โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เบื้องลึกบทบาทตำรวจไทยในเวทีอินเตอร์โพล ครั้งแรกของการเป็น ‘ผู้นำ’ ปราบปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

THE STANDARD

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 08.48 น. • เผยแพร่ 20 ก.ค. 2568 เวลา 00.00 น. • thestandard.co
เบื้องลึกบทบาทตำรวจไทยในเวทีอินเตอร์โพล ครั้งแรกของการเป็น ‘ผู้นำ’ ปราบปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

“ไทยไม่สมัครใจเป็นทางผ่านอาชญากรรม แต่เมื่อเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องลุกขึ้นสู้ในเวทีโลก”

จากภาพจำที่โลกมองว่าไทยคือทางผ่านของขบวนการโกงระดับโลก โดยเฉพาะ ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ วันนี้ประเทศไทยกำลังเขียนบทใหม่บนเวทีอินเตอร์โพล

THE STANDARD ชวนอ่านบทสัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ผู้พาตำรวจไทยก้าวไปเป็น ‘ผู้นำแนวหน้า’ ในการล่าขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

พร้อมเผยยุทธศาสตร์ที่จะพิสูจน์ว่า 3 เดือนข้างหน้า..ไทยเอาอยู่จริงหรือไม่?

ทางผ่านที่ไม่สมัครใจ ตำแหน่งของไทยบนแผนที่อาชญากรรม

เมื่อถามว่าในสายตาสังคมโลก ประเทศไทยคือทางผ่านของอาชญากรรม โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช่หรือไม่ พล.ต.อ. ธัชชัย ยอมรับว่า “ใช่ แต่ไม่ใช่ว่าไทยสมัครใจเป็น” พร้อมชี้ให้เห็นว่าที่ผ่านมาผู้ที่เดินทางผ่านประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านล้วนไปโดยสมัครใจ ไม่มีใครถูกบังคับ สิ่งนี้ตอกย้ำถึงความซับซ้อนของปัญหาที่ไม่ได้เกิดจากการสมรู้ร่วมคิดของประเทศไทย

วันนี้ที่ตำรวจไทยมีบทบาทสำคัญบนเวทีใหญ่อย่าง World Economic Forum และการประชุมอินเตอร์โพล (INTERPOL) ถือเป็นก้าวสำคัญ พล.ต.อ. ธัชชัยกล่าวด้วยความมุ่งมั่นว่า “เราเอาปัญหาของประเทศเป็นตัวตั้งก่อน เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ จะแก้ปัญหาไม่ได้ เหมือนวนอยู่ในอ่าง”

พร้อมระบุว่า ปัญหาคอลเซ็นเตอร์เป็นเรื่องใหม่ที่แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษก็ยังหาแนวทางเชิงรุกไม่ได้ ทำได้แค่เพียงการป้องกัน

การที่ไทยกล้านำปัญหาในประเทศไปพูดบนเวทีโลกไม่ได้หมายความว่าเรายอมรับว่าแก้ปัญหาเองไม่ได้ แต่เป็นการตระหนักรู้ว่า “ถ้าจะแก้ปัญหาอาชญากรรมเหล่านี้ ที่มีแหล่งมีฐานอยู่ต่างประเทศ เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ประชาคมโลกช่วย ต้องใช้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาช่วย เพราะมันนอกเหนือจากอำนาจตำรวจไทย”

สิ่งที่ประเทศไทยทำได้ดีด้วยตัวเองและเป็นที่ยอมรับทั่วโลกคือมาตรการเชิงรุก เช่น การตัดน้ำ ตัดไฟ อินเทอร์เน็ต ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของแก๊งอาชญากรรม รวมถึง การบังคับใช้กฎหมาย การระดมกวาดล้าง การลงทะเบียนซิม และการปราบปรามบัญชีม้า ซึ่งล้วนเป็นผลลัพธ์จากมาตรการเชิงรุกเหล่านี้

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ‘Hot Issue’ ของโลกที่ไทยรับบทบาท ‘หัวหน้าห้อง’

พล.ต.อ. ธัชชัย เน้นย้ำว่าประเด็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ถือเป็น ‘Hot Issue’ ของโลก ที่ทุกประเทศกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาหรือจีน การกระทำความผิดรูปแบบนี้ คือ การพลิกโฉมองค์กรอาชญากรรมรูปแบบใหม่ทั้งหมด ที่อาศัยช่องว่างของกฎหมายระหว่างประเทศ

การที่ตำรวจไทยหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดในเวทีอินเตอร์โพลได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และตอนนี้ประเทศไทยถือเป็น ‘หัวหน้าห้อง’ ในการนำการแก้ไขปัญหา

เปิดข้อมูลแหล่งกบดานรอบไทย และบทบาทของกัมพูชา

ในเวทีอินเตอร์โพล ข้อมูลที่หลายประเทศมีตรงกันคือแหล่งกบดานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สำคัญอยู่ที่ กัมพูชา แม้จะมีฐานที่ตั้งอื่นๆ ทั่วโลก เช่น ฟิลิปปินส์ อินเดีย แต่ที่กัมพูชามีขนาดใหญ่และเป็นล่ำเป็นสันมากที่สุด

เมื่อถามถึงท่าทีของตำรวจกัมพูชา พล.ต.อ. ธัชชัยกล่าวว่า “ไม่มีความเห็นอะไร ประเทศไทยเองก็ไม่ได้ไปดูถูกเขา แต่สิ่งที่เราทำ เขาเป็นสมาชิกเหมือนเรา เราจะส่งข้อมูลให้กัมพูชาช่วยในเรื่องการปราบปรามและสนับสนุนการทำงานของสมาชิกอินเตอร์โพล”

พร้อมมองว่า หากกัมพูชาไม่ดำเนินการ อาจนำไปสู่การลงโทษภายในจากรัฐบาลประเทศสมาชิกได้ ดังเช่นกรณีที่สหรัฐอเมริกาเคยลงโทษบริษัทหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ยุทธศาสตร์ ‘หัวหน้าห้อง’ แลกเปลี่ยนข้อมูล ทลายรังโจร และควบคุมการเข้าเมือง

ในฐานะหัวหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเครือข่ายสมาชิกอินเตอร์โพล พล.ต.อ. ธัชชัยเผยถึงแผนการสำคัญ 3 ประการ :

  • การแลกเปลี่ยนข้อมูล: การเข้าใจรูปแบบการหลอกลวงที่กำลังระบาดทั่วโลก เช่น การหลอกแบบ ‘ฟีลแฟน’ แล้วพาไปลงทุน หรือการหลอกให้กลัว เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรู้ว่าอาชญากรรมเกิดขึ้นที่ไหนและมาจากไหน

  • การทลายรังแก๊ง: ตำรวจไทยจะรวบรวมพยานหลักฐานและส่งให้ประเทศต้นทางดำเนินการออกหมายจับหรือป้องกันเชิงรุก

  • การควบคุมการเข้าเมือง: เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน จะมีการเสนอมาตรการให้ผู้ที่ต้องการเดินทางไปยังพื้นที่ชายแดนที่นำไปสู่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ต้องกรอกรายละเอียดในใบตรวจคนเข้าเมือง หากไม่แจ้งและถูกตรวจพบ จะถูกเพิกถอนวีซ่าทันที โดยยืนยันว่าเรื่องนี้อยู่ในอำนาจของตำรวจ ไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมาย

พล.ต.อ. ธัชชัยเผยข้อมูลว่ามีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ประมาณ 50 กว่าเครือข่าย รวมเป็นหลักร้อยตึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกัมพูชา และขณะนี้กำลังพบการขยายตัวไปยังชายแดนประเทศเวียดนาม โดยเฉพาะในจังหวัดสวายเรียงของกัมพูชา ซึ่งมีตึกหลายตึกที่หลอกลวงคนจากหลายประเทศ

ปราบให้เห็นผลใน 3 เดือน สิงหาคม ถึง ตุลาคม

พล.ต.อ. ธัชชัย ย้ำว่ากัมพูชาไม่ได้ปฏิเสธการปราบปราม แต่การตอบสนองยังน้อยเกินไป ตำรวจไทยจะสนับสนุนเพื่อให้กัมพูชาสามารถทำงานและบังคับใช้กฎหมายได้เต็มที่

ย้ำความจริงจังในการดำเนินคดีกับคนไทยที่เข้าไปมีส่วนร่วมในแก๊งอาชญากรรมเหล่านี้ “ถ้าวันใดที่เจอ เราดำเนินคดีหมดแน่นอน” พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลสนับสนุนการทำงานเต็มที่ เพราะนี่คือ อาชญากรรมที่รุนแรง เหมือนสมัยยุคค้าทาส

พล.ต.อ. ธัชชัยยอมรับว่าตำรวจไทยกำลังทำงานแข่งกับเวลา เพราะไม่ต้องการเห็นคนไทยถูกหลอกหรือฆ่าตัวตายอีกต่อไป โดยตั้งเป้าหมายชัดเจนว่า สามเดือน สิงหาคม กันยายน ตุลาคม ต้องเห็นอะไรเปลี่ยนแปลง การถูกหลอกโดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ต้องลดลงมากกว่านี้ ให้ลดลงครึ่งหนึ่ง ระเบิดรังโจรให้พังเป็นแถบ และคนสนับสนุนต้องถูกดำเนินคดีอาชญากรรมข้ามชาติด้วยโทษสูงสุด

ความท้าทายและสิ่งที่ต้องการจากทุกภาคส่วน

สิ่งที่ตำรวจไทยยังขาดคือเรื่องเชิงเทคนิคไอที ต้องยอมรับว่าโจรมีเทคนิคใหม่ๆเกิดเร็วมาก โจทย์คือทำอย่างไรให้ตำรวจทุกโรงพักเข้าใจมิติเหล่านี้ และที่สำคัญคือต้องการให้หน่วยงานต่างๆ ทั้ง ระบบโทรคมนาคม และธนาคาร เข้าใจถึงความสำคัญของปัญหาและร่วมทุ่มเททรัพยากรแก้ไข

“มั่นใจว่าตำรวจไทยมีความพร้อมและกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาล” พล.ต.อ. ธัชชัย กล่าว

นอกจากนี้ในการประชุมอินเตอร์โพล ตำรวจไทยได้รับโจทย์สำคัญคือการวางยุทธศาสตร์ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการได้รับการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญรวมถึงเครื่องมือที่จำเป็น สิ่งสำคัญที่สุดคือการ “สร้างเครือข่ายอินเตอร์โพลทั้งหมด ให้ทุกประเทศที่เป็นสมาชิกทำงานพร้อมๆ กัน ถึงจะเอาอยู่ เพราะว่าอาชญากรมันเคลื่อนเร็ว”

สุดท้ายนี้ พล.ต.อ. ธัชชัยฝากข้อความถึงประชาชนว่า ตำรวจไทยไม่เคยคิดจะย่อท้อ ไม่ว่าจะสถานการณ์จะเป็นอย่างไร เราก็ยังทำงานต่อเนื่อง และก็มั่นใจว่าเราเอาอยู่ จะเอาคนผิดมาลงโทษ จะไม่ให้คนไทยถูกหลอกแบบนี้อีกต่อไป และที่สำคัญการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนคือการ ไปช่วยประเทศอื่นด้วย ปัญหาถึงจะจบ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...