ลลิตา หาญวงษ์ : ยะไข่หลัง SAC
ยะไข่ – มาถึงตอนนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่ากองกำลังที่เข้มแข็งที่สุดท่ามกลางความขัดแย้งในพม่าคือกองทัพอาระกัน (Arakan Army หรือ AA) ของชาวยะไข่ ภายใต้การนำของ พลตรี ทุน มรัต นาย (Twan Mrat Naing) วัย 46 ปี กองทัพอาระกันทยอยยึดฐานที่มั่นของกองทัพพม่าและสถาปนาการปกครองของตนเองภายในรัฐยะไข่ และยิ่งเป็นที่รู้จักขึ้นในปฏิบัติการ 1027 พร้อมๆ กับกองกำลังสามภราดรภาพอีก 2 กลุ่ม ได้แก่ TNLA ของตะอาง และ MNDAA ของโกก้าง
ปฏิบัติการ 1027 ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากจีน เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะท่อส่งก๊าซและน้ำมัน ที่พาดผ่านจากมหาสมุทรอินเดีย ในพื้นที่ของ AA ไปจนถึงมณฑลยูนนาน โดยยังผ่านพื้นที่ของ TNLA และ MNDAA ติดชายแดนของจีนด้วย ปฏิบัติการร่วมครั้งนั้นคือการโจมตีกองทัพพม่าครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีรัฐประหารมา ส่งผลให้กองกำลัง “สามพี่น้อง” สามารถยึดพื้นที่จำนวนมากในพม่าตอนเหนือได้สำเร็จ
แม้ในปัจจุบัน จีนปรับกลยุทธ์และหันมาพูดคุยกับรัฐบาลทหารพม่ามากขึ้น เพราะเล็งเห็นว่าการระดมสนับสนุนกลุ่มชาติพันธุ์เพียงอย่างเดียวไม่ได้ก่อให้เกิดสันติภาพในนิยามของรัฐบาลจีน MNDAA เป็นกลุ่มแรกที่ถูกจีนกดดันอย่างหนัก และจำต้องคืนเมืองและฐานทัพพม่าคืนให้รัฐบาล SAC ภาพการกลับเข้าไปปกครองเมืองล่าเสี้ยว (Lashio) ของกองทัพพม่า สร้างความสะเทือนใจไม่ใช่เฉพาะแต่ชาวโกก้างเท่านั้น แต่รวมถึงฝ่ายต่อต้านรัฐบาลพม่าทั้งหมด
กองทัพอาระกันแตกต่างจากทั้ง MNDAA และ TNLA อยู่พอสมควร เพราะไม่ได้มีชายแดนอยู่ติดจีนโดยตรง จีนจึงไม่สามารถใช้ยุทธศาสตร์บีบเช่นการปิดชายแดน หรือการหยุดส่งเสบียงให้รัฐยะไข่ได้ ในความเป็นจริงยะไข่เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงมากในบรรดาพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมด เพราะเป็นส่วนสำคัญของโครงการ BRI ของจีน มีท่อก๊าซและท่อน้ำมันของจีนพาดผ่าน อยู่ติดมหาสมุทรอินเดีย ยะไข่จึงเป็นแหล่งค้าขายมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ในปัจจุบัน กองทัพอาระกันสามารถควบคุมพื้นที่ชายแดนทั้งหมดที่อยู่ติดกับบังกลาเทศ ยาว 270 กิโลเมตร รวมทั้งพื้นที่เกือบทั้งหมดในรัฐยะไข่ ทั้งในยะไข่เหนือและยะไข่ใต้ และบางส่วนของรัฐฉิ่น กองบัญชาการภาคตะวันตกของพม่า ที่เมืองอัน (Ann) และเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เจ้าก์ผิ่ว ทำให้กองทัพอาระกันเป็นกองกำลังที่ควบคุมพื้นที่ได้มากที่สุดในบรรดากองกำลังฝ่ายต่อต้านทั้งหมดในพม่า
ชัยชนะของกองทัพอาระกัน ทำให้นักวิเคราะห์เริ่มมองว่าพวกเขาจะเป็นกองกำลังฝ่ายต่อต้านกลุ่มแรกที่ได้รับชัยชนะและสามารถก่อร่างสร้าง “รัฐ” ในแบบของตนเองได้ จากแต่เดิมเคยคาดการณ์ว่าฉิ่นหรือคะเรนนีจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่สามารถยึดฐานพม่าในพื้นที่ของตนเองได้ก่อน
สถานการณ์ในรัฐยะไข่แตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ ในพม่า การสู้รบไม่ได้เป็นเพียงทางบกและการระดมปล่อยระเบิดทางอากาศเท่านั้น แต่กองทัพพม่ายังต้องใช้กองทัพเรือเพื่อสกัดกั้นกองทัพอาระกันด้วย ภายในยะไข่เองยังมีเงื่อนปมใหญ่อีกประเด็นหนึ่งคือชาวโรฮีนจา ที่ส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ลี้ภัยอยู่ในบังกลาเทศ และมีบางส่วนที่เข้าร่วมขบวนการปลดแอกโรฮีนจา ที่ต่อต้านทั้งกองทัพพม่าและกองทัพอาระกันเอง กองกำลังโรฮีนจาดังกล่าวมีทั้งกลุ่ม ARSA (Arakan Rohingya Salvation Army) Rohingya Solidarity Organisation (RSO) และกองกำลังของรัฐบาลพม่าเองที่เกณฑ์ทหารจากชาวโรฮีนจา
รัฐยะไข่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการขนส่ง เพราะที่ผ่านมา ชาวยะไข่ค้าขายภายในพม่าเป็นหลัก แม้พื้นที่จะอยู่ติดกับบังกลาเทศและอินเดีย แต่ยังไม่มีเส้นทางการค้าทางบก (หรือแม้แต่ทางเรือ) ที่สามารถเชื่อมเมืองต่างๆ ในรัฐยะไข่เข้ากับเมืองท่าในอินเดียและบังกลาเทศได้ เรียกว่าประเทศเพื่อนบ้านของยะไข่ไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างเป็นทางการกับยะไข่มาก่อน มีแต่กับรัฐบาลของพม่า
เป้าหมายของผู้นำยะไข่หากพวกเขามีชัยชนะเหนือรัฐบาลพม่าได้แบบเบ็ดเสร็จคือการมีรัฐ ที่คนยะไข่สามารถกำหนดชะตากรรมของตนเองได้ สังคมไทยเรามีความเข้าใจเกี่ยวกับชาวยะไข่ไม่มากนัก อาจเป็นเพราะรัฐยะไข่อยู่ไกลประเทศไทยออกไป ความขัดแย้งระหว่างยะไข่และพม่ามีที่มาหลายร้อยปี เพราะต่างฝ่ายต่างมีอาณาจักรพุทธที่ยิ่งใหญ่ และขับเคี่ยวกันมาโดยตลอด ก่อนที่พม่าจะไปตียะไข่สำเร็จในปี 1785 ใกล้เคียงกับช่วงการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์
จริงอยู่ว่าการสร้างรัฐท่ามกลางสงคราม ที่ฝ่ายกองทัพพม่าก็ไม่มีทีท่าว่าจะพ่ายแพ้แบบเด็ดขาดให้ฝ่ายต่อต้าน เป็นเรื่องที่ยาก แต่อย่างน้อยฝ่ายปกครองของกองทัพอาระกันก็มีความพร้อมที่จะเตรียมคนของตนเอง และเตรียมฝ่ายต่างๆ ไว้แต่เนิ่นๆ กองทัพอาระกันมีรัฐบาลท้องถิ่นของตนเองในหลายเมือง และมีประสบการณ์ด้านการบริหารรัฐบาลท้องถิ่นระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ดี คำถามที่ต้องการคำตอบคือประเทศเพื่อนบ้านของรัฐยะไข่จะมีปฏิสัมพันธ์กับ “รัฐบาล” ของยะไข่อย่างไร ในโลกปัจจุบัน กรอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องซับซ้อน และรัฐบาลส่วนใหญ่เรื่องจะมีปฏิสัมพันธ์เฉพาะในระดับรัฐต่อรัฐ (G-to-G) เท่านั้น หากอินเดียต้องการมีความสัมพันธ์กับรัฐยะไข่โดยตรง ก็สุ่มเสี่ยงว่ารัฐบาลพม่าที่เนปยีดอจะส่งจดหมายประท้วง เพราะไม่ต้องการให้ประเทศใดๆ มีความสัมพันธ์และยอมรับรัฐของชนกลุ่มน้อย ที่ไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐ (non-state) โดยตรง ผู้เขียนมองว่า ประเทศรอบข้างพม่า จะต้องเริ่มหากรอบความร่วมมือกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อยู่ตามตะเข็บชายแดนพม่าใหม่ พลวัตชายแดนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ข่าวของการเข้ายึดฐานของทหารพม่าเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ผู้เขียนไม่ได้มองว่ากองทัพพม่าจะพ่ายแพ้เด็ดขาด แต่ในท้ายที่สุดแล้ว เราอาจจะได้เห็นพื้นที่ชายแดนที่รัฐบาลพม่าเข้าไม่ถึง (เหมือนที่เกิดกับพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ตามแนวชายแดนจีนพม่าในปัจจุบัน) ดังนั้น ประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งอินเดีย บังกลาเทศ หรือไทยเอง จะต้องออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ เพื่อจะมีความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์ และร่วมกันสร้างชายแดนให้มีความมั่นคงต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ลลิตา หาญวงษ์ : ยะไข่หลัง SAC
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th