คดีมาตรา112 ของตี้ วรรณวลี จากการถือป้ายในการชุมนุม ขึ้นศาลเชียงใหม่
24 กรกฎาคม 2568 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่วรรณวลี ธรรมสัตยา หรือ ตี้ และเพื่อนอีกสองคน ถูกฟ้องเป็นจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการเข้าร่วมการชุมนุมบริเวณสถานีบีทีเอสสยาม ที่จัดโดยกลุ่มนักเรียนเลว เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 และยืนชูป้ายข้อความ พร้อมนำภาพถ่ายไปเผยแพร่บนเฟซบุ๊ก
คดีนี้ตี้เบิกความว่า เธอไม่ใช่ผู้จัดการชุมนุม แต่เป็นผู้ไปเข้าร่วมการชุมนุม ซึ่งผู้จัดการชุมนุมได้แจกจ่ายกระดาษ และเครื่องเขียนเพื่อให้ผู้เข้าร่วมเขียนข้อความบนป้ายได้ตามที่ต้องการ โดยป้ายส่วนหนึ่งมีคนเขียนและวางทิ้งไว้ ซึ่งเธอและเพื่อนอีกสองคนถูกช่างภาพสื่อมวลชนถูกขอให้ถือป้ายเพื่อการถ่ายภาพ เธอจึงชูป้ายข้อความขึ้นมาให้ถ่ายภาพ โดยเพื่อนอีกสองคนเพียงแค่ตามมาร่วมการชุมนุมด้วยจึงยืนชูป้ายให้ถ่ายรูปด้วย ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นใคร
คดีนี้มีสุกิจ เดชกุล สมาชิกของกลุ่มไทยภักดีเชียงใหม่ ไปแจ้งความกล่าวหาไว้ที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ ทำให้จำเลยทั้งสามคนต้องเดินทางไปต่อสู้คดีที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งที่คดีเกิดในกรุงเทพ และจำเลยไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่เชียงใหม่
ข้อกล่าวหาคดีนี้ จำเลยทั้งสามถือป้ายข้อความคนละแผ่นขนาดเท่าๆ กันในระดับอกอยู่ในที่ชุมนุมเรียงกันทั้งสามคน ซึ่งข้อความบนป้ายศาลได้พิพากษาแล้วว่าเป็นความผิดตามมาตรา 112 จึงไม่ชัดเจนว่า สามารถเผยแพร่ข้อความทั้งหมดโดยตรงได้หรือไม่ จึงขอเผยแพร่แบบสรุปเพียงเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาของคดีได้ ดังนี้
ข้อความบนป้ายของจำเลยที่ 1 ซึ่งยืนอยู่ตรงกลางภาพ เขียนว่า “I…O” และมีข้อความคล้ายอักษรห้าตัวแรกของพระนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามด้วย “บบบ”
ข้อความบนป้ายของจำเลยที่ 2 ซึ่งยืนอยู่ฝั่งซ้ายของภาพ เขียนว่า “ดีจริงไม่ต้องมี 112” และข้อความตั้งคำถาม พร้อมด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ E’DOK
ข้อความบนป้ายของจำเลยที่ 3 ซึ่งยืนอยู่ฝั่งขวาของภาพ เขียนว่า “ล้มเจ้า คือ กูป็อก9 เจ้าป็อก8” “สายตากูไม่มีฮาคิ” “สายล้มล้างสถาบัน พ่อมึง” (นี่คือข้อความทั้งหมดบนป้ายของจำเลยที่ 3)
10 ตุลาคม 2566 ศาลจังหวัดเชียงใหม่อ่านคำพิพากษา โดยพิพากษาลงโทษเฉพาะวรรณวลี จำคุก 2 ปี 8 เดือน และให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ส่วนจำเลยอีกสองคน พิพากษายกฟ้อง โดยศาลเห็นว่า จำเลยนำภาพป้ายข้อความที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อความดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไปเผยแพร่ในเฟซบุ๊ก แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าข้อความสื่อถึงทหารและปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) แต่ก็เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ จึงเห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้อง
ส่วนป้ายข้อความที่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ถือ พยานโจทก์นักวิชาการทั้งสองปาก เบิกความเห็นว่าไม่ได้สื่อถึงบุคคลใด แม้จะมีความหมายถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่ก็ไม่ใช่การกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นเพียงกล่าวถึงกฎหมาย
24 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.30 ศาลจังหวัดเชียงใหม่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 โพสภาพบนเฟซบุ๊ก ตั้งค่าเป็นสาธารณะที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ โดยจำเลยทั้งสามถือป้ายที่มีข้อความตามคำฟ้องจริง ตำรวจตรวจสอบเฟซบุ๊กแล้วพบว่าเป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเคยขึ้นปราศรัยบนเวทีการชุมนุมสี่แห่ง
จำเลยที่ 1 เบิกความว่า ในการชุมนุมครั้งนี้มีอุปกรณ์แจกให้ผู้เข้าร่วมเขียนป้ายได้ จำเลยเห็นป้ายเหลือสามแผ่นจึงถือป้ายเดินไปตามงานและมีนักข่าวมาขอถ่ายภาพ ข้อความที่เขียนบนป้ายมีคำว่า “สายตาก็ไม่มีฮาคิ” เป็นคำจากการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อ One Piece เป็นข้อความทำนองตลก ส่วนข้อความว่า ไอโอหมายถึงปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของกองทัพเพื่อให้รัฐบาลได้รับความนิยมมากขึ้น
จำเลยที่ 2 เป็นเพื่อนโรงเรียนเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งนัดเจอกันและไปดูการชุมนุมของกลุ่มนักเรียนเลว เมื่อเห็นป้ายข้อความคิดว่าไม่มีความหมาย จึงเก็บมาไว้ใช้รองนั่ง เพราะช่วงนั้นฝนตก ส่วนจำเลยที่ 3 ก็เบิกความว่าเป็นเพื่อนจากโรงเรียนเดียวกันกับจำเลยที่ 1 เมื่อเห็นป้ายวางอยู่ได้หยิบมาอ่าน แต่อ่านเฉพาะป้ายของตัวเอง และเดินหนีบป้ายไว้ข้างลำตัว เมื่อเจอนักข่าวจึงถือป้ายให้ถ่ายรูปโดยไม่ทราบข้อความที่อยู่บนป้ายของคนอื่น จากนั้นก็ทิ้งป้ายไว้ที่งาน หลังจากจำเลยที่ 1 โพสภาพบนเฟซบุ๊กและ Tag มาก็ไม่ได้กดอนุญาต เพราะกลัวมารดารู้ว่ามาร่วมการชุมนุม
คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ธเชียงใหม่ เป็นพยานโจทก์เบิกความว่า ข้อความบนป้ายที่เขียนว่า “ดีจริงไม่ต้องมี 112” และมีข้อความว่า “E’Dok” มีความหมายว่า อีดอก ซึ่งเป็นข้อความหยาบคาย เห็นว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์ ขณะที่อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เบิกความว่า ป้ายข้อความนี้เป็นการกล่าวถึงตัวกฎหมาย แต่เข้าใจได้ว่าพูดถึงพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นบุคคลที่มาตรา 112 คุ้มครอง ส่วนคำว่า “E’Dok” เป็นภาษาโบราณ หมายถึงผู้หญิงไม่ดี ส่วนคำว่า “I…O” ดูบริบทซึ่งเป็นช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมืองแล้วเข้าใจได้ว่าเจตนาหมายถึงพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10
สุกิจ เดชกุล ผู้ริเริ่มคดีนี้เป็นประชาชนทั่วไปที่เป็นพยานโจทก์มาเบิกความว่า ข้อความบนป้ายของจำเลยเป็นการบิดเบือน อ่านแล้วสื่อถึงการหยามหมิ่นพระเกียรติ ไม่บังควร จาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพรักของประชาชน ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ไม่ดำรงไว้ซึ่งพระจริยวัตร
แม้จำเลยที่ 1 จะต่อสู้คดีว่า ป้ายข้อความเขียนถึงปฏิบัติการข่าวสารของกองทัพ (IO) และข้อความว่า “ราบบบ” หมายถึงกองทัพ แต่มิอาจลบล้างความมุ่งหมายอันเป็นที่ประจักษ์ชัด จำเลยที่ 1 ย่อมเข้าใจความหมายของตนเป็นอย่างดี เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้อง
ส่วนป้ายของจำเลยที่ 2 เห็นว่าเป็นการตั้งใจโจมตีกฎหมายมาตรา 112 ศาลอุทธรณ์ให้น้ำหนักกับการสื่อความหมายว่า พระมหากษัตริย์ดีจริงไม่ต้องมีกฎหมายคุ้มครองก็ได้ และข้อความบนป้ายของจำเลยที่ 3 ที่ว่า “ล้มเจ้า คือ กูป็อก9 เจ้าป็อก8” เป็นคำในเชิงข่ม ไม่เคารพ ข้อความตามป้ายทั้งสามแผ่นรวมกันสื่อถึงพระมหากษัตริย์ทำนองประชดประชัน เสียดสี ใช้คำหยาบ ลบหลู่ดูหมิ่น ก่อให้เกิดความรู้สึกลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ทางอ้อม
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสามยืนเรียงกันให้ผู้อื่นถ่ายภาพย่อมรู้ข้อความที่คนอื่นถือ เป็นการก่อความไม่สงบในบ้านเมือง ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาไม่เคารพต่อพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่การกระทำที่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตภายในความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ ถือได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีการกระทำร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ข้ออ้างของจำเลยเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จากศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าจำเลยที่ 2-3 มีความผิดตามมาตรา 112 ฐานร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ให้จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 2 ปี 8 เดือน