โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

กฎอัยการศึกคืออะไร ทำความรู้จักกฎหมายพิเศษที่ใช้มาตั้งแต่สมัย ร.6

iLaw

อัพเดต 26 ก.ค. 2568 เวลา 10.03 น. • เผยแพร่ 25 ก.ค. 2568 เวลา 17.30 น. • iLaw

พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457 (พ.ร.บ.กฎอัยการศึกฯ) เป็นหนึ่งในกฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงที่ออกภายใต้ระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัชสมัยของรัชกาลที่ 6 มุ่งเน้นใช้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยจากภัยภายในประเทศหรือนอกประเทศ หรือยามสงคราม

แม้พ.ร.บ.กฎอัยการศึกฯ จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่ 13 กันยายน 2457 แต่ก็มีลักษณะการบังคับตามกฎหมาย “พิเศษ” กว่ากฎหมายอื่นๆ โดยทั่วไป กล่าวคือ ใช้พระราชบัญญัติที่ใดเมื่อใดต้อง “ประกาศ” กฎอัยการศึกจึงเปรียบเสมือนมังกรหลับที่ดำรงอยู่ ต้องปลุกมังกรให้ตื่นขึ้นมาเป็นครั้งคราวตามกรณี

ประกาศใช้กฎอัยการศึกเพื่อความสงบ/มีสงคราม ถ้ายกเลิกต้องทำเป็น “พระบรมราชโองการ”

พ.ร.บ.กฎอัยการศึกฯ ใช้บังคับภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แม้จะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่กฎหมายฉบับนี้ก็ยังไม่เคยถูกยกเลิกและแทนที่ด้วยกฎหมายฉบับใหม่ เคยถูกแก้ไขเพิ่มเติมห้าครั้ง ตาม 1) พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 พุทธศักราช 2485 2) พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2487 3) พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 พุทธศักราช 2488 4) พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2502 และ 5) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 303 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พุทธศักราช 2515

อย่างไรก็ดี ในรัฐธรรมนูญหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็บัญญัติถึงกฎอัยการศึกเอาไว้ เช่น รัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 รัฐธรรมนูญ 2492 รัฐธรรมนูญ 2517 และรัฐธรรมนูญ 2560 โดยมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องสองมาตรา

มาตรา 30 การเกณฑ์แรงงานจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ หรือในขณะที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก หรือในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือการรบ

มาตรา 176 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการประกาศใช้และเลิกใช้กฎอัยการศึก

ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องประกาศใช้กฎอัยการศึกเฉพาะแห่งเป็นการรีบด่วน เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารย่อมกระทำได้ตามกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึก

ในพ.ร.บ.กฎอัยการศึกฯ ฉบับดั้งเดิมปี 2457 จะมีข้อความหัวเรื่องด้านซ้ายกำกับบทบัญญัติทุกมาตรา โดยในมาตรา 2 มีข้อความกำกับว่า “ใช้พระราชบัญญัติที่ใดเมื่อใดต้องประกาศ” โดยการใช้กฎอัยการศึก แบ่งได้เป็นสองรูปแบบ

รูปแบบที่หนึ่ง กรณีทั่วไป : ตามพ.ร.บ.กฎอัยการศึกฯ มาตรา 2 กำหนดว่า เมื่อเวลามีเหตุอันจำเป็นเพื่อรักษาความเรียบร้อยปราศจากภัยภายนอกหรือภายในราชอาณาจักรแล้ว จะประกาศพระบรมราชโองการให้ใช้กฎอัยการศึกทุกมาตราหรือแต่บางมาตราหรือข้อความส่วนใดส่วนหนึ่งของมาตราก็ได้ และจะกำหนดเงื่อนไขใช้บังคับในส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรหรือตลอดทั่วราชอาณาจักรก็ได้ กรณีที่ไม่ได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ในประกาศจะต้องระบุพื้นที่ที่ใช้กฎอัยการศึกด้วย (มาตรา 3)

ความพิเศษของการประกาศกฎอัยการศึก คือ ถ้าได้ประกาศใช้เมื่อใดหรือที่ใดแล้ว จะ “ยกเว้น” กฎหมายอื่นทั้งหมด ข้อความในพระราชบัญญัติหรือกฎหมายใดที่ขัดกับความของกฎอัยการศึก จะบังคับใช้บทบัญญัติของกฎอัยการศึกแทน

ตัวอย่างการประกาศใช้กฎอัยการศึกในกรณีนี้ เช่น

รูปแบบที่สอง กรณีเฉพาะ : ตามมาตรา 4 กำหนดว่า เมื่อมีสงครามหรือจลาจลขึ้น ผู้บังคับบัญชาทหารซึ่งมีกำลังอยู่ใต้บังคับไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพัน หรือเป็นผู้บังคับบัญชาในป้อมหรือที่มั่นของทหาร มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึกเฉพาะในเขตอำนาจหน้าที่ของกองทหารนั้นได้ แต่จะต้องรีบรายงานให้รัฐบาลทราบโดยเร็วที่สุด

ตัวอย่างการประกาศกฎอัยการศึกในกรณีนี้ เช่น

ทั้งนี้ การที่จะเลิกใช้กฎอัยการศึก จะต้องทำเป็นประกาศกระแสพระบรมราชโองการเสมอ (มาตรา 5)

ทหารมีอำนาจตรวจ-เกณฑ์-ห้าม-กักตัวบุคคลได้ไม่ต้องมีหมายศาล

เมื่อมีการประกาศพระบรมราชโองการให้ใช้กฎอัยการศึก ตามมาตรา 2 หรือประกาศใช้กฎอัยการศึก ตามมาตรา 4 แล้ว ในพื้นที่ที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ทหารจะมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธ การระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อย (มาตรา 6) และทหารมีอำนาจต่อไปนี้

  • อำนาจตรวจค้น (มาตรา 9) ไม่ว่าที่ตัวบุคคล ยานพาหนะ เคหะสถาน สิ่งปลูกสร้าง หรือที่ใดๆ และไม่ว่าเวลาใดๆ โดยสิ่งที่ตรวจค้นได้ อาจเป็นสิ่งของที่ต้องห้าม ต้องยึด หรือสิ่งของที่มีไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตรวจข่าวสาร จดหมาย โทรเลข หีบ ห่อ หรือสิ่งอื่นใด ที่ส่งหรือมีไปมาถึงกันในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก และตรวจหนังสือ สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ภาพ โฆษณา

  • อำนาจเกณฑ์ (มาตรา 10) ทหารมีอำนาจเกณฑ์พลเมืองให้ช่วยกำลังทหาร เพื่อป้องกันราชอาณาจักรหรือเพื่อช่วยเหลือภารกิจราชการทหารก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถเกณฑ์ยวดยาน สัตว์พาหนะ เสบียงอาหาร อาวุธ และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างซึ่งราชการทหารต้องใช้ในเวลานั้น

  • อำนาจห้าม (มาตรา 11)

  • มั่วสุมประชุมกัน

  • ออก จำหน่าย จ่ายหรือแจก ซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ภาพ บทหรือคำประพันธ์

  • โฆษณา แสดงมหรสพ รับหรือส่งซึ่งวิทยุ วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์

  • ใช้ทางสาธารณะเพื่อการจราจร

  • มีหรือใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออาวุธ เครื่องอุปกรณ์ของอาวุธ และเคมีภัณฑ์หรือสิ่งอื่นใดที่มีคุณสมบัติทำให้เกิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช หรือทรัพย์สิน

  • บุคคลออกนอกเคหะสถานภายในระหว่างระยะเวลาที่กำหนด

  • บุคคลเข้าไปหรืออาศัยอยู่ในเขตท้องที่ใดซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อการยุทธ การระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อย และเมื่อได้ประกาศห้ามเมื่อใดแล้ว ให้ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตนั้นออกไปจากเขตนั้นภายในกำหนดเวลาที่ได้ประกาศกำหนด

  • บุคคลกระทำหรือมีซึ่งกิจการหรือสิ่งอื่นใดได้ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กำหนดไว้ว่าควรต้องห้ามในเวลาที่ได้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก

  • อำนาจยึด (มาตรา 12) หากทหารเห็นว่าจำเป็น จะยึดสิ่งที่ได้จากการตรวจค้น การเกณฑ์ หรือการห้ามไว้ชั่วคราว เพื่อไม่ให้เป็นประโยชน์ต่อศัตรู หรือเพื่อประโยชน์ต่อราชการทหารก็ได้

  • อำนาจเข้าอาศัย (มาตรา 13) ทหารมีอำนาจเข้าพักอาศัยที่ใดๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อราชการทหาร

  • อำนาจทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่ (มาตรา 14) ในกรณีที่มีสงครามหรือสู้รบกับศัตรู ทหารมีอำนาจเผาบ้านและสิ่งที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อศัตรู รวมถึงสิ่งที่กีดขวางการสู้รบ และมีอำนาจสร้างที่มั่น ดัดแปลงภูมิประเทศหรือหมู่บ้าน เมือง สำหรับการต่อสู้ราชศัตรู หรือเตรียมการป้องกันรักษา

  • อำนาจขับไล่ (มาตรา 15) หากมีความสงสัยหรือจำเป็น ทหารมีอำนาจขับไล่ผู้ที่ไม่มีภูมิลำเนาเป็นหลักเป็นฐานที่เข้ามาอยู่ตำบลนั้นชั่วคราวได้

  • อำนาจกักตัวบุคคล (มาตรา 15 ทวิ) หากมีเหตุควรสงสัยว่าใครจะเป็นศัตรู หรือใครที่ฝ่าฝืนพ.ร.บ.กฎอัยการศึกฯ หรือคำสั่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ก็มีอำนาจกักตัวบุคคลนั้นไว้เพื่อการสอบถามหรือตามความจำเป็นของทางราชการทหารได้ แต่ต้องไม่เกินเจ็ดวัน

ทั้งนี้ การใช้อำนาจพิเศษควบคุมตัวบุคคล ตามพ.ร.บ.กฎอัยการศึกฯ สามารถทำได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ควบคุมตัวบุคคลไว้ที่ใดก็ได้ ไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหา และไม่ต้องแจ้งเหตุแห่งการต้องกักตัวแต่อย่างใด และแม้ไม่ใช่การกระทำผิดซึ่งหน้า แต่ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการแจ้งเหตุแห่งการจับหรือแจ้งข้อกล่าวหา และไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการแจ้งผู้ปกครอง ญาติ หรือบุคคลที่ผู้ถูกจับไว้วางใจให้ทราบถึงการจับกุมหรือการปล่อยตัว นอกจากนี้ ในระหว่างการสอบปากคำ หรือสอบถามข้อมูลระหว่างควบคุมตัวนั้น ก็ไม่ได้กำหนดให้ต้องมีผู้ปกครอง ญาติ ผู้ไว้วางใจ หรือทนายความ เข้าร่วมการพูดคุย

ไร้กลไกตรวจสอบอำนาจทหาร เรียกร้องค่าเสียหายไม่ได้

ตามพ.ร.บ.กฎอัยการศึกฯ ไม่ได้กำหนดกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจของทหารหลังประกาศใช้กฎอัยการศึกไว้ นอกจากนี้ ในมาตรา 16 ยังกำหนดว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารจะเรียกร้องขอค่าเสียหายหรือค่าปรับอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้เลย

ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาคดีบางประเภทได้เมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึก

โดยหลักแล้ว ศาลพลเรือนยังมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก (มาตรา 7) อย่างไรก็ดี ก็มี “ข้อยกเว้น” ว่า ศาลทหารจะมีอำนาจพิจารณาคดีอาญาตามในบัญชีท้ายพ.ร.บ.กฎอัยการศึกฯ ที่เกิดขึ้นในเขตพื้นที่และในระหว่างประกาศกฎอัยการศึก เช่น คดีความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 107 ถึงมาตรา 112

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดจะสั่งให้พิพากษาคดีอาญาในศาลทหารเป็นเฉพาะกรณีก็ได้ หากเห็นว่าคดีใดที่เกิดในเขตพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก มีเหตุพิเศษเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน

อ่านข้อมูลเขตอำนาจศาลทหารเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ilaw.or.th/articles/16464

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...