โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปี 68 หุ้นสุกี้ M แค่ทรงตัว Bonus Suki ยังไม่หนุน-ระยะยาวสดใส

Manager Online

เผยแพร่ 20 ก.ค. 2568 เวลา 15.39 น. • MGR Online

ภาพรวมปี 2568 หุ้น “เอ็มเค สุกี้” ทำได้แค่ประครองตัว จากกำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนตัว แถมการแข่งขันรุนแรง แม้จะส่ง Bonus Suki ลุยตลาด “บุฟเฟ่ต์ สุกี้” ราคาต่ำ เชื่อยังต้องใช้ระยะเวลาอีกพักใหญ่ถึงจะเห็นผลจากการลงทุน อีกทั้งให้มาร์จิ้นต่ำ รวมถึงอาจขาดทุนช่วงแรกจากการโหมลงทุน แต่ระยะยาวน่าสนใจ เนื่องจากเป็นหุ้นปันผลที่ดีและมีศักยภาพในการฟื้นตัว

ช่วงที่ผ่านมานอกจากการฟื้นตัวของดัชนีหลักทรัพย์ที่พุ่งทะยานแรงจากความเชื่อมั่นว่าไทยจะสามารถเจรจากับสหรัฐฯในเรื่องภาษีนำเข้าและได้ผลที่ดีกว่า 36% ก็ต้องยกให้กับการเข้ามาร่วมเล่นในตลาดสุกี้บุฟเฟ่ต์ของ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (M) โดยการลงทุนจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อเข้ามาลุยตลาดสุกี้บุฟเฟ่ต์ ภายใต้ชื่อ “Bonus Suki” นั่นเอง

“เอ็มเค สุกี้” ภายใต้การบริหารของ M ถูกยกให้เป็นเต้ยครองตลาดสุกี้หม้อร้อนในประเทศยาวนานอย่างไม่ต้องสงสัย แม้จะมีแบรนด์เก่าแก่ แบรนด์อื่นมาร่วมแชร์ส่วนแบ่งการตลาดแต่ก็มีสัดส่วนที่น้อยมาก รวมไปถึงตลาด “ชาบูหม้อร้อน” ที่มาในรูปแบบราคาบุฟเฟ่ต์ก็ตามแบรนด์ไหนก็ตาม ก็ไม่สามารถสั่นสะเทือนความแข็งแกร่งของ M ได้นั่นเพราะ M มีจุดแข็งที่โดดเด่นในการดำเนินธุรกิจ คือ นอกจากเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและการเป็นที่รู้จัก มีความน่าเชื่อถือ ยังมีจุดแข็งด้านคุณภาพอาหารและการคัดสรรวัตถุดิบ การบริการที่เป็นเลิศ การใช้นวัตกรรมและการใช้เทคโนโลยี รวมถึงความหลากหลายของรูปแบบร้านและผลิตภัณฑ์ , ระบบการจัดการและซัพพลายเชนที่มีประสิทธิภาพ

สิ่งสำคัญ MK มีกำลังการผลิตจากครัวกลางที่ไม่มีใครไม่กล้ายอมรับ และถือเป็นจุดเด่นที่สูงมากสำหรับธุรกิจร้านอาหาร รวมถึงมีศูนย์ฝึกอบรมพนักงานที่พร้อมช่วยให้การขยายสาขาเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และจุดที่เด่นสุดนั่นคือน้ำจิ้มที่คุ้นปากและเป็นที่ยอมรับ

คู่แข่งใหม่เติบโตรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม พอมีแบรนด์สุกกี้ บุฟเฟต์ที่เพิ่งเปิดใหม่มาไม่นานอย่าง “ตี๋น้อยสุกี้” และ “ลัคกี้ สุกี้”เกิดขึ้น ต้องยอมรับว่า ส่งผลต่อฐานลูกค้าของ “สุกี้ เอ็มเค” อย่างมีนัยยะสำคัญ เริ่มที่ใกล้ตัวอย่างผลประกอบการปี 2567 ที่ผ่านมา M มีรายได้ 1.54 พันล้านบาท ลดลง 7.5% และมีกำไรสุทธิ 1.44 พันล้านบาทลดลง 14.3% โดยยอดขายร้านเดิมลดลง 10%

ขณะที่ “ตี๋น้อย สุกี้” ปีที่ผ่านมามีรายได้ 7.07 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% และมีกำไรสุทธิ 1.16 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.8% ส่วน “ลัคกี้ สุกี้”มีรายได้รวม 1.01 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 148% และมีกำไรสุทธิ 108 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 134% และยิ่งเด่นชัดมากไปกว่านี้ มีรายงานว่า “ตี๋น้อย สุกี้” สามารถทำกำไรไตรมาส1/68 แซงหน้า “สุกี้ เอ็มเค” ไปแล้ว โดยมีกำไร 271 ล้านบาท ขณะที่ M ตั้งแต่แบรนด์สุกี้ รายได้หลัก รวมถึงแบรนด์อาหารอื่นๆในมือมีกำไร 234 ล้านบาท แม้บอกว่าคนละตลาด รูปแบบการขายคนละรูปแบบ ลูกค้าคนละกลุ่ม แต่สุดท้ายก็คือ “สุกี้”เหมือนกัน ถึงแม้วัตถุดิบที่ใช้อาจจะคนละเกรดและมีคุณภาพต่างกัน แต่ถือว่าเป็นคู่แข่งขันทางธุรกิจที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจเช่นนี้ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เลือกจะหันไปรับประทานในสินค้าที่มีราคาย่อมเยาว์มากกว่า

พลิกเกมส์กลับมาได้เปรียบ

ในที่สุด M ก็ร้าน “สุกี้ บุฟเฟ่ต์”ในเครือออกมาอย่างชัดเจนในชื่อ Bonus Suki หลังจากเพิ่งปล่อยโปรโมชั่นแบบบุฟเฟ่ต์ให้หลายสาขาของ “เอ็มเค สุกี้”ออกมาชิมรางแบบมีวันหมดอายุ จนได้รับเสียงตอบรับและเสียงวิจารณ์ควบคู่กันออกมาผ่านโลกโซเชียล โดยมีจุเด่นในราคาที่จับต้องได้มากกว่าโปรโมชั่นบุฟเฟ่ต์ “เอ็มเค สุกี้” และใกล้เคียงร้านสุกี้ บุฟเฟ่ต์เจ้าอื่นที่กำลังความนิยม แถมให้เวลาในการทานมากกว่า ท่ามกลางเมนูอาหารที่ไม่น้อยหน้าฝ่ายตรงข้าม เรียกว่าเกมส์นี้ M ได้รับการตอบรับจากนักการตลาด และนักวิเคราะห์ในตลาดหุ้นเป็นอย่างดี

นั่นเพราะทุกฝ่ายเชื่อมั่นในศักยภาพของบริษัท เชื่อมั่นในฐานการผลิต วัตถุดับ คุณภาพและบริการต่างๆ ที่บริษัทสะสมมายาวนาน ดังนั้นการขยับลงตลาดสุกี้ บุฟเฟต์ แม้จะเพิ่งก้าวลงมาเต็มตัว แต่หลายฝ่ายเชื่อว่า “สุกี้ บุฟเฟต์”ในนาม Bonus Suki น่าจะประสบความสำเร็จ ดึงรายได้ที่เคยหดหายไปกลับคืนมาได้แน่

ปัจจุบันตลาดสุกี้ยากี้ที่มีมูลค่าสูงถึง 2.5 หมื่นล้านบาท ดังนั้น M จะกลับมาครองความยิ่งใหญ่ได้อีกทั้งในรูปแบบสุกี้ อะลาคาร์ท และสุกี้ บุฟเฟ่ต์ หลังปล่อยให้รายเล็กเข้ามาแย่งส่วนแบ่งไปหลายปี

ล่าสุดมีการคาดการณ์ว่า นับตั้งแต่ไตรมาส3/68 ทุกอย่างจะเริ่มปรับเปลี่ยนไปทาง M มากขึ้น และนั่นน่าจะทำให้ส่วนแบ่งตลาดสุกี้ของ M ปัจจุบันที่ระดับ 60% น่าจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในปี 2569 หลัง Bonus Suki มีการขยายสาขาอย่างมีนัยสำคัญ

มีรายงานว่า M มีสัดส่วนรายได้จาก “เอ็มเค สุกี้”ถึง 71% ถัดจากนั้นมาจาก ยาโยอิ (Yayoi) ประมาณ 19% ,แหลมเจริญซีฟู้ด 6% และอื่นๆประมาณ 4% ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างธุรกิจของ M ที่พึ่งพารายได้จากแบรนด์เรือธงอย่าง “เอ็มเค สุกี้”เป็นหลัก ขณะเดียวกันก็พยายามขยายพอร์ตโฟลิโอและสร้างแหล่งรายได้ใหม่ๆ จากแบรนด์อื่นๆ และธุรกิจค้าปลีกเพิ่มเติม

หุ้น M ในตลาดหุ้น

ส่วนหุ้น M ในตลาดหุ้น บริษัทเคยเข้าซื้อขายด้วยราคาไอพีโอที่ระดับ 49.00 บาท/หุ้น กับปัจจุบันที่ยังไม่สามารถทะลุเกิน21.00 บาท/หุ้นได้ ประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ชวนน่าคิดสำหรับผู้ที่ถือหุ้น M อยู่ในมือว่าจะถือต่อไปเพื่อรอการฟื้นตัวของราคาหุ้น หรือผู้ที่ต้องการเข้ามาลงทุนในหุ้น M หลังจากที่บริษัทเปิดตัว Bonus Suki เพราะเชื่อมั่นว่าธุรกิจใหม่ของบริษัทจะนำพาให้ราคาหุ้นทะยานขึ้นนั้นจะต้องพิจารณาจากสิ่งใดบ้าง

แต่นั่นเพราะ แม้การเปิดตัว Bonus Suki จะเป็นกลยุทธ์ที่ดีในการขยายตลาดและเป็นสัญญาณเชิงบวกในระยะยาว แต่นักลงทุนยังคงรอดูความชัดเจนของผลลัพธ์ที่จะสะท้อนในตัวเลขผลประกอบการ โดยเฉพาะในไตรมาสถัดๆ ไป รวมถึงต้องพิจารณาปัจจัยกดดันอื่นๆ ด้วย

ฐานะการเงินของ M

โดยในปีที่ผ่านมา(2567) M มีรายได้จากการขายและบริการ 1.54 หมื่นล้านบาท ลดลง 7.5% จากปี 2566 ซึ่งมีรายได้ 1.66 หมื่นล้านบาท ทำให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 1.44 พันล้านบาท ลดลง 14.3% จาก 1.68 พันล้านบาทในปีก่อนหน้า เป็นผลให้กำไรต่อหุ้นเหลือ 1.57 บาทต่อหุ้น จาก 1.83 บาทต่อหุ้น

สาเหตุหลักที่ผลประกอบการลดลงในปี 2567 มาจากยอดขายสาขาเดิมที่ลดลง (Same Store Sales Growth - SSSG) ลดลง ซึ่งคาดว่าเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ขณะที่การแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น สวนทางกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนตัวลง จากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น รวมถึงบริษัทมีการปิดสาขาลงเล็กน้อยในปี 2567 (จาก 703 สาขาในปี 2566 เหลือ 692 สาขา ณ สิ้นปี 2567)

อย่างไรก็ตามแม้ผลประกอบการโดยรวมจะลดลง แต่บริษัทฯ ยังคงรักษาการจ่ายเงินปันผลได้ดี โดยมีการเสนอจ่ายปันผลสำหรับปี 2567 ที่ 1.50 บาทต่อหุ้น (ปี 2566 จ่าย 1.60 บาทต่อหุ้น) ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงแนะนำ "ถือ" หุ้น M โดยมองว่าเป็นหุ้นที่มีปันผลดี แต่ยังต้องรอสัญญาณการฟื้นตัวของรายได้และกำไร

ส่วนไตรมาส 1 ปี 2568 (สิ้นสุด 31 มีนาคม 2568) M รายงานรายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 3.62 พันล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า (2566) 8.21% จากเดิม 3.95 พันล้านบาท ทำให้มีกำไรสุทธิ 234 ล้านบาท ลดลง 32.59% จาก 346 ล้านบาท ของไตรมาส 1 ปี 2566 ด้วยสาเหตุเดียวกันกับผลประกอบการปี 2567

สิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติม สำหรับหุ้น M นั่นคือ D/E Ratio ณ สิ้นปี 2567 พบว่าอยู่ที่ประมาณ 0.4 เท่า ถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ซึ่งหมายความว่าบริษัทมีหนี้สินน้อยมากเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น แสดงให้เห็นว่าบริษัทพึ่งพาเงินทุนจากเจ้าของเป็นหลัก ไม่ได้พึ่งพาการกู้ยืมมากนัก ทำให้มีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้หรือมีปัญหาทางการเงินน้อย ขณะเดียวกันบริษัทมีศักยภาพในการกู้ยืมเพิ่มเติมได้อย่างน่าสนใจ หากต้องการขยายกิจการหรือลงทุนในอนาคต ก็ยังมีช่องทางในการกู้ยืมเงินได้ง่ายกว่าบริษัทที่มีหนี้สินสูง ถือเป็นความแข็งแกร่งทางการเงินที่โดดเด่นในแง่ของโครงสร้างหนี้สินต่อทุน

ไม่เพียงเท่านี้มีรายงานว่า M เป็นเพียงไม่กี่บริษัทในตลาดหุ้นที่มีกระแสเงินสดในมือสูงมากกว่า 7.4 พันล้านบาท ยิ่งเป็นเครื่องย้ำเตือนคู่แข่งขันว่า หากต้องการก่อสงครามราคาอาจเจ็บตัวมิใช่น้อย

"Fighting Brand"

และเมื่อมีการเปิดตัว Bonus Sukiคาดว่าสัดส่วนรายได้ของ M น่าจะมีโอกาสเปลี่ยนแปลง อย่างมีนัยสำคัญ เพราะถือเป็นการเข้าสู่ตลาดใหม่ ด้วยเพราะถูกวางตำแหน่งให้เป็นแบรนด์ "Fighting Brand" เพื่อเข้าสู่ตลาดสุกี้บุฟเฟต์ราคาประหยัดโดยตรง ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูง ดังนั้นการเข้าสู่ตลาดนี้จะสร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้กับ M ที่เดิมเน้นตลาดพรีเมียมมากกว่า จนถูกมองว่าเป็นการเสริมความแข็งแกร่งในตลาดสุกี้โดยรวม

นอกจากนี้ การมีแบรนด์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่แตกต่างกัน จะช่วยให้บริษัทสามารถเข้าถึงฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้จากแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งมากเกินไป จนมีการประเมินว่า Bonus Suki มีศักยภาพในการทำกำไรต่อสาขาที่สูง และหากสามารถขยายสาขาได้ตามแผน ก็จะส่งผลให้รายได้รวมของ M เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตามการผุด Bonus Suki ก็อาจส่งผลกระทบต่อ “เอ็มเค สุกี้”เช่นกัน เนื่องจากแม้จะคนละตลาดหรือกลุ่มเป้าหมาย แต่เป็นอาหารประเภทเดียวกัน การเติบโตของ Bonus Suki ก็อาจมาได้จากการดึงฐานลูกค้าบุฟเฟ่ต์ สุกี้รายอื่น รวมไปถึงลูกค้าบางกลุ่มจาก “เอ็มเค สุกี้”เอง แต่ ณ วินาที นี้หลายฝ่ายยังเชื่อว่าจะสร้างกระทบกับ “เอ็มเค สุกี้”แค่วงจำกัด

โดยนักวิเคราะห์มองว่าการเปิดเกมรุกตลาดใหม่ ด้วยกลยุทธ์แบรนด์คู่ขนาน น่าจะช่วยหนุนรายได้ในครึ่งหลังของปี และพลิกภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารจานด่วนที่กำลังร้อนแรง แต่ยังคงระมัดระวังกับแนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นในครึ่งหลังของปี รวมถึงการแข่งขันด้านราคาที่อาจกดดันอัตรากำไร

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้อย่างมากเลยที่การเปิดตัว Bonus Suki นั้นจะสามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นได้จริง แต่กลับมีกำไรที่น้อยมาก หรือมี Margin ที่ต่ำมาก (Thin Margin) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้กันบ่อยครั้งในการทำตลาดที่เน้นการแข่งขันด้านราคา ดังนั้นเพื่อที่จะแข่งขันในตลาดนี้ได้ Bonus Suki จึงจำเป็นต้องตั้งราคาที่ดึงดูดใจ (219 บาท + เครื่องดื่มรีฟิล) ซึ่งทำให้มีอัตรากำไรน้อยลงต่อลูกค้าหนึ่งราย

จนเริ่มมีมุมมองต่อเรื่องนี้ที่บวกต่อ M ว่า เป้าหมายหลักในช่วงแรกอาจไม่ใช่การทำกำไรสูงสุดต่อหน่วย แต่เป็นการสร้างฐานลูกค้า การเพิ่มการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) และการขยายส่วนแบ่งตลาดโดยรวมของกลุ่ม M อย่างไรก็ตามแม้ M จะมีข้อได้เปรียบเรื่องการจัดซื้อวัตถุดิบจำนวนมาก (Economy of Scale) แต่ต้นทุนคงที่อย่างค่าเช่า ค่าแรงพนักงาน และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสาขา ยังคงมีอยู่

ดังนั้นเมื่อราคาขายต่อหัวลดลง อัตรากำไรต่อหัวจึงลดลง หากบริหารจัดการต้นทุนไม่ดีพอ หรือปริมาณลูกค้าไม่มากพอที่จะชดเชย ก็อาจเห็นกำไรของM ที่ลดลง แลกกับการสร้างฐานลูกค้าใหม่ ซึ่งจะมาจากคู่แข่งขันรายอื่น เพื่อหวังช่วยเพิ่มยอดขายโดยรวมของกลุ่ม

แต่นั่นก็ทำให้หลายคนมองเห็นจุดพลาดของ M กล่าวคือ การปล่อยให้รายเล็กขยายสาขามานานเกินไป จนพอที่จะทำให้เกิด Economies of Scale ที่มีต้นทุนที่ประหยัดต่อขนาดที่สามารถแข่งขันได้กับบริษัท ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทต้องเหนื่อยหากคิดจะเอาชนะในตลาดนี้ เนื่องจาก Bonus Suki เพิ่งก่อตั้งจึงจำเป็นต้องมีต้นทุนรวมต่อสาขาที่สูงกว่ารายอื่น และต้นทุนนั้นผู้รับผิดชอบคิอ M

ขณะที่M ยังอยู่ในช่วงลองผิดลองถูกในตลาดบุฟเฟ่ต์ สุกี้ ดังนั้นทำให้คาดว่ายังจำเป็นต้องใช้เวลานานกว่าที่ธุรกิจจะอยู่ตัว และเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งขันรที่ประสบการณ์ในตลาดนี้มากก่อน และเริ่มทำกำไรอย่างแข็งแกร่ง ก็ต้อมยอมรับว่า Bonus Suki มีความเสียเปรียบรายอื่นๆที่ดำเนินธุรกิจในตลาดนี้มาก่อน และอาจไม่สามารถมองเห็นกำไรไปอีกสักพัก รวมถึงอาจทำให้เกิดการขาดทุนกับบริษัทแม่ เพื่อหวังจะริดรอนส่วนแบ่งการตลาดของคู่แข่งขัน

ทิศทางธุรกิจของ M

มีการประเมินว่า ผลประกอบการของ M ในไตรมาส 2 ปี 2568 นั้นยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่ยังอ่อนแอ โดยคาดการณ์ว่า SSSG ในเดือนเมษายนยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ประมาณ -18% ถึง -20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยนี้มาจากผลกระทบของบรรยากาศเชิงลบ เช่น เหตุแผ่นดินไหว และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง แม้โดยปกติไตรมาส 2 จะเป็น High Season แต่การฟื้นตัวอาจยังไม่โดดเด่นเท่าที่ควร

ขณะเดียวกันยังถูกกดดันจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอจากค่าครองชีพที่สูงและหนี้ครัวเรือนยังคงเป็นปัจจัยกดดันหลักต่อผลประกอบการของ M รวมถึงธุรกิจร้านอาหารยังคงมีการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะจากผู้เล่นรายใหม่ๆ และโปรโมชั่นต่างๆ ทำให้นักวิเคราะห์หลายรายยังคง "ถือ" หุ้น Mเนื่องจากมองว่าการฟื้นตัวของกำไรยังคงช้าและมีปัจจัยกดดันจากเศรษฐกิจและกำลังซื้อ แต่ยังคงน่าสนใจในฐานะ หุ้นปันผล เนื่องจากมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งและอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูง (ล่าสุดประมาณ 8.5-8.6%)

สำหรับการคาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการของ M ในไตรมาส 3 ปี 2568 และช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 นั้น นักวิเคราะห์มีมุมมองว่า M จะเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่องในระยะสั้นถึงกลาง เนื่องจากปัจจัยกดดันด้านกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และการแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารที่สูง จึงต้องหวังเพิ่งมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนจากภาครัฐ

ดังนั้นแนวโน้มไตรมาส 3 และครึ่งปีหลัง 2568 ของ M คาดว่าจะยังคงเป็นช่วงของการ "ประคับประคอง" และ "สร้างฐาน" การเติบโตใหม่ๆ ผ่านการขยายแบรนด์และสาขา แม้ว่าปัจจัยกดดันด้านเศรษฐกิจและกำลังซื้อยังคงมีอยู่ แต่การเปิดตัวแบรนด์ใหม่อย่าง "BONUS SUKI" และความพยายามในการควบคุมต้นทุนอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้ผลประกอบการโดยรวมเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นได้ในช่วงปลายปี หรืออย่างน้อยก็ทรงตัวได้ดีกว่าช่วงที่ผ่านมา

ระยะยาวมี Upside

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี ประเมินทิศทางธุรกิจ M ว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อ M จากการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “Bonus Suki” ซึ่งถือเป็นการเข้าสู่ตลาดบุฟเฟต์ สุกี้ อย่างเป็นทางการ ช่วยขยายฐานลูกค้าโดยไม่กระทบต่อแบรนด์เดิมอย่าง “เอ็มเค สุกี้” ทั้งนี้ยังไม่ได้รวมผลของโปรโมชันและการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ไว้ในประมาณการโดยมองว่าแบรนด์ใหม่หากมีการขยายในระยะยาวมีโอกาสเป็น Upside ต่อผลประกอบการ เนื่องจากไม่กระทบต่อรายได้และมาร์จิ้นของธุรกิจหลัก จึงยังคงคำแนะนำ “ถือ” (Neutral)

นั่นเพราะฐานะการเงินที่แข็งแกร่งด้วยเงินสดในมือ 7 พันล้านบาทและไม่มีหนี้สินยังสนับสนุนให้บริษัทสามารถแข่งขันในตลาดนี้ได้ในระยะยาว โดยราคาเหมาะสมของ M ในปี 2568 ที่ระดับ 24.00 บาทต่อหุ้น

โดยรวมแล้ว Bonus Suki เพิ่งเริ่มต้น ดังนั้นยังต้องจับตาดูระยะยาวและประสบการณ์จากผู้บริโภค ว่าจะสามารถรักษาคุณภาพและสร้างฐานลูกค้าประจำได้มากน้อยแค่ไหน ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดสุกี้บุฟเฟต์ เช่นเดียวกับภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอน รวมถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อาจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้นักวิเคราะห์หลายรายยังคง "ถือ" หุ้น M และยังคงแนะนำให้ "รอดู" สัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนในธุรกิจหลักและผลตอบรับจากธุรกิจใหม่ๆ แม้จะมีการปรับลดประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายลงไปบ้าง แต่ก็ยังคงมองเห็นจุดเด่นในฐานะ หุ้นปันผล ที่มีสถานะการเงินแข็งแกร่ง

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...