โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลลิตา หาญวงษ์ : ยะไข่หลัง SAC

MATICHON ONLINE

อัพเดต 28 พ.ค. 2568 เวลา 05.05 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2568 เวลา 06.51 น.

ยะไข่ – มาถึงตอนนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่ากองกำลังที่เข้มแข็งที่สุดท่ามกลางความขัดแย้งในพม่าคือกองทัพอาระกัน (Arakan Army หรือ AA) ของชาวยะไข่ ภายใต้การนำของ พลตรี ทุน มรัต นาย (Twan Mrat Naing) วัย 46 ปี กองทัพอาระกันทยอยยึดฐานที่มั่นของกองทัพพม่าและสถาปนาการปกครองของตนเองภายในรัฐยะไข่ และยิ่งเป็นที่รู้จักขึ้นในปฏิบัติการ 1027 พร้อมๆ กับกองกำลังสามภราดรภาพอีก 2 กลุ่ม ได้แก่ TNLA ของตะอาง และ MNDAA ของโกก้าง

ปฏิบัติการ 1027 ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากจีน เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะท่อส่งก๊าซและน้ำมัน ที่พาดผ่านจากมหาสมุทรอินเดีย ในพื้นที่ของ AA ไปจนถึงมณฑลยูนนาน โดยยังผ่านพื้นที่ของ TNLA และ MNDAA ติดชายแดนของจีนด้วย ปฏิบัติการร่วมครั้งนั้นคือการโจมตีกองทัพพม่าครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีรัฐประหารมา ส่งผลให้กองกำลัง “สามพี่น้อง” สามารถยึดพื้นที่จำนวนมากในพม่าตอนเหนือได้สำเร็จ

แม้ในปัจจุบัน จีนปรับกลยุทธ์และหันมาพูดคุยกับรัฐบาลทหารพม่ามากขึ้น เพราะเล็งเห็นว่าการระดมสนับสนุนกลุ่มชาติพันธุ์เพียงอย่างเดียวไม่ได้ก่อให้เกิดสันติภาพในนิยามของรัฐบาลจีน MNDAA เป็นกลุ่มแรกที่ถูกจีนกดดันอย่างหนัก และจำต้องคืนเมืองและฐานทัพพม่าคืนให้รัฐบาล SAC ภาพการกลับเข้าไปปกครองเมืองล่าเสี้ยว (Lashio) ของกองทัพพม่า สร้างความสะเทือนใจไม่ใช่เฉพาะแต่ชาวโกก้างเท่านั้น แต่รวมถึงฝ่ายต่อต้านรัฐบาลพม่าทั้งหมด

กองทัพอาระกันแตกต่างจากทั้ง MNDAA และ TNLA อยู่พอสมควร เพราะไม่ได้มีชายแดนอยู่ติดจีนโดยตรง จีนจึงไม่สามารถใช้ยุทธศาสตร์บีบเช่นการปิดชายแดน หรือการหยุดส่งเสบียงให้รัฐยะไข่ได้ ในความเป็นจริงยะไข่เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงมากในบรรดาพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมด เพราะเป็นส่วนสำคัญของโครงการ BRI ของจีน มีท่อก๊าซและท่อน้ำมันของจีนพาดผ่าน อยู่ติดมหาสมุทรอินเดีย ยะไข่จึงเป็นแหล่งค้าขายมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ในปัจจุบัน กองทัพอาระกันสามารถควบคุมพื้นที่ชายแดนทั้งหมดที่อยู่ติดกับบังกลาเทศ ยาว 270 กิโลเมตร รวมทั้งพื้นที่เกือบทั้งหมดในรัฐยะไข่ ทั้งในยะไข่เหนือและยะไข่ใต้ และบางส่วนของรัฐฉิ่น กองบัญชาการภาคตะวันตกของพม่า ที่เมืองอัน (Ann) และเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เจ้าก์ผิ่ว ทำให้กองทัพอาระกันเป็นกองกำลังที่ควบคุมพื้นที่ได้มากที่สุดในบรรดากองกำลังฝ่ายต่อต้านทั้งหมดในพม่า

ชัยชนะของกองทัพอาระกัน ทำให้นักวิเคราะห์เริ่มมองว่าพวกเขาจะเป็นกองกำลังฝ่ายต่อต้านกลุ่มแรกที่ได้รับชัยชนะและสามารถก่อร่างสร้าง “รัฐ” ในแบบของตนเองได้ จากแต่เดิมเคยคาดการณ์ว่าฉิ่นหรือคะเรนนีจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่สามารถยึดฐานพม่าในพื้นที่ของตนเองได้ก่อน

สถานการณ์ในรัฐยะไข่แตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ ในพม่า การสู้รบไม่ได้เป็นเพียงทางบกและการระดมปล่อยระเบิดทางอากาศเท่านั้น แต่กองทัพพม่ายังต้องใช้กองทัพเรือเพื่อสกัดกั้นกองทัพอาระกันด้วย ภายในยะไข่เองยังมีเงื่อนปมใหญ่อีกประเด็นหนึ่งคือชาวโรฮีนจา ที่ส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ลี้ภัยอยู่ในบังกลาเทศ และมีบางส่วนที่เข้าร่วมขบวนการปลดแอกโรฮีนจา ที่ต่อต้านทั้งกองทัพพม่าและกองทัพอาระกันเอง กองกำลังโรฮีนจาดังกล่าวมีทั้งกลุ่ม ARSA (Arakan Rohingya Salvation Army) Rohingya Solidarity Organisation (RSO) และกองกำลังของรัฐบาลพม่าเองที่เกณฑ์ทหารจากชาวโรฮีนจา

รัฐยะไข่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการขนส่ง เพราะที่ผ่านมา ชาวยะไข่ค้าขายภายในพม่าเป็นหลัก แม้พื้นที่จะอยู่ติดกับบังกลาเทศและอินเดีย แต่ยังไม่มีเส้นทางการค้าทางบก (หรือแม้แต่ทางเรือ) ที่สามารถเชื่อมเมืองต่างๆ ในรัฐยะไข่เข้ากับเมืองท่าในอินเดียและบังกลาเทศได้ เรียกว่าประเทศเพื่อนบ้านของยะไข่ไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างเป็นทางการกับยะไข่มาก่อน มีแต่กับรัฐบาลของพม่า

เป้าหมายของผู้นำยะไข่หากพวกเขามีชัยชนะเหนือรัฐบาลพม่าได้แบบเบ็ดเสร็จคือการมีรัฐ ที่คนยะไข่สามารถกำหนดชะตากรรมของตนเองได้ สังคมไทยเรามีความเข้าใจเกี่ยวกับชาวยะไข่ไม่มากนัก อาจเป็นเพราะรัฐยะไข่อยู่ไกลประเทศไทยออกไป ความขัดแย้งระหว่างยะไข่และพม่ามีที่มาหลายร้อยปี เพราะต่างฝ่ายต่างมีอาณาจักรพุทธที่ยิ่งใหญ่ และขับเคี่ยวกันมาโดยตลอด ก่อนที่พม่าจะไปตียะไข่สำเร็จในปี 1785 ใกล้เคียงกับช่วงการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์

จริงอยู่ว่าการสร้างรัฐท่ามกลางสงคราม ที่ฝ่ายกองทัพพม่าก็ไม่มีทีท่าว่าจะพ่ายแพ้แบบเด็ดขาดให้ฝ่ายต่อต้าน เป็นเรื่องที่ยาก แต่อย่างน้อยฝ่ายปกครองของกองทัพอาระกันก็มีความพร้อมที่จะเตรียมคนของตนเอง และเตรียมฝ่ายต่างๆ ไว้แต่เนิ่นๆ กองทัพอาระกันมีรัฐบาลท้องถิ่นของตนเองในหลายเมือง และมีประสบการณ์ด้านการบริหารรัฐบาลท้องถิ่นระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ดี คำถามที่ต้องการคำตอบคือประเทศเพื่อนบ้านของรัฐยะไข่จะมีปฏิสัมพันธ์กับ “รัฐบาล” ของยะไข่อย่างไร ในโลกปัจจุบัน กรอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องซับซ้อน และรัฐบาลส่วนใหญ่เรื่องจะมีปฏิสัมพันธ์เฉพาะในระดับรัฐต่อรัฐ (G-to-G) เท่านั้น หากอินเดียต้องการมีความสัมพันธ์กับรัฐยะไข่โดยตรง ก็สุ่มเสี่ยงว่ารัฐบาลพม่าที่เนปยีดอจะส่งจดหมายประท้วง เพราะไม่ต้องการให้ประเทศใดๆ มีความสัมพันธ์และยอมรับรัฐของชนกลุ่มน้อย ที่ไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐ (non-state) โดยตรง ผู้เขียนมองว่า ประเทศรอบข้างพม่า จะต้องเริ่มหากรอบความร่วมมือกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อยู่ตามตะเข็บชายแดนพม่าใหม่ พลวัตชายแดนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ข่าวของการเข้ายึดฐานของทหารพม่าเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ผู้เขียนไม่ได้มองว่ากองทัพพม่าจะพ่ายแพ้เด็ดขาด แต่ในท้ายที่สุดแล้ว เราอาจจะได้เห็นพื้นที่ชายแดนที่รัฐบาลพม่าเข้าไม่ถึง (เหมือนที่เกิดกับพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ตามแนวชายแดนจีนพม่าในปัจจุบัน) ดังนั้น ประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งอินเดีย บังกลาเทศ หรือไทยเอง จะต้องออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ เพื่อจะมีความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์ และร่วมกันสร้างชายแดนให้มีความมั่นคงต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ลลิตา หาญวงษ์ : ยะไข่หลัง SAC

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...