น่าสนใจ
ในมุมมองของนักจิตวิทยา การปรุงรสเพิ่มเติมนี้เชื่อมโยงกับความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ในการแสดงออกถึงความเป็นปัจเจกบุคคล เมื่อเราต้องรับประทานอาหารที่ถูกปรุงมาในแบบเดียวกันสำหรับทุกคน จิตใต้สำนึกของเราจึงต้องการสร้างความแตกต่าง ทำให้จานอาหารนั้นกลายเป็น "ของเรา" อย่างแท้จริง โดยการเพิ่มความพิเศษ และมีเอกลักษณ์ส่วนตัวลงไปในอาหาร
แม้ว่าพฤติกรรมนี้จะฝังรากลึกในวัฒนธรรมการกินของคนไทย แต่มันอาจนำไปสู่การบริโภคเครื่องปรุงที่เกินความจำเป็น ทางออกที่ง่ายแต่ได้ผลที่สุด ก็คือ การฝึกชิมอาหารก่อนปรุงเพิ่มเสมอ ซึ่งไม่เพียงช่วยให้เราได้ลิ้มรสอาหารตามต้นตำรับ แต่ยังเป็นการควบคุมการบริโภครสหวาน เค็ม และเผ็ดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพในระยะยาว
สรุปแล้ว การรับรู้รสชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับลิ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นประสบการณ์โดยรวมจากประสาทสัมผัสหลายด้านที่ทำงานร่วมกันด้วยความซับซ้อน แต่น่าหลงใหลผ่านการเข้าใจบทบาทของประสาทสัมผัสทั้ง 5 และกลไกทางจิตวิทยา ซึ่งช่วยให้เรามีความสุขและ Enjoy กับการรับประทานอาหารมากขึ้น เมื่อรู้ความลับเหล่านั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...